[บทความวารสาร] มาตรการทางภาษีช่วยเหลือธุรกิจ SMEs


ตีพิมพ์ครั้งแรก : วารสาร CPD Account : March 2013 : Vol. 10 No.111
สำนักพิมพ์ : ธรรมนิติ

“นี่ๆ .. รู้ข่าวหรือยังว่า รัฐบาลมีการขยายมาตรการทางภาษีให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) นะ ชั้นเห็นจากข่าวเมื่อเช้านี้”เจ้ากิ๋ง เพื่อนสาวของผมส่งข่าวมาตามสายโทรศัพท์
“อ้าวเหรอ แล้วเค้าประกาศขยายมาตรการเรื่องอะไรบ้างล่ะ?” ผมถามกลับเธอไปด้วยความสงสัย “ดูๆแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรนี่นา”
“แหะๆ ชั้นไม่ได้ฟังหรอก พอดีได้ยินสรุปข่าวสั้นๆ เลยรีบโทรมาบอกเธอนี่แหละ จริงๆแล้วจะฝากดูให้ด้วย ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง” เพื่อนสาวตัวดีหัวเราะเก้อๆ “แค่นี้ก่อนละกันนะ” พร้อมกับขอตัววางสายหนีหายไปเฉยๆ ทิ้งให้ผมสงสัยอยู่กับคำถามว่า สรุปแล้วรัฐบาลมีการขยายมาตรการทางภาษีอะไรบ้างให้กับธุรกิจ SMEs และมาตรการไหนที่มีผลกระทบสำคัญต่อนักบัญชีอย่างเราๆ บ้างไปพักใหญ่

แต่ก่อนที่จะเล่าเรื่องให้คุณผู้อ่านฟังว่า ผมตอบอะไรบ้างไปนั้น ขออนุญาตย้อนเรื่องราวไปถึงคำจำกัดความของคำว่า “SMEs” กันก่อนดีกว่า ว่าเจ้า SMEs นี้คืออะไร และหมายถึงธุรกิจใดบ้าง?

ธุรกิจ SMEs คืออะไร

คำว่า SMEs (เอส-เอ็ม-อี) ที่เราเรียกกันจนติดปากนั้น มาจากคำว่า “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” หรือ “Small and Medium Enterprises” ซึ่งในปัจจุบัน ถือเป็นธุรกิจที่มีจำนวนมากในประเทศไทย โดยลักษณะของธุรกิจนี้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543 ได้กำหนดโดยวางหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้

SME

แต่ขอเตือนท่านผู้อ่านทั้งหลายเอาไว้ก่อนว่า “คำจำกัดความ” ข้างต้นนี้ ไม่ได้ใช้เป็นหลักในการพิจารณาความหมายของคำว่า “SMEs” ในการตีความของกรมสรรพากรแต่อย่างใด เนื่องจากกฎหมายประมวลรัษฎากรไม่ได้ระบุคำนิยามถึงลักษณะของ SMEs ที่ว่ามานี้ แต่ใช้วิธีการอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากรในการออกกฎหมายแทน

ตัวอย่างเช่น การลดอัตราภาษีเงินได้ให้กับนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท (พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 530) หรือสิทธิประโยชน์ส่วนเพิ่มในการคิดค่าเสื่อมราคา (พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 395) สำหรับนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์ถาวร (ไม่รวมที่ดิน) ไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน เป็นต้น

จากสิทธิประโยชน์ในการลดภาษีตามประมวลรัษฎากรที่ว่ามานั้น ถ้าหากนิติบุคคลใดมีคำจำกัดความตรงกับความหมายของธุรกิจ SMEs ในกฎหมายแต่ละฉบับ ย่อมหมายความว่า ธุรกิจนั้นจะมี “โอกาส” ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

มาตรการภาษีสำหรับ SMEs ที่นักบัญชีควรรู้

หลังจากที่เจ้าเพื่อนตัวดีได้ถามมาแล้ว ผมจึงไปค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม และพบว่าข่าวที่ว่านี้มีที่มาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มเติม หลังจากที่พิจารณาแล้วว่า หลายๆธุรกิจได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ โดยผมได้สรุปนโยบายภาษีสำคัญที่นักบัญชีควรรู้ ออกมาเป็น 2 หัวข้อ ดังนี้

การขยายระยะเวลามาตรการภาษีเก่าออกไปอีก 1 ปี

สำหรับการขยายระยะเวลามาตรการภาษีเก่าออกไปอีก 1 ปี จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2555 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2556 แทน สำหรับนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี มีดังต่อไปนี้

1) มาตรการหักค่าใช้จ่ายส่วนต่างค่าแรงขั้นต่ำได้ 1.5 เท่า (ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 553) ซึ่งกำหนดให้ ผู้ประกอบการสามารถหักค่าใช้จ่าย “ส่วนต่าง” ระหว่างค่าแรงข้ันตํ่าเดิมและค่าแรงข้ันตํ่าเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300 บาทต่อวันได้เพิ่มอีก 1.5 เท่า เช่น ถ้าเดิมเคยจ้างพนักงานในอัตรา 250 บาทต่อวัน เมื่อปรับเป็นค่าแรง 300 บาทต่อวันแล้ว ส่วนต่างจำนวน 50 บาท สามารถนำมาลดหย่อนได้ 1.5 เท่า เป็น 75 บาท เป็นต้น

2) มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการขายเครื่องจักรเก่าเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 551) ซึ่งกำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้จากการขายเครื่องจักรเก่าเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่เพิ่มเติมทดแทน โดยต้องขายเครื่องจักรเก่าออกไปภายในระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่มีการซื้อเครื่องจักรใหม่เข้ามา หรือต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ภายใน 1 ปี ตั้งแต่ที่มีการขายเครื่องจักรเก่าออกไป แล้วแต่อย่างใดจะเกิดขึ้นก่อน

3) มาตรการภาษีให้นิติบุคคลสามารถหักค่าเสื่อมเครื่องจักรใหม่ได้ร้อยละ 100 ในปีแรก (ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 552) โดยให้หักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรใหม่ที่เป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดได้ถึงร้อยละ 100 ในปีแรกแทนการทยอยหักค่าเสื่อมภายใน 5 ปีตามที่เคยกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145

การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม

นอกจากเรื่องแรกแล้ว ยังมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในเรื่องของ “การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล” สำหรับนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท จากเดิมที่ยกเว้นภาษีเงินได้จากกำไรจำนวน 150,000 บาทแรกให้เป็น 300,000 บาทแรกแทน ซึ่งจะมีผลตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ธุรกิจ SMEs ที่มีรายได้น้อย และเป็นวิธีการปรับโครงสร้างอัตราภาษีของ SMEs ที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลให้เท่าเทียมกัน

สำหรับเรื่องการยกเว้นภาษีเงินได้นี้ ยังไม่ได้ออกเป็นตัวบทกฎหมายอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แต่คาดว่ากฎหมายดังกล่าวน่าจะออกภายในช่วงกลางปี 2556 นี้ และจะนำมาแจ้งให้ทราบในบทความต่อๆไปครับ

สุดท้ายนี้ นักบัญชีทุกท่านคงได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของมาตรการภาษีสำหรับธุรกิจ SMEs ที่ออกใหม่ในปี 2556 ไปแล้ว เพื่อที่จะได้เตรียมตัวและรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณต่างๆให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากที่สุด แต่ในเรื่องของการบริหารจัดการธุรกิจนั้น คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารจัดการที่จะต้องวางแผนและกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งต่างๆได้

ถึงแม้บางคนอาจจะมองว่า “มาตรการภาษี” ต่างๆที่ได้ออกมาสำหรับธุรกิจ SMEs นี้ ไม่มีประโยชน์ต่อธุรกิจที่มีผลประกอบการ “ขาดทุน” แต่อย่างใด แต่ในขณะเดียวกัน ณ ปัจจุบันนี้ สิ่งสำคัญที่ “เจ้าของธุรกิจ” ทุกๆคนต้องรีบใส่ใจเป็นอย่างมาก ก็คือ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจที่ดำเนินการอยู่นั้นเปลี่ยนจาก “ขาดทุน” ให้เป็น “กำไร” ให้เร็วที่สุด เพราะไม่ฉะนั้นแล้ว เหตุการณ์ในอนาคตที่ตามมาไม่ว่าจะเรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หรือนโยบายอื่นๆที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจจะส่งผลกระทบที่หนักขึ้นต่อธุรกิจจนสามารถดำเนินการต่อก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่า ถ้าหากธุรกิจต่างๆที่ว่ามานี้ สามารถปรับตัวและรับมือกับปัญหาได้ เชื่อได้เลยว่า ธุรกิจ SMEs ของประเทศไทยจะสามารถเติบโตและยิ่งใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวหน้าไม่แพ้ประเทศอื่นๆอย่างแน่นอนครับ

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy