[บทความพิเศษ] เค้าโกงภาษีมูลค่าเพิ่มกันอย่างไร

โพสต์เมื่อ: 18 ก.ค. 2013

ป้ายกำกับ: , , , , ,


ในช่วงที่ผ่านมานี้ มีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับเรื่องการ “โกงภาษีมูลค่าเพิ่ม” เกิดขึ้น แต่เผอิ๊ญ เผอิญดันมีเรื่องราวของ “คลิปเสียงลับ” ที่เป็นข่าวดังไปเสียก่อน เลยทำให้เรื่องดังกล่าวค่อนข้างเงียบและไม่อยู่ในความสนใจของประชาชนเท่าไร (แหะๆ ขำๆนะคร้าบบบ เราเป็นบล็อกด้านความรู้ ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง อิอิ)

โกงภาษีมูลค่าเพิ่มที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนประจำวันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม 2556

เนื้อหาข่าวโดยสรุปก็คือ มีกลุ่มบริษัทกลุ่มหนึ่งได้ร่วมมือกันขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จ โดยไม่มีรายการที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งในตอนนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลอยู่ครับ และด้วยจรรยาบรรณของ “บล็อกภาษีข้างถนน” เราจะไม่วิเคราะห์ข่าวว่า “การโกง” ที่ว่านั้นเกิดขึ้นโดยใครกันแน่ เพราะเรื่องราวทั้งหมดอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของทางเอไอเอส เอ้ย ดีเอสไอ แต่วันนี้เราจะมาอธิบายกันว่าวิธีการโกง “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ที่ว่านั้น “ทำอย่างไร” กันดีกว่า หากใครสนใจเนื้อหาข่าวฉบับเต็มสามารถหาอ่านได้เพิ่มเติมที่ลิงค์ด้านล่างนี้นะครับ ^^

ภาษีมูลค่าเพิ่ม คืออะไร

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Add Tax หรือ VAT) คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากการบริโภคของประชาชน โดยเรียกเก็บจากบุคคลที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการ โดยเก็บจากมูลค่าส่วนที่ “เพิ่มขึ้น” ในแต่ละขั้นตอนของการผลิตและการจำหน่ายหรือการให้บริการ ซึ่งปัจจุบัน “ประมวลรัษฎากร” กำหนดให้คิดในอัตรา 7% ของราคาสินค้าหรือบริการ

เพื่อไม่ให้สลับสับสนกัน เรามาดูตัวอย่างของภาษีมูลค่าเพิ่มกันแบบง่ายๆดีกว่าครับ

VAT Corruption

จากรูปในตัวอย่างด้านบนจะเห็นว่า ผู้ผลิต (1) ได้ขายสินค้าให้แก่ ผู้ผลิต (2) ในราคา 100 บาท โดยมีภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ 7 บาท (รวมเป็น 107 บาท) และเมื่อผู้ผลิต (2) นำไปผลิตต่อมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคในราคา 200 บาท โดยมีภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ 14 บาท (รวมเป็น 214 บาท) ซึ่งทำให้ผู้ที่รับภาระภาษีหลักๆจำนวน 14 บาทนั่นก็คือ “ผู้บริโภค” อย่างพวกเราทุกคนนั่นแหละครับ ที่ไม่สามารถผลักภาระภาษีไปให้ใครได้

การคำนวณและวิธีการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม

โดยปกติแล้ว วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจะคำนวณโดยนำ ภาษีขาย (ภาษีที่เรียกเก็บเมื่อขายสินค้า/บริการ) หักด้วย ภาษีซื้อ (ภาษีที่ต้องจ่ายเมื่อซื้อสินค้า/บริการ) แล้วจึงนำผลต่างดังกล่าวไปชำระหรือขอคืน

จากรูปในตัวอย่างเดิม (อีกแล้ว) เราจะว่ากรณีของ ผู้ผลิต (1) นั้น มีหน้าที่ นำส่ง ภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับรัฐ จำนวน 7 บาท (จากสินค้าที่ขายจำนวน 100 บาท) ส่วนผู้ผลิต (2) นั้น มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับรัฐ จำนวน 14 – 7 = 7 บาท ซึ่งเกิดจากภาษีขายที่เรียกเก็บจากผู้บริโภค 14 บาท (จากสินค้าที่ขายจำนวน 200 บาท) หักออกด้วยภาษีซื้อที่ถูกเรียกเก็บจากผู้ผลิต (1) จำนวน 7 บาท (จากสินค้าที่ซื้อมาจำนวน 100 บาท) นั่นเองครับ

ดังนั้น การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจการมี “ภาษีซื้อ” มากกว่า “ภาษีขาย”

การส่งสินค้าออก (ขาย) ไปยังต่างประเทศ “ยกเว้น” ภาษีมูลค่าเพิ่ม

เนื่องจาก “ประมวลรัษฎากร” ได้กำหนดให้กิจการที่ส่งออกโดยผ่านพิธีศุลกากรได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1(1) ซึ่งหากยกตัวอย่างจากกรณีรูปภาพ โดยให้ ผู้ผลิต (2) กลายเป็น “ผู้ส่งออก” แทนแล้วล่ะก็ จะทำให้ผู้ผลิต (2) ได้รับสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าจากทางรัฐ จำนวน 0 – 7 = 7 บาท ซึ่งเกิดภาษีซื้อที่ถูกเรียกเก็บจากทางผู้ผลิต (1) จำนวน 7 บาท (จากสินค้าที่ซื้อมาจำนวน 100 บาท)

VAT Corruption

ดังนั้น กิจการที่มักจะขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีเรื่องให้พบเจอกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรอยู่เสมอๆ ส่วนใหญ่แล้วก็คือกิจการที่ส่งสินค้าออกนอกประเทศเป็นหลักนั่นเองครับ

เค้าโกงภาษีมูลค่าเพิ่มกันอย่างไร

สำหรับการโกงภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ใช้วิธีการตั้งนิติบุคคลเป็นจำนวนมากในรูปแบบของบริษัท ทำรายการซื้อสินค้าและส่งออกเพื่อมาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และแอบอ้างใช้ข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่นๆ มาปลอมแปลงเป็นกรรมการบริษัท โดยบุคคลดังกล่าวไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์เลยแม้แต่น้อย (ประเด็นที่ 1)

หลังจากจัดตั้งบริษัทและใช้กรรมการแบบปลอมๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กลุ่มบริษัทดังกล่าวก็ได้ทำการซื้อสินค้าจากในประเทศ และถูกเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ขาย (ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้นั้น ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นรายการซื้อสินค้าที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่) หากไม่ได้เกิดขึ้นจริง ทางฝ่ายซื้อและขายบริษัทก็ถือว่ามีความผิดเช่นกัน (ประเด็นที่ 2)

ต่อมากลุ่มบริษัทดังกล่าวได้ส่งสินค้าไปยังต่างประเทศโดยผ่าน “พิธีการศุลกากร” โดยแสดงมูลค่าสินค้าเป็นเท็จ (ในที่นี้คือได้แสดงมูลค่าโลหะไว้กิโลกรัมละ 600 บาท แต่จากการตรวจสอบพบข้อมูลพบว่าเป็นเศษโลหะที่มีมูลค่าเพียงกิโลกรัมละ11บาทเท่านั้น) ซึ่งถือเป็นความผิดอีกประเด็นหนึ่ง (ประเด็นที่ 3)

และเมื่อส่งสินค้าไปยังต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว  กลุ่มบริษัทดังกล่าวจึงได้นำเอกสารการส่งออกและเอกสารการขาย (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นรายการที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่) มาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากสรรพากร ซึ่งเป็นการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปลอมที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง (ประเด็นที่ 4)

ผลเสียหายที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

จากการตรวจสอบข้อมูลจากข่าวในช่วงที่ผ่านมา ร่วมกับการวิเคราะห์ส่วนตัวของ “บล็อกภาษีข้างถนน” พบว่าการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวได้ส่งผลกระทบดังต่อไปนี้

  1. การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จ ในระหว่างรอบปี 2555-2556 โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 4,600 ล้านบาท
  2. ผลกระทบต่อตัวเลขการส่งออกกว่า 57,000 ล้านบาทในระหว่างปี 2555- 2556 ย่อมกระทบต่อตัวเลขการส่งออกของประเทศให้บิดเบือนอย่างมาก เพราะเป็นการส่งออกที่เป็นเท็จไม่ได้มีรายการที่เกิดขึ้นจริง
  3. ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อ “ระบบ” ราชการไทย หาก “ข้าราชการ” มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและศุลกากร ซึ่งอาจจะทำให้มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการดำเนินงานของราชการ เข้าทำนองที่ว่า “ขนาดข้าราชการยังฉ้อโกงประเทศตัวเอง” แหม่ ฟังแล้วมันรู้สึกเจ็บพิลึกๆ นะครับ (แฮร่)

บทสรุป

สำหรับเรื่องราวที่เขียนในบทความพิเศษตอนนี้ @TaxBugnoms มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม และยกตัวอย่างการฉ้อโกงที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นอุทธาหรณ์ให้กับผู้ที่ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ (แต่ไม่ได้ต้องการให้ปฎิบัติตามนะคร้าบ อิอิ)

เพราะสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม “หน้าที่ในการเสียภาษี” ยังเป็นของประชาชนคนไทยทุกคนอยู่ดี ถึงแม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นก็ตาม แต่อย่างไรเราทุกคนก็ควรทำ “หน้าที่” ที่ ”ถูกต้อง” ให้กับประเทศอยู่ดี ใช่ไหมล่ะคร้าบบบ

สุดท้ายนี้ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกคนได้ความรู้เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และผมขอฝากคำขวัญจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ไว้เตือนใจอีกครั้งครับ ว่า ….

“ทุจริตคิดโกงชาติ จะพินาศทั้งราษฎร์รัฐ”

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy