การคำนวณภาษี ภ.ง.ด.51 ของกิจการ SMEs
ผู้เขียนเห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการคำนวณดีนัก จึงขออนุญาติอ้างอิงวิธีการคำนวณจากกรมสรรพากรมาให้เปรียบเทียบครับ สืบเนื่องจากกรมสรรพากรมีการลดอัตราภาษีเงินได้และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท สำหรับกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป ตามมาตรา 4 และมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 471) พ.ศ. 2551จึงขอแสดงวิธีการคำนวณและชำระภาษีในแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2551 หัวข้อ “การคำนวณภาษี” ข้อ 2 กรณีลดอัตราภาษี และเลือก (2.6) ซึ่งเป็นการคำนวณภาษีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่ เกิน 5 ล้านบาท ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ที่มา: http://www.rd.go.th/publish/38637.0.html
หลักกฎหมายตามประมวลรัษฏากร
1. หลัก “ความเป็นธรรม” และหลัก “ภาษีอากรที่ดี” 2. หลัก “ความสม่ำเสมอ” หรือหลัก “ความแน่นอน” ตัวอย่างเช่น การคิดค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้การคิดค่าเสื่อมราคาให้คิดอย่างสม่ำเสมอ และมีการคำนวณตามหลักความแน่นอนมาตลอด จนบางครั้งนักบัญชีส่วนใหญ่นำมาปรับใช้ให้กลายเป็นหลักการทางบัญชีโดยไม่ดูเนื้อหาที่แท้จริง 3. หลัก “กฎหมายพิเศษและกฎหมายทั่วไป” 4. หลัก “เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ” (Substance over form) ถือเป็นหลักการสำคัญ ในการตรวจสอบภาษี เช่น หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่ามีการทำสัญญาในรูปแบบหนึ่ง แต่เมื่อมีการสืบเสาะหาข้อเท็จจริงตามกฎหมายต่าง ๆ แล้วพบว่าไม่ใช่ และหากไม่เป็นไปตามรูปแบบที่เห็น คือ ไม่เห็นตามสัญญาอย่างนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น เจ้าหน้าที่ก็จะประเมินตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น 5. หลัก “ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นนำสืบ” ยกตัวอย่างเช่น อนุสัญญาภาษีซ้อน เป็นเรื่องของการให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี เช่น การยกเว้นหรือลดอัตราภาษีลง เช่น เวลาคุณจ่ายเงินไปต่างประเทศบางครั้งลดอัตราภาษีลงแต่การที่จะได้สิทธินั้นมันไม่ได้อัตโนมัติ ผู้เสียภาษีมีหน้าที่ต้องตรวจสอบและหาหลักฐานประกอบการเสียภาษีนั้นๆด้วยตนเอง 6. หลัก “กฎหมายปิดปาก” เช่น [...]
บทลงโทษจากการยื่นและไม่ยื่นแบบแสดงรายการ
หากใครได้ติดตามอ่าน บทความเก่าๆ ตั้งแต่ผู้เขียนเริ่มทำ บล็อกภาษีข้างถนน มาก็คงพบว่าผู้เขียนมักจะกล่าวและย้ำเสมอว่า การยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี ถือเป็นหน้าที่ที่ประชาชนทุกคนพึงกระทำ ซึ่งหากผู้ใดไม่ได้กระทำแล้ว กฎหมาย (ประมวลรัษฎากร) ก็ควรจะมีบทลงโทษสำหรับกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการ แต่อาจจะยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยเจตนา หรือไม่เจตนาก็ตาม กฎหมายก็จะมีบทลงโทษเช่นกัน แต่ภาระภาษีจากการลงโทษนั้นอาจจะเบาบางลงบ้าง ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอนำตัวบทกฎหมายในประมวลรัษฎากรที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว มาสรุปออกเป็นรูปแบบการเรียกตรวจสอบและอำนาจในการตรวจสอบของเจ้าพนักงาน และบทลงโทษที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ยื่นแบบแสดงรายการผิดพลาด หรือไม่ยื่นแบบแสดงรายการ ออกมาเป็นดังตารางด้านล่างนี้









