บทวิเคราะห์ภาษีกรณีตลาดยิ่งนรา : รู้หรือยังว่าตลาดไม่ใช่ของบริษัท?

โพสต์เมื่อ: 26 ก.พ. 2018

ป้ายกำกับ: ,


ในตอนแรกผมค่อนข้างลังเลใจที่จะเขียนถึงประเด็นนี้ แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ในมือและความรู้ที่พอมี คิดว่าควรจะออกมาอธิบายอะไรสักอย่างให้ความเข้าใจภาษีเรื่องนี้กระจ่างมากขึ้นครับ ถ้าใครอ่านแล้วคิดว่ามีประโยชน์ก็สามารถกดแชร์บทความนี้ได้นะครับ

จากพาดหัวข่าวที่ผ่านมาในช่วงนี้ รวมถึงกระแสข่าวที่กำลังเริ่มจะซาลงไป แต่ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่พวกเราต้องทำความเข้าใจเป็นอันดับแรก คือ ตลาดยิ่งนรา เป็นทรัพย์สินของบริษัท ยิ่งนรา จำกัด หรือเปล่า?

เหตุผลที่ผมตั้งคำถามนี้ขึ้นมา เพราะถ้าหากเรามองไปที่ข้อมูลงบการเงิน ที่สามารถหาได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะปรากฎข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามนี้ครับ

จากรูปข้างบนนี้ ตัวเลขที่ผมอยากให้สนใจคือ ส่วนของที่ดินอาคารและอุปกรณ์จำนวน 40.831.950.05 บาท (40 ล้านบาท) ซึ่งมีมูลค่าเท่าเดิมมาตั้งแต่ปี 2557 – 2559 โดยที่ไม่เพิ่มหรือลดลงเลย เป็นข้อบ่งชี้หนึ่งว่าทรัพย์สินนี้ อาจจะเป็นที่ดินซึ่งไม่มีการคิดค่าเสื่อมราคามาตลอดเวลา 3 ปีผ่านมา ซึ่งขัดกับโครงสร้างของตลาดที่มีการก่อสร้างต่างๆ และน่าจะมีการบันทึกรายการทรัพย์สินเหล่านี้เพิ่มขึ้นหรือคิดค่าเสื่อมราคา (ถ้าหากใครไม่เข้าใจเรื่องค่าเสื่อมราคาตรงนี้ก็ไม่เป็นไรนะครับ แต่เอาเป็นว่าถ้ามีการซื้อสินทรัพย์หรือลงทุนเพิ่มในการสร้างตลาด ข้อมูลส่วนนี้ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงบ้างครับ)

ถ้ามองในแง่ของการบริหารจัดการภาษีประกอบกัน ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการตลาดถือเป็นต้นทุนที่ดีที่ควรนำมาบันทึกรายการเพราะเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้และไม่ต้องห้ามตามกฎหมายของกรมสรรพากรอีกด้วยครับ

ผมย้ำอีกทีว่า ก่อนที่เราจะตัดสินว่า บริษัท ยิ่งนรา จำกัด มีการหลบเลี่ยงภาษีหรือไม่ ประเด็นแรกที่เราต้องมองคือ ตลาด (ทรัพย์สิน) เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทหรือเปล่า? นะครับ  เพราะถ้าหากคำตอบแรกคือไม่ ย่อมแปลว่าไม่มีอะไรที่เราจะต้องคุยกันต่อแล้วครับว่าบริษัทนี้เลี่ยงภาษีหรือไม่? เพราะเรากำลังวิเคราะห์กันที่ความเชื่อมโยงของทรัพย์สินของบริษัทกับตลาดที่เปิดดำเนินการอยู่ และการที่มีกรรมการคนเดียวกัน หรือชื่อเดียวกัน มันไม่ได้แปลว่ากรรมสิทธิ์ในตลาดจะต้องเป็นของบริษัทครับ (ถ้าหากเราใช้วิธีคิดแบบนั้นจริงๆ มหาวิทยาลัยทักษิณและพายัพ ก็อาจจะเป็นของตระกูล #คนที่รู้ว่าใคร ได้เช่นกันนะครับผม)

ทีนี้หลังจากจบ สมมติฐานแรกไปว่า บริษัทนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตลาด สิ่งที่คนส่วนใหญ่ตั้งคำถามต่อมาคือ เรื่องของการเสียภาษีว่าถูกต้องไหม ซึ่งกรมสรรพากรออกมายืนยันว่า บริษัทนี้เสียภาษีถูกต้อง ส่วนตลาดเสียในนามบุคคลธรรมดา นั่นแน่!! ตรงนี้ยิ่งทำให้สงสัยกันต่อว่า เฮ้ยอะไรกันวะ เป็นไปได้ยังไงเปิดบริษัทมาแล้วมีรายได้สิบกว่าบาท แบบนี้มันประหลาดไปหน่อยหรือเปล่า

คำตอบคือ เป็นไปได้ครับ (สำหรับคนที่ยังคิดและยืนยันว่าตลาดเป็นของบริษัท กลับไปอ่านสมมติฐานแรกให้เข้าใจก่อนครับ ไม่งั้นจะเสียเวลาอ่านต่อเปล่าๆ) สาเหตุที่ผมพูดแบบนี้เพราะบริษัทนี้จดทะเบียนโดยมีมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น และระหว่างที่เขียนบทความนี้ ผมค้นเจอข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทนี้มีการลงทุนซื้อที่ดิน 40 ล้านบาทย่านบางใหญ่จังหวัดนนทบุรี แต่ปัจจุบันที่ดินแห่งนี้ยังไม่ดำเนินการใดๆ ส่วนรายได้เกิดขึ้น มาจากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ พบรายได้บริษัท “ยิ่งนรา” ปี 2559 ยอดรายรับ 18 บาท)


ซึ่งการซื้อที่ดินเปล่าที่ว่านี้ หากไม่มีการพัฒนาอะไรใดๆ นั่นแปลว่าบริษัทฯไม่มีการดำเนินการอยู่แล้วครับ หรือพูดง่ายๆว่า มีทรัพย์สินแต่ไม่ได้ขาย รายได้ก็มีจากดอกเบี้ยธนาคาร (สินทรัพย์หมุนเวียนจำนวนไม่กี่หมื่นบาท) ส่วนรายจ่ายคือค่าทำบัญชี และค่าสอบบัญชีซึ่งเป็นไปตามปกติของธุรกิจทื่ถือครองที่ดินไว้นิ่งๆแบบนี้

ทีนี้คำถามต่อคือ แล้วตลาดเสียภาษีในนามบุคคลธรรมดาได้ยังไง? คำตอบก็ยิ่งง่ายไปใหญ่ครับ คือ ถ้าตลาดเป็นของบุคคลธรรมดา ก็สามารถเสียในนามบุคคลธรรมดาได้ครับ ไม่ได้ผิดอะไร และจริงๆถ้าเขาไม่ได้จดบริษัท กรมสรรพากรก็ไม่มีอำนาจให้เขาไปจดบริษัทครับ ใครอยากเสียภาษีเงินได้ ในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลมันก็เป็นสิทธิของเขาอยู่แล้วครับ

เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว ผมขอเพิ่มความรู้เรื่องนี้ให้อีกหน่อยครับว่า ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่า (คำพิพากษาฎีกาที่ 15922/2553) นะครับ นั่นคือ ถ้าหากผู้ให้เช่าเสียภาษีถูกต้องตามสัญญาเช่า ก็ถือว่าเสียภาษีถูกต้องครับ และเท่าที่ทราบประมวลรัษฏากรเองก็ไม่เคยเขียนไว้ว่าเจ้าของทรัพย์ต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้ครับ และจากข้อกฎหมายตรงนี้ก็สามารถนำไปใช้วางแผนภาษีได้หลายกรณีเลยล่ะครับ (อันนี้ไว้ว่างๆจะเขียนประเด็นนี้ให้อ่านอีกทีนะครับ ใครสนใจฝากกดติดตามเพจ TAXBugnoms ไว้ด้วยนะครับ)

ยังไม่จบครับ!! ขอไล่ต้อนกันต่อไปที่คำถามสุดท้ายครับว่า ไอ้ที่กรมสรรพากรออกแถลงการณ์ว่า ตลาดยิ่งนราเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายมาเนี่ย แล้วทำไมถึงไม่บอกว่าเสียภาษีเท่าไร เสียจริงเหรอ ตรงนี้ผมอยากจะให้หลายคนช่วยกันอ่านมาตรา 10 แห่งประมวลรัษฎากรอีกทีครับ เพราะเขาเขียนไว้ว่า เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ ได้รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากรหรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออกแจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

ผมแปลง่ายๆให้ฟังละกันครับ เจ้าหน้าที่เองก็ไม่สามารถบอกข้อมูลได้ครับ เว้นแต่จะมีอำนาจกฎหมายมาสั่งการให้บอก ซึ่งตอนนี้ก็มีแต่กระแสประชาชนเท่านั้น แต่ไม่มีกฎหมายหรือการฟ้องร้องใดๆ ที่จะทำให้ต้องเปิดเผยข้อมูลนั่นเองครับ

 

สำหรับเรื่องราวทั้งหมดนั้น ถ้าเรามานั่งวิเคราะห์กันดีๆตามตัวบทกฎหมายและข้อเท็จจริง จะเห็นว่ามันมีความรู้และความเข้าใจทางภาษีต่างๆ ซ่อนอยู่หลายจุดครับ ดังนั้นอย่าละเลยที่จะมองหาความรู้ในเรื่องเหล่านี้ไปพร้อมๆกับการเสพข่าวด้วยนะครับ เพราะมันจะทำให้เรามีความเข้าใจในเรื่องของภาษีมากขึ้นเยอะเลยล่ะครับ

เว้นแต่ว่าจะอยากด่าเพื่อความสะใจ โดยที่ไม่สนใจอะไรเลย อันนี้เชิญทำตามที่สบายใจละกันครับ :)

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy