รายได้ทางอินเตอร์เน็ตต้องเสียภาษีหรือไม่

โพสต์เมื่อ: 01 ส.ค. 2010

ป้ายกำกับ: , , ,


รายได้ทางอินเตอร์เน็ต เช่น พวก Google Adsense, Amazon, Hotel Affiliate และรายได้การขายของทางเน็ตอื่นๆ ต้องเสียภาษีหรือไม่

ผู้เขียนเคยได้รับคำถามจากเพื่อนๆ ที่มีรายได้ทางอินเตอร์เน็ตว่าจะต้องยื่นภาษียังไงบ้าง หรือจริงๆแล้วไม่ต้องยื่นเสียภาษีอะไรเลย? และก็เคยเขียนบทความแนวๆนี้ลงที่ บล็อก ไว้บ้าง แต่คิดว่าคงไม่ละเอียดพอ เลยนำมาปัดฝุ่นและใส่เนื้อหาเพิ่มเติมเข้าไปให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นขอไล่เนื้อหาไปตามแต่ละหัวข้อเลยละกันครับ

1. ภาษีคืออะไร

ภาษีอากร คือ สิ่งที่รัฐบาลบังคับเก็บจากราษฎร เพื่อใช้เป็นประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่ได้มีสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษีอากร

2. ผู้มีหน้าที่เสียภาษีคือใคร

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับกรณีนี้ ก็คือ บุคคลธรรมดาที่มีรายได้ (เงินได้พึงประเมิน) ที่เข้าข่ายตามกม. (ประมวลรัษฎากร) โดยมีหน้าที่เสียจากการประเมินด้วยตนเอง (Self Assessment) ซึ่งแปลว่า เราๆท่านๆที่มีรายได้ตรงส่วนนี้ ต้องนำมาพิจารณาเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเป็นผู้ยื่นแบบด้วยตัวเอง

3. รายได้ทางอินเตอร์เนต ถือเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่

รายได้ดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทอื่นๆ ที่ไม่เข้าข่ายตามมาตรา 40(1) – 40(7) ครับ

4. การคำนวณรายได้และค่าใช้จ่ายของรายได้จากอินเตอร์เนต

เนื่องจากประเทศไทย มีหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีที่น่าสนใจอยู่สองเรื่องคือ
1. แหล่งเงินได้
2. ถิ่นที่อยู่

หลักการพิจารณาในการคำนวณภาษี

ข้อ 1. แหล่งเงินได้ กล่าวอย่างง่ายๆคือ แหล่งเงินได้ที่มาจากประเทศไทย ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีทั้งจำนวน (กิจการหรือหน้าที่ในประเทศไทย) ซึ่งรายได้ในส่วนที่รับจาก Adsense Amazon ก็จะหลุดตรงนี้ไป แต่หากมีรายได้จากการรับทำ SEO หรือพวกติดแบนเนอร์ และอื่นๆ ที่เกิดจากประเทศไทย ต้องนำมาคำนวณถือเป็นรายได้ในส่วนนี้

ข้อ 2. ถื่นที่อยู่ ถ้ามีเงินได้จากต่างประเทศ (แหล่งเงินได้ต่างประเทศ) ต้องพิจารณาสองปัจจัยที่จะตามมา ได้แก่

2.1 ผู้มีเงินได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันหรือไม่?
2.2 นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกันกับที่เกิดเงินได้หรือไม่?

ในส่วนนี้ ขอแนะนำเรื่องการวางแผนภาษีว่า ถ้ามีเงินได้แล้ว สามารถนำเข้าในปีถัดไปได้หรือหาทางฝากไว้ที่ต่างประเทศได้ (มีเงินทุนหมุนเวียน) ก็สามารถเลือกที่จะทำได้ ไม่ถือเป็นความผิดครับ เช่น นาย ก มีเงินได้จาก Adsense และ Amazon ในปี 2009  แต่ได้รับเช็ค/โอนเงินเข้าบัญชีที่ประเทศไทย ปี 2010 ตรงนี้แปลว่าไม่ต้องเสียภาษีแน่นอน และ ไม่ผิดกฎหมาย

ผ่านเรื่องหลักเกณฑ์ของรายได้ไปแล้ว ทีนี้มาดูเรื่องค่าใช้จ่ายกันบ้าง

โดยปกติแล้ว เงินได้ประเภท 40(8) นั้น ประมวลรัษฎากรมีทางเลือกให้สองทาง คือ หักตามความจำเป็นและสมควร(จ่ายจริง) และ หักเป็นการเหมา (ร้อยละของเงินได้)

แต่เมื่อดูหลักเกณฑ์การหักเหมาตาม ตารางแสดงอัตราการหักค่าใช้จ่ายของกรมสรรพากรแล้ว จะเห็นว่าไม่มีให้อัตราเหมาให้เลือกหักสำหรับรายได้จากอินเตอร์เนตเลย แต่ข้อที่อาจจะใกล้เคียงที่สุด ก็คือ ข้อ (25) การขายของนอกจากที่ระบุไว้ในข้ออื่น ซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต ซึ่งหักได้ร้อยละ 80 ของเงินได้

หมายเหตุ: ส่วนนี้คือการตีความกฎหมายส่วนตัว แต่ถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุด ก็คือ เลือกหักตามจริง เนื่องจาก ข้อ (44) ระบุไว้ว่า เงินได้ที่มิได้ระบุไว้ตั้งแต่ข้อ (1)-ข้อ (43) ให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น ซึ่งแปลว่า เราไม่มีทางเลือกที่จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้เลย

แต่เมื่อจะหักค่าใช้จ่ายตามจริงแล้ว จะมีคำถามตามมาว่า แล้วจะเอาหลักฐานอะไรไปโชว์หรือแสดงต่อเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร

ด้วยความไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ ขอแนะนำให้ผู้มีเงินได้เก็บรายละเอียดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น หลักฐานการซื้อ, ใบเสร็จรับเงิน, Invoice, Slip บัตรเครดิต หรือแม้กระทั่งการจ่ายผ่าน Paypal ที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้จ่าย และ Print ทุกอย่างเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าได้จ่ายจริง และหากมีการจ้างงานเด็กในสำนักงาน ก็ควรทำรายละเอียดการจ่ายเงินไว้ด้วย หรือให้มีการเซ็นรับเงิน เพราะยังถือเป็นหลักฐานที่เราสามารถอ้างอิงได้

ขอแนะนำว่า ทางที่ดีที่สุด คือ ทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย จะทำให้ทราบว่า ตัวเองมีกำไรจริงๆเท่าไร อีกทั้งยังจะสะดวกในการคำนวณภาษีมากขึ้น (ซึ่งผู้มีรายได้ส่วนใหญ่มักจะละเลยเรื่องนี้กัน)

5. ค่าลดหย่อนอื่นๆ

หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว เรายังสามารถหักลดหย่อนอื่นๆได้อีก ไม่ว่าจะเป็น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ภรรยา บุตร ประกันชีวิต กองทุนต่างๆ เงินบริจาค ซึ่งตรงนี้สามารถดูได้จากหลักเกณฑ์การคำนวณตามแบบ ภงด. 90

6. อัตราภาษีเงินได้

อัตราภาษีของประเทศไทย คำนวณโดยอัตราก้าวหน้าครับ แปลว่า ผู้ที่มีรายได้ยิ่งสูงยิ่งเสียภาษีมาก…
รายละเอียด อัตราภาษี

7. บทลงโทษที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 22 ผู้เสียภาษีต้องรับผิดชอบค่าปรับหนึ่งเท่าของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ
มาตรา 27 มีโทษปรับอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน
มาตรา 37 พยายามจงใจให้การเท็จ จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสองแสนบาท
มาตรา 37 ทวิ ถ้าไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5000 บาท หรือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน

นอกจากนั้นแล้ว ประมวลรัษฎากรได้ให้อำนาจเจัาพนักงานสรรพากรในการประเมินภาษี ไม่ว่าจะเป็น
มาตรา 19 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้น นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย
มาตรา 38 ภาษีเงินได้นี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้

ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากเว็บไซด์ของกรมสรรพากรโดยตรง เรื่อง ความรู้เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy