3 เหตุผลที่คุณไม่ควรเชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพียงอย่างเดียว

โพสต์เมื่อ: 05 ม.ค. 2017 - ป้ายกำกับ:


สวัสดีครับ TAXBugnoms คนเดิมกลับมาอีกครั้งประจำการอยู่ที่ “บล็อกภาษีข้างถนน” เหมือนเช่นเคย หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าหายไปไหนมา ทำไมไม่มา Update บทความใหม่ๆกันบ้างใช่ไหมครับ (อะไรนะ ไม่มีใครถามเลยเหรอ? #จบ)

ขอสารภาพครับว่าที่ห่างหายไป เนื่องจากปีก่อนหน้าผมมีงานค่อนข้างเยอะมากครับ ประกอบกับช่วงปลายปีที่ผ่านมาผมติดภารกิจครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต นั่นคือ การเลี้ยงลูกครับ (แฮร่) เลยทำให้ไม่มีเวลาในการอัพเดทบล็อกนี้สักเท่าไร (พื้นที่โฆษณา : ถ้าใครอยากอ่านเรื่องราวของลูกผม สามารถไปอ่านเรื่อง “เป็นพ่องงง ได้อะไรมากกว่าที่คิด” ที่ Minimore ได้ครับ)

เอาล่ะครับ ฤกษ์ดีปีนี้ผมตั้งใจกลับมาเขียนอีกครั้งตามคำเรียกร้องของเสียงหัวใจ (อิอิ) เลยตัดสินใจเปิดประเด็นบทความใหม่ในหัวข้อชวนดราม่าสักครั้งที่มีชื่อว่า “ 3 เหตุผลที่คุณไม่ควรเชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี” นี่เองงงงงงง

คิดยังไง? ทำไมถึงเขียนอะไรแบบนี้ออกมา

เฮ้ยยยยยย!!! พูดแบบนี้ได้ยังไงวะ ทั้งๆที่แกเองก็เป็นบล็อกเกอร์ด้านภาษี เขียนเรื่องภาษี พูดเรื่องภาษี แต่ดันมาพูดว่าอย่าเชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีแบบนี้ มันน่าเสียศรัทธาเหลือเกิน ไอ้บักหนอม!!! (เอ่อ ตั้งใจบิ้วไปแบบนั้นแหละครับ อย่าดราม่ากันจริงๆนะครับ ลองอ่านกันต่อไปก่อนครับ)

ก่อนที่จะเข้าเรื่องแบบลึกซึ่ง ผมคงต้องขอเกริ่นก่อนครับว่า สิ่งที่ผมเขียนนั้น มันเป็นเพียงความคิดเห็นและข้อสังเกตที่ผ่านมาจากประสบการณ์ของผมเท่านั้นครับ ซึ่งในสังคมเรานั้นมีทั้งคนที่ทำถูกต้องและไม่ถูกต้อง ดังนั้นทำใจร่มๆ โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านกันดีๆก่อนนะครับ

office-620817_1920
(ขอบคุณภาพประกอบฟรีจาก Pixabay)

เอาล่ะครับ ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า ทำไม??? เราถึงไม่ควรเชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี เพื่อความเข้าใจอันดีของทุกคน ผมขอไล่เรียงอธิบายด้วยเหตุผลจำนวน 3 ข้อ ดังนี้ครับ

3 เหตุผลที่คุณไม่ควรเชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพียงอย่างเดียว



1. เพราะอาชีพ “ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี” ไม่มี “วิชาชีพรองรับ” ทุกๆคนสามารถเรียกตัวเองว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี”  “นักวางแผนภาษี” “ที่ปรึกษาด้านภาษี” หรืออะไรอีกมากมายที่จะเรียกกันได้หมดครับ (หรือบางทีคนอื่นสถาปนาให้อย่างไม่ตั้งใจก็มีเหมือนกัน)

ดังนั้น ประเด็นแรกที่ผมอยากจะชี้ให้เห็น คือ อาชีพที่ว่านี้ ไม่มีหน่วยงานรับรองวิชาชีพและความสามารถเหมือนอาชีพในกลุ่มคล้ายๆกัน เช่น ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ นักวางแผนการเงิน ที่ต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรองว่าสามารถ “ทำงานได้จริง”

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้บอกว่าการทำงานเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี” เหล่านี้ คือสิ่งที่ผิดนะครับ เพราะถึงแม้จะไม่มีใบอนุญาตหรือการรับรองก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ใช้พิสูจน์ได้ นั่นคือ ประสบการณ์และความสามารถเชิงประจักษ์ เพียงแต่ว่า เกณฑ์ในการวัดความสามารถ กับ จำนวนเงินนั้น ไม่มีมาตรฐานและมักจะเดินทางไปในแนวทางที่แตกต่างกัน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจภาษีของผู้ว่าจ้างเองเป็นหลัก ผนวกกับความซับซ้อนของธุรกิจที่ทำให้ความชำนาญของผู้เชี่ยวชาญฉายแววออกมา

ซึ่งเมื่อมาถึงตรงนี้ มันจะมีคำถามที่ตามมาอยู่ในข้อต่อไปครับ

2. เพราะเราไม่สามารถวัด “ความสามารถ” ของ “ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี”  ข้อนี้เป็นผลพวงต่อจากข้อแรก ทำให้ความสามารถส่วนใหญ่นั้น มักถูกวัดจากการแก้ปัญหาหรือคำแนะนำในการวางแผนภาษี ซึ่งผมแยกวิธีใช้วัดความสามารถออกเป็น 2 กรณี คือ

1. เป็นเทคนิคที่สามารถใช้ได้และมีประโยชน์ทั่วไป นั่นคือใครๆก็รู้และเป็นวิธีการตามปกติที่ไม่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว (คนดี) ซึ่งถ้ามองอีกด้านหนึ่งมันแปลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถของ “ผู้เชี่ยวชาญ” แต่อย่างใด ถ้าหากเจ้าของกิจการ หรือ ผู้ว่าจ้างมีความรู้ หรือศึกษาด้วยตัวเองได้เสียหน่อย จะสามารถเจอเทคนิคเหล่านี้ได้ไม่ยาก เพราะมีคนเอามาอธิบาย ตีแผ่ หรือแนะนำกันอยู่เรื่อยๆ

2. เป็นเทคนิคหรือแนวคิดเฉพาะตัว ถ้าหากเข้าข่ายข้อนี้ นั่นแปลว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์ในการทำงานมากขึ้น ตรงนี้แหละครับที่จะเปิดการ์ดกับดักใบที่ซ่อนอยู่ให้ทำงาน!! (ตึ่งงงง) เพราะคำถามต่อมาคือ เทคนิคที่ว่านั้นเป็นเทคนิคที่ใช้ได้จริงหรือเปล่า บางทีอาจจะเป็นเทคนิคที่ได้ผลแค่ชั่วครั้งชั่วคราว หรือเพราะว่าสรรพากรยังไม่ได้ตรวจสอบ มันก็เลยใช้ได้ผลอยู่

ขออธิบายเพิ่มเติมในประเด็น “เทคนิค” อีกสักหน่อยครับ โดยปกติแล้วการวางแผนภาษีหรือเทคนิคต่างๆนั้น จะใช้ก่อนที่กิจการจะยื่นภาษี และระบบการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของไทยนั้นจะเรียกว่าการ “ประเมินตนเอง” ซึ่งแปลว่า เราจะวัดว่าวิธีการวางแผนภาษีนั้นใช้ได้จริงๆก็ต่อเมื่อ ผ่านการตรวจสอบโดยสรรพากรและไม่เกิดปัญหา ถึงจะยืนยันได้ว่าวิธีดังกล่าวนั้นเป็นวิธีที่ถูกต้องและไม่มีปัญหาใด (ไม่รวมกรณีตรวจไม่เจอนะครับ)



ปัญหาตรงนี้ก็คือ ผู้เชี่ยวชาญมักจะต้องใช้เวลาเนิ่นนานกว่าที่ความสามารถนั้นๆจะถูกพิสูจน์ออกมาว่ามันเป็นของจริง

แต่บางกรณีความสามารถอาจจะถูกแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ได้เช่นกัน หากเป็นสถานการณ์ที่ผู้เชี่ยวชาญต้องเข้ามา “เคลียร์” หรือจัดการเรื่องภาษีให้กับหน่วยงาน (กรณีโดนตรวจสอบไปแล้ว เจอปัญหา หรือถูกสรรพากรเรียกประเมินภาษีเพิ่ม) ซึ่งตรงนี้ก็ยังมี “บางอย่าง” ที่ติดๆขัดๆ ตามสิ่งที่ผมจะเล่าให้ฟังในข้อที่ 3 ต่อจากนี้ไปครับ

3. ความกลัว ”สรรพากร” ทำให้ “ผู้เชี่ยวชาญ” ไม่จำเป็น ท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ประจักษ์โดยการจัดการเคลียร์ได้ แต่ถ้าหากเจ้าของกิจการไม่มั่นใจหรือกลัวสรรพากรก็ทำให้การเคลียร์นั้นไม่มีความหมาย เพราะยอมจ่ายอยู่ดีครับ (คำพูดติดปาก… “จ่ายๆไปเหอะจะได้ไม่มีปัญหา”)

ซึ่งตรงนี้ ผมยังมีข้อสังเกตดังกล่าวอีกครับว่า “การเคลียร์” ที่ว่านั้น ได้ใช้ความสามารถทางด้านวิชาการ หรือ ใช้ความสามารถด้านประสบการณ์ Connection ของ “ผู้เชี่ยวชาญ” กันแน่ครับ ดังนั้นประเด็นนี้ก็เป็นอีกข้อนึงที่ต้องเอามาพิจารณาให้ดีอีกเรื่องหนึ่งครับ

ทั้งหมดคือเหตุผล 3 ข้อที่ผมเขียนขึ้นมาว่า ทำไมเราถึงไม่ควรเชื่อผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว (รวมถึงผมเองด้วยนะครับ) เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการเข้าใจเรื่องของภาษี มันคือ การเข้าใจกฎหมายโดยตัวของเจ้าของธุรกิจหรือแม้แต่ผู้เสียภาษีเอง เพราะถ้าคุณมีความรู้ในระดับนึง สิ่งที่คุณจะได้รับคือความสามารถในการคัดกรอง “ความถูกต้อง” ของ “ผู้เชี่ยวชาญคนนั้น”

สุดท้ายนี้ คงต้องขอย้ำอีกทีว่า นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมเพียงเท่านั้น และผมไม่ได้ต้องการก่นด่าว่ากล่าวการเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือไม่เชี่ยวชาญนั้นดีหรือไม่ดี เพราะบางครั้งผมเองก็ถูกเรียกว่าผู้เชี่ยวชาญโดยที่ไม่ได้คิดว่าตัวเองนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเช่นเดียวกันครับ (โดยส่วนตัว… ผมเรียกตัวเองว่านักเขียนหรือบล็อกเกอร์มากกว่า) แต่สิ่งที่ผมหวังสำหรับคนที่อ่านบทความนี้ก็คือ อยากจะให้ใส่ใจเรื่องของภาษีด้วยตัวเอง ให้มีความรู้พื้นฐานที่ถูกต้อง เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งจากการตรวจสอบโดยสรรพากร และโดนหาผลประโยชน์จากผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้มีประสบการณ์จริงครับ

ขอประเดิมบทความแรกต้อนรับปี 2017 ไว้เพียงเท่านี้ ติดตามใหม่บทความหน้าใด้ในสัปดาห์หน้าครับ สวัสดีคร้าบ :)





Send this to friend

.