งานจะเข้าเราแล้วใช่ไหม? ทำไมมาสอบภาษีย้อนหลัง 5 ปีล่ะ!

โพสต์เมื่อ: 30 ส.ค. 2016 - ป้ายกำกับ:


สวัสดีครับ… กลับมาพบกันอีกครั้งกับผม TAXBugnoms กับบทความประจำ “บล็อกภาษีข้างถนน” กันอีกครั้งครับผม สำหรับบล็อกในวันนี้เป็นเรื่องราวต่อเนื่องจากบล็อกในคราวที่แล้วครับ หลังจากที่ผมได้เขียนเรื่อง วิเคราะห์เจาะลึก!! มาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคล ดีจริงไหม? กันไปแล้ว มีเพื่อนๆพี่ๆน้องหลายคนถามไถ่กันเข้ามาเป็นจำนวนมากครับว่า ถ้าเกิดมาตรการนี้บังคับใช้จริงจะทำยังไงดี มันจะมีปัญหาอะไรไหม แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับคนทำธุรกิจบ้างงงงงง

แต่ความกังวลใจนั้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อวันก่อนมีข่าวคราวมาให้หนาวๆร้อนๆกันอีกที กับหัวข้อข่าวในไทยรัฐที่พาดไว้ให้สะเทือนใจว่า “บิ๊กตู่” สั่งสอบภาษีย้อนหลัง 5 ปี พวกหัวหมอหลบเลี่ยงมีหนาว โดยสรุปเนื้อหาสั้นๆจากข่าวนี้ได้ว่า ถ้าหากใครจ่ายภาษีไม่ครบและมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือตั้งใจทำความผิด จะต้องถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังถึง 5 ปี โดยเน้นหนักไปที่เรื่องของ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” เพราะมีผลกระทบต่อต้นทุนที่แตกต่างกันไป เนื่องจากร้านค้าที่หลบเลี่ยง VAT จะสามารถขายได้ในราคาที่ต่ำกว่า ถ้าหากใครสนใจรายละเอียดเรื่องนี้เพิ่มเติม อ่านได้ที่บทความ ก่อนจะถามว่าจด VAT ดีไหม ? มาเข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มกันก่อนดีกว่า ครับ

นอกจากนั้นจากข่าวยังกำชับไว้อีกครับว่า ถึงแม้ว่าธุรกิจจะเข้าลงชื่อในนโยบายบัญชีเล่มเดียวก็ตาม แต่ถ้าหากทำผิดขึ้นมา ยังคงจะต้องเจอตรวจสอบย้อนหลังอยู่ดี โว๊ะ! แบบนี้จะทำยังไงกันดีล่ะครับพี่น้องงงงงง

(เข้าเรื่องซักที แฮ่มมมม) ดังนั้น บทความในวันนี้ของผมจะมาบอกแนวทางในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นนี้ ซึ่งอาจจะทำให้มีปัญหากับธุรกิจของเราในอนาคตนั่นแหละครับ ผมตั้งชื่อหัวข้อสั้นๆว่า 3 ความเข้าใจก่อนที่จะโดนพี่สรรพากรไล่บี้ ลองมาดูกันเลยดีกว่าครับ

3 ความเข้าใจก่อนที่จะโดนพี่สรรพากรไล่บี้

ข้อแรก ทำความเข้าใจก่อนว่าอำนาจตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปีของสรรพากรนั้นมาจากไหน : จริงๆ อำนาจนี้ถูกระบุไว้ใน มาตรา 19 และ มาตรา 23 แห่งประมวลรัษฏากรอยู่แล้วครับ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนดังนี้ครับ (ใครขี้เกียจอ่านตัวหนาได้เลยนะครับ)

มาตรา 19 กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้น นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าว จะต้องกระทำภายในเวลาสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้น จะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่กรณีขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร”

มาตรา 23 ผู้ใดไม่ยื่นรายการ ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ ผู้ที่ไม่ยื่นรายการ หรือพยานนั้นนำบัญชี หรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันนับแต่วันส่งหมาย (ตรงนี้อ้างอิงอายุความตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในมาตรา 193/30 คือ 10 ปีครับ)



ดังนั้น เราจะเห็นว่าจากกฎหมายนี้อายุความจะมีอยู่ 2 ส่วนครับ ในกรณียื่นแบบแสดงรายการ คือ 2 หรือ 5 ปี แต่ในกรณีที่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการคือ 10 ปี ดังนั้นถามว่าข้อมูลจากข่าวที่ว่านี้มีอำนาจทางกฎหมายไหม ตรงนี้คงต้องบอกว่า “ใช่ครับ” และทางสรรพากรมีอำนาจในการตรวจสอบอย่างแน่นอนครับ

ข้อสอง จดบัญชีชุดเดียว (จดเป็นผู้ประกอบการบัญชีชุดเดียว) แล้วจะรอดพ้นจากการตรวจสอบหรีอไม่ ตรงนี้เป็นอีกข้อหนึ่งที่ต้องเอามาพิจารณากันครับ เพราะหลายคนเข้าใจว่าจดแล้วจะไม่มีตรวจสอบย้อนหลัง แต่ถ้าเรากลับไปอ่านให้ดีในคำชี้แจงมาตรการบัญชีเล่มเดียวแล้วจะพบว่าเป็นแบบนี้ครับ

11-2

ข้อสาม เราควรรับมืออย่างไรดี? ข้อสุดท้ายนี้ผมทิ้งท้ายเป็นคำถามไว้ให้ครับ แต่จริงๆ ซึ่งเหมือนจะมีอยู่ทางเดียว คือ “การเสียภาษีให้ถูกต้อง” นั่นเองครับ ทีนี้ปัญหาที่ตามมาคือ ถ้าเราทำถูกต้องแล้ว แต่คนอื่นยังทำไม่ถูกต้อง เราควรจะทำยังไงต่อไปดี ผมขอบอกสั้นๆเลยว่า สามารถร้องเรียนไปยังกรมสรรพากรได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลสรรพากร (สรรพากร Call Center) หรือทำตาม คําแนะนําในการทําหนังสือรองเรียนตอกรมสรรพากร

PSWQ

บทสรุป

ถ้าใครสังเกตให้ดี จะเห็นว่าผมพูดเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้วครับ โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า “ทุกอย่างกำลังโอบล้อมเข้ามา ให้เราต้องเสียภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งสังเกตได้ตั้งแต่นโยบาย E-payment พร้อมเพย์ ไปจนถึงมาตรการต่างๆที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะตีวงเข้ามาดักจับผู้ที่ทำผิดกฎหมายครับ

สุดท้าย สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คือ การปรับปรุงและแก้ไขให้ถูกต้องครับ หากใครคิดว่าตัวเองยังไม่มีความรู้ที่เพียงพอผมขอแนะนำให้หาความรู้เพิ่มเติมครับ เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดการภาษีนั้นคือความรู้ที่ถูกต้องมากกว่าความถูกใจของเราและสรรพากรครับ







Send this to friend

.