[บทความพิเศษ] 5 วิธีลงทุนดีๆ ที่ไม่ต้องเสียภาษีสักกะบาท!!

โพสต์เมื่อ: 14 เม.ย. 2014 - ป้ายกำกับ: , , , , ,


สวัสดีปีใหม่ไทยคร้าบ … @TAXBugnoms กลับมาอีกครั้งกับบทความพิเศษในช่วงเทศกาลสงกรานต์อีกแล้วคร้าบบบ แหม่.. หยุดสงกรานต์ทั้งที เราถือโอกาสช่วงนี้ในการหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนและภาษีกันดีกว่า โดยบทความตอนนี้เราจะมาว่ากันในเรื่องของวิธีการลงทุนต่างๆ ที่มีหลายๆคนสอบถามมาเยอะเหลือเกินว่า “จะลงทุนอย่างไรไม่ให้เสียภาษีดีเน้อ..”

ตอนแรกเมื่อผมได้ยินได้ฟังคำถามก็ตกใจร้อง ว้ายยยย!!! (เดี๋ยวนะ.. แต๋วแตกเกินไปหรือเปล่า – -“) แถมยังแอบนึกในใจว่า มันจะมีวิธีการลงทุนแบบนี้ด้วยหรอ ไอ้การลงทุนแบบไม่เสียภาษี แต่เมื่อไปค้นหาคำตอบมาแล้วก็พบว่า “มีครับ”  (เก็กเสียงหล่อ) และผมก็ได้รวบรวมวิธีการลงทุนที่น่าสนใจ พร้อมกับรายละเอียดแบบเจาะลึกมาให้ดูให้กันไปเลย โดยวิธีการลงทุนดีๆ แบบไม่ต้องเสียภาษีนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 5 วิธี ได้แก่ แต่ม ตะ แต่ม แต้ม แต้มมมม (เอ่อ… พี่จะใส่ซาวน์เอ็ฟเฟ็กส์ทำไมครับ)

วิธีที่ 1 : ลงทุนในสลากออมสิน หรือ สลากธกส.

เนื่องจากตามมาตรา 42 (8)(ก) และ (11) แห่งประมวลรัษฏากร ระบุไว้ว่า “ดอกเบี้ยสลากออมสิน หรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียก” และ “รางวัลบัตรออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจ้าาาา

โดยเจ้าสลากที่เรียกกันนั้นมีชื่อเรียกเต็มๆว่า “สลากออมทรัพย์” คือ วิธีการออมเงินในอีกรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนกับการฝากเงินกับธนาคาร โดยผู้ที่ซื้อสลากนั้นจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกำหนด แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษที่มากกว่าเงินฝากธนาคาร โดยผู้ซื้อสลากจะได้รับสิทธิ์ในการลุ้นรางวัลเป็นจำนวนเงินในทุกๆเดือน (หรือทุกๆงวด) จนกว่าจะครบกำหนดของอายุสลากนั้นๆ

Tip01

ความเห็นส่วนตัวของผมนั้น คิดว่าสลากออมทรัพย์พวกนี้เป็นการออมที่เหมาะกับคนที่ชอบเสี่ยงดวง หรือคิดว่าตัวเองพอจะมีโชคอยู่บ้าง ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับหวยใต้ดินหรือสลากกินไม่แบ่ง เอ้ย สลากกินแบ่งของรัฐบาล (ล็อตเตอรี่) ก็ดูเหมือนว่าสลากออมทรัพย์จะดูดีกว่าตรงที่แม้เราจะไม่ถูกรางวัลแต่เงินต้นของเราก็ไม่ได้สูญหาย แถมยังได้ดอกเบี้ยเหมือนการฝากธนาคารด้วยครับ

วิธีที่ 2 : ดอกเบี้ยออมทรัพย์และเงินปันผล (เงินเฉลี่ยคืน) ที่สหกรณ์จ่ายให้แก่สมาชิกจากสหกรณ์

ความหมายของ “สหกรณ์” หมายความถึง คณะบุคคลซึ่งร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม โดยช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 และปกติแล้วสหกรณ์มีมากมายหลายประเภท เช่น สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน แต่การที่เราจะฝากเงินในสหกรณ์ได้นั้น เราจะต้องเป็นสมาชิกของสหกรณ์นั้นๆก่อน โดยบางสหกรณ์อาจจะมีเงื่อนไขให้สะสมทุน (หุ้น) ของสหกรณ์ทุกๆเดือนด้วย

โดยปกติแล้ว … ผลตอบแทนที่เราจะได้รับจากสหกรณ์นั้นจึงมีอยู่ 2 รูปแบบคือ “เงินปันผล” ที่ได้รับคืนจากการสะสมหุ้นของสหกรณ์ และ “ดอกเบี้ยเงินฝาก(ออมทรัพย์)” โดยกฎหมายได้ให้ข้อยกเว้นตาม มาตรา 42 (8)(ข) แห่งประมวลรัษฏากร และ พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 40 (พ.ศ.2514) ว่า “ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ได้รับจากสหกรณ์” และ “เงินได้ที่เป็นเงินปันผลหรือเงินเฉลี่ยคืนที่สหกรณ์จ่ายให้แก่สมาชิก” ซึ่ง ณ จุดจุดนี้ ขอบอกไว้เลยว่า ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยของสหกรณ์นั้นจะสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลของสหกรณ์นั้นก็สูงพอๆกับหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เลยล่ะครับ



วิธีที่ 3 : เงินฝากประจำปลอดภาษี

นอกจากดอกเบี้ยออมทรัพย์ของสหกรณ์แล้ว พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 301 (พ.ศ.2539) ยังกำหนดให้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารและจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ในส่วนที่เป็นรายเดือนติดต่อกันมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 24 เดือน นับแต่วันที่ฝาก โดยมียอดเงินฝากแต่ละคราวเท่ากันแต่ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือนและรวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 600,000 บาท

แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังไว้นิดหน่อยว่า … เงินฝากประเภทนี้ หากเราไม่สามารถที่จะฝากเงินติดต่อกันได้จนครบกำหนด 24 เดือน จากดอกเบี้ยที่จะได้แบบปลอดภาษีเมื่อครบกำหนด จะกลับกลายเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับ เหลือเพียงอัตราเดียวกับการฝากออมทรัพย์ แถม(บางครั้ง)อาจจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15 % อีกด้วยครับ

วิธีที่ 4 : กองทุนรวมที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล

เนื่องจาก “เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม” ได้รับสิทธิยกเว้นยกเว้นภาษีตามข้อ 2(32) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี แต่สำหรับเงินปันผลของกองทุนรวมต่างๆนั้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10% ซึงมาตรา 48 (3) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ได้ให้สิทธิพิเศษสำหรับเงินได้ประเภทนี้ว่าจะเลือกเสียภาษีในอัตราที่ถูกหักไว้ (Final TAX) โดยไม่ต้องนำไปคำนวณเป็นเงินได้เมื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ว่าตอนนี้เรากำลังพูดถึงวิธีการลงทุนเพื่อไม่ให้เสียภาษีอยู่น่ะสิครับ ดังนั้นเราจึงตัดตัวเลือก “กองทุนที่มีการจ่ายเงินปันผล” ออกไปซะก่อน

อ้อ.. ลืมบอกไปว่า กองทุนรวมทั้งหมดที่ว่ามานี้ หมายความรวมถึงกองทุนรวมทุกประเภทครับไม่ว่าจะเป็น ตลาดเงิน ตราสารหนี้ระยะสั้น กลาง ยาว หุ้น ทองคำ น้ำมัน ดำน้ำ ดูปะการัง เฮ้ย!! ไอ้สองอย่างหลังนี่ไม่ใช่แล้วววว… สำหรับการที่เราจะเลือกลงทุนในกองทุนไหนนั้น เราต้องพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกันไป โดยตัวอย่างที่ยกมานั้นผมเปรียบเทียบจากผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือนของทาง Morning Star มาให้ดูคร่าวๆสำหรับกองทุนที่ไม่จ่ายเงินปันผลโดยเฉพาะครับ

MorningStar

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้คงมีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆมีคำถามว่า “แล้วกองทุนรวมแบบ LTF และ RMF ล่ะ ได้หรือเปล่า?” คำตอบก็คือ “ได้ครับ ได้ครับ” แต่ว่ากองทุนรวมประเภทนี้จะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับระยะเวลาการถือครองด้วยเช่นกัน ซึ่งแตกต่างกับเงื่อนไขของกองทุนรวมแบบทั่วไปครับ ดังนั้นอย่าลืมพิจารณาเงื่อนไขต่างๆเหล่านี้ประกอบด้วยนะครับ

วิธีที่ 5 กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure fund นั้น คือ กองทุนรวมประเภทหนึ่ง ที่ตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนไปใช้พัฒนากิจการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อประโยชน์สาธารณะของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงการของรัฐหรือเอกชน เช่น ไฟฟ้า ประปา ถนน ทางพิเศษ หรือทางสัมปทาน ท่าอากาศยานหรือสนามบิน ท่าเรือน้ำลึก โทรคมนาคม รถไฟฟ้า รถใต้ดิน เป็นต้น โดยกองทุนรวมที่จะจัดตั้งนั้นจะต้องระบุเฉพาะเจาะจงเลยว่าจะนำเงินไปลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภทใด เช่น กองทุน BTSGIF หรือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางรางบีทีเอสโกรท

BTSGIF



ปัจจุบันกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 544 ได้กำหนดให้บุคคลธรรมดาได้รับสิทธิยกเว้นสำหรับเงินปันผลที่ได้จากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นเวลา 10 ปีภาษีต่อเนื่องกันนับแต่ปีภาษีที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนรวม นอกจากนั้นแล้วกำไรจากการขายหลักทรัพย์ยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามตามข้อ 2(32) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) อีกเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าครบครันทั้งสองต่อ กำไรสองเด้ง อะไรอย่างนั้นเลย (อิอิ)

และทั้งหมดนี้คือ “วิธีการลงทุนที่ไม่ต้องเสียภาษี” ซึ่งแต่ละวิธีก็มีโอกาสที่เราจะได้รับผลตอบแทนสูงและต่ำปะปนกันไป แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอเน้นย้ำไว้เลยว่า “การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ต้องไม่ลืมศึกษาข้อมูลของการลงทุนให้เข้าใจก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนใดๆก็ตาม” และอย่านำเรื่อง “ไม่เสียภาษี” มาใช้เป็นเป้าหมายหลักในการลงทุน เพราะยังมีปัจจัยอีกมากมายให้เราพิจารณาเพื่อตัดสินใจลงทุน

สุดท้ายนี้ ถ้าหากใครเห็นว่าบทความเป็นประโยชน์ รบกวนช่วยกันแชร์ให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่สนใจในการลงทุนได้อ่านกันด้วยนะครับ หรือถ้ามีอะไรติดใจสงสัยอยากแนะนำติชมใดๆ ก็แวะมาพูดคุยกันได้ที่แฟนเพจ @TAXBugnoms ได้ตลอด 24 ชั่วโมงคร้าบบบบบ





Send this to friend

.