มาทำบัญชีธุรกิจส่วนตัวกันนะเธอว์ ตอนที่ 6 : หน้าที่ของธุรกิจ


หลังจากที่ผมเขียน “บทความพิเศษเรื่อง LTF : ขายแล้วไปไหน” จบลงไปเมื่อสองวันก่อน ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะกลับมาขีดๆเขียนบทความชุด “มาทำบัญชีธุรกิจส่วนตัวกันนะเธอว์” ให้เพื่อนๆอ่านกันต่อแล้วครับ

สำหรับตอนนี้ผมจะมาแนะนำถึง “หน้าที่” ของเจ้าของธุรกิจว่ามีอะไรบ้างที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานเอกสารต่างๆ รวมถึงการจัดการและการวางแผนทางด้าน บัญชี และ ภาษี ไปพร้อมกันๆเลยครับ

อย่างที่เราทราบกันดีว่า หน้าที่หลักๆของ “เจ้าของธุรกิจ” ก็คือการดูแลรักษาให้ธุรกิจอยู่รอด มีผลกำไร และยังสามารถแบ่งผลตอบแทนให้แก่หุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทุกคนใช่ไหมครับ

แต่ “เจ้าของธุรกิจ” ยังมีหน้าที่รองอีกหน้าที่หนึ่ง คือ หน้าที่ความรับผิดชอบในด้าน “เอกสาร” ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของธุรกิจ เช่น งบการเงิน หรือ การยืนแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่จะทำให้ธุรกิจเราสามารถเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด หยุดกึก เพราะต้องโดนเรียกตรวจสอบจากหน่วยงานต่างๆ (ใครที่เคยเจอคงจะเข้าใจนะครับ ว่ามันยุ่งยากแค่ไหน เดี๋ยวหน่วยงานนู้นนั้นเรียกที เฮ้ออออ)

อาจจะมีคนแย้งว่า คงไม่จำเป็นมั้งครับ จ้างเค้าเอาก็ได้ ซึ่งก็เป็นความคิดที่ดีครับ (ใช้เงินทำงาน) แต่ผมขอแนะนำไว้เพิ่มเติมละกันว่า เรื่องแบบนี้ รู้ไว้แล้ว ย่อมมีประโยชน์กว่าที่เราไม่รู้นะครับ ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราวางแผนจัดการงานด้านเอกสารต่างๆให้ดีแล้ว ก็จะไม่มีใครมาตาม มาวุ่นวาย กิจการก็ดำเนินงานราบรื่น แต่ถ้าวางเอกสารต่างๆไม่ดี ไม่รู้ ไม่สนใจ เมื่อเกิดปัญหา ก็อาจจะทำให้มีปัญหาหลายๆอย่างตามมาด้วยเหมือนกันครับ

ยิ่งถ้าคนที่รับผิดชอบงานด้านนี้ไม่อยู่ แถมเจ้าของธุรกิจยังไม่รู้เรื่องแล้วล่ะก็ ….
“บรรลาย” เลยล่ะครับ (อิอิ บล็อกนี้มีระบบเซนเซอร์คำหยาบด้วยนะฮะ)

เอาล่ะครับ พูดมาซะยาวเลย (สงสัยผมจะเก็บกดมากไปหน่อย) ทีนี้เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ สำหรับหน้าที่ในการจัดการด้านบัญชีและภาษีที่สำคัญ จะมีอยู่สองด้าน คือ

1. หน้าที่จัดทำ “บัญชี” และนำส่ง “งบการเงิน” ให้แก่ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า”
2. หน้าที่จัดทำ คำนวณ และนำส่ง “ภาษี” พร้อมกับ “แบบแสดงรายการทางภาษี” ให้แก่ “กรมสรรพากร”

และในบทความตอนนี้จะพูดคุยถึง “หน้าที่” ในข้อแรกก่อน คือ การจัดทำบัญชี และนำส่งงบการเงิน ให้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

– หน้าที่ในการจัดทำบัญชีเป็นของใคร –

ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ได้กำหนดให้ “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี” คือ ผู้มีหน้าที่จัดให้มีการทำบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นผู้ที่มีหน้าที่จัดทำบัญชีครับ (แป่ววววว อ่านจบแล้วจะรู้เรื่องไหมเนี่ย…. 555 )

เอางี้ดีกว่า ลองมาดูส่วนขยายความกันที่ มาตรา 8 ของพระราชบัญญัติการบัญชีไปด้วยละกันครับ

มาตรา 8 ให้ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี และต้องจัดให้มีการทำบัญชีสำหรับการประกอบธุรกิจของตนโดยมีรายละเอียด หลักเกณฑ์ และวิธีการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้

จะเห็นได้ว่าตามมาตรา 8 ได้กำหนดให้นิติบุคคลทั้งหลายตามที่กล่าวมาแล้วเป็น “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี” ครับ แต่ว่า “นิติบุคคล” จะดำเนินการได้ยังไงถ้าไม่มี “ผู้กระทำการแทน” ใช่ไหมครับ และเมื่อต้องมีผู้ทำการแทนแล้ว ย่อมหมายความ ผู้ที่มีหน้าที่จัดทำบัญชี ตัวจริง เสียงจริง ก็ควรจะเป็นบุคคลดังต่อไปนี้ครับ

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

สำหรับ “หน้าที่และความรับผิดชอบ” ที่สำคัญของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีนั้น ก็มีดังนี้ครับ

– จัดให้มีเอกสารประกอบการลงบัญชีซึ่งได้แก่ บันทึก หนังสือหรือ เอกสารใดๆ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการลงรายการในบัญชี
– ส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ “ผู้ทำบัญชี”

อ๊ะๆ จากบรรทัดก่อนหน้านี้ สังเกตเห็นคำว่า “ผู้ทำบัญชี” กันหรือเปล่าครับ ซึ่ง “ผู้ทำบัญชี” ก็ไม่ใช่ “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี” แต่ว่ามีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันกับผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ตามคำนิยามดังนี้ครับ

ผู้ทำบัญชี ก็คือ ผู้รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ไม่ว่าจะได้กระทำในฐานะเป็นลูกจ้าง ของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีหรือไม่ก็ตาม

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี กับ ผู้ทำบัญชี อาจจะอยู่ในรูปแบบ “นายจ้าง” กับ “ลูกจ้าง” หรือไม่ก็อาจจะเป็นคนเดียวกันก็ได้ครับ เพราะว่า ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ผันตัวเองมาทำบัญชีซะเองเบยยยยยย :)

ทีนี้ เมื่อจัดทำเอกสารและบันทึกรายการทางบัญชีของธุรกิจเรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญหลักจากนี้ก็คือการจัดทำ “งบการเงิน” นั่นเองครับ โดยห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด ที่เป็น “นิติบุคคล” นั้น จะมีเงื่อนไขอยู่นิดนึงว่า จะสามารถนำส่งงบการเงินได้ ก็ต้องเมื่องบการเงินของธุรกิจเรานั้นต้องผ่านการรับรองโดย “ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต”  เพราะว่าในการนำส่งงบการเงินให้แก่ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” และ “กรมสรรพากร” จะต้องมีผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี ทำการตรวจสอบก่อนว่างบการเงินของเรานั้น “ถูกต้องตามสมควร”  โดยจะมีหน้ารายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชี หรือ รายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต พร้อมกับลงลายมือชื่อว่า งบการเงินนี้ ถูกต้อง หรือ ไม่ถูกต้อง ตรงไหนบ้าง (แต่โดยปกติก็มักจะถูกต้องครับ ^^)

– ผู้สอบบัญชี คือใคร ? –

ผู้สอบบัญชี คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชี อีกทั้งรับรองความถูกต้อง และความครบถ้วนในการทำบัญชี และเอกสารทางการเงิน ซึ่งถือว่าเป็นวิชาชีพอีกประเภทหนี่งที่มีหน่วยงานกำกับดูแลต่างหากครับ และปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีผู้สอบบัญชีอยู่ 2 ประเภทได้แก่ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant : CPA) และ ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (Tax Auditor : TA)

โดยผู้สอบบัญชีทั้งสองประเภทนี้จะมีความแตกต่างกันที่ “ผู้สอบบัญชีภาษีอากร” จะสามารถตรวจสอบได้เฉพาะงบการเงินของ “ห้างหุ้นส่วนขนาดเล็ก” ที่มีรายได้รวมต่อปี ไม่เกิน 30 ล้านบาท สินทรัพย์รวม ไม่เกิน 30 ล้านบาท และทุนจดทะเบียน ไม่เกิน 5 ล้านบาท เท่านั้น (เข้าเงื่อนไข เพียง รายการใดรายการหนึ่งหรือทุกรายการก็ได้ครับ)

และเมื่อผู้สอบบัญชี ได้ลงลายมือชื่อรับรองในงบการเงินของเราแล้ว แสดงว่า งบการเงินของเรานั้น พร้อมที่จะถูกนำส่งให้กับ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ได้แล้วคร้าบบบ

– หน้าที่ และ บทกำหนดโทษ –

เมื่อผู้สอบบัญชี เซ็นเรียบร้อยแล้ว แกร็ก!!! งบการเงินของเราก็พร้อมที่จะถูกส่งให้กับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้วครับ แต่ว่า ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนและวิธีการนำส่งงบการเงินนั้น ผมขออนุญาตสรุป หน้าที่และบทกำหนดโทษ สำหรับเจ้าของธุรกิจก่อนครับว่า หน้าที่หลักๆใน “การจัดทำบัญชีและงบการเงิน” และ “การนำส่งงบการเงิน” นั้น ต้องทำอย่างไร และมีบทกำหนดโทษอย่างไรบ้าง ดังรูปด้านล่างนี้เลยครับ

การจัดทำบัญชีและงบการเงิน

การจัดทำบัญชีและงบการเงินนั้นจะกำหนดให้ธุรกิจต้องทำหน้าที่หลักๆ 3 อย่าง คือ

1. ธุรกิจต้องปิดบัญชีครั้งแรกภายใน 12 เดือน นับแต่วันที่เริ่มทำบัญชีและปิดบัญชี ทุกรอบ 12 เดือน นับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน
2. จัดทำงบการเงิน โดยมีรายการย่อตามที่อธิบดีประกาศกำหนด และ
3. จัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วครับ

การนำส่งงบการเงินและบทกำหนดโทษ

สำหรับการนำส่งงบการเงินนั้น จะเห็นความแตกต่างก็คือ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนจะกำหนดให้ยื่นงบการเงินภายใน 5 เดือนนับแต่วันปิดบัญชี แต่ว่า บริษัทจำกัดจะต้องยื่นงบการเงินภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่งบการเงินได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรา 1197 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้ว่า

 “มาตรา 1197 กำหนดให้บริษัทต้องจัดให้มีการสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีคนหนึ่งหรือหลายคนตรวจสอบงบดุล แล้วนำเสนอเพื่ออนุมัติในที่ประชุมใหญ่ภายใน 4 เดือนนับแต่วันที่ในงบดุลและให้ส่งสำเนางบดุลที่ตรวจสอบแล้วไปให้ผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทก่อนวันนัดประชุมใหญ่ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน”

จากมาตรา 1197 นี่เอง เป็นที่มาว่าทำไมบริษัท จะต้องปิดบัญชีและให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตมาตรวจสอบบัญชีของกิจการให้เสร็จสิ้นก่อนนำเสนอต่อและเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ ภายใน 120 วัน เมื่อรวมกับหน้าที่จะต้องนำส่งงบการเงินภายใน 1 เดือนนับจากได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่ ก็จะเท่ากับ 5 เดือน (120 วัน + 1 เดือน) เหมือนกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนพอดิบพอดี และนั่นก็แปลว่าทำไมบริษัทจำกัดถึงชอบประชุมกันในวันที่ 30 เมษายน ของทุกๆปี ยังไงล่ะครับ ^^V

.
.

สำหรับตอนนี้เราก็ได้รู้จักกับหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำบัญชี ผู้สอบบัญชี และการนำส่งงบการเงินอย่างคร่าวๆแล้วนะครับ ในตอนต่อไป จะมาพูดถึงอีกฝั่งหนึ่งก็คือ การนำส่งแบบแสดงรายการภาษีให้กับทางกรมสรรพากรดูบ้างครับ รับรองว่าเนื้อหาเจ้มจ้น (เข้มข้น) ไม่แพ้ตอนนี้เลยล่ะคร้าบบ

สุดท้ายนี้ วันนี้ก็ต้องลาไปก่อนนะครับ ช่วงนี้อัพเดทบทความเยอะหน่อย อาจจะมียาวไปบ้าง เผลอเรอไปบ้าง ยังไงก็ฝากติดตาม “บล็อกภาษีข้างถนน” ไปเรื่อยๆนะครับ และถ้าหากไม่เป็นการรบกวนเกินไปนัก ขอฝากให่้เพื่อนๆทุกคนช่วยกันกด Like และ Share บทความให้ด้วยนะคร้าบบบบ

:D

 

 

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy