จุดจบพร้อมเพย์ จุดเริ่มต้นการฟรีค่าธรรมเนียม จุดเปลี่ยนประเทศไทย?

โพสต์เมื่อ: 28 มี.ค. 2018

ป้ายกำกับ: , , , ,


“ถ้าคุณไม่ได้สมัครใช้พร้อมเพย์ อย่างน้อยคุณควรจะรู้จักประโยชน์ของพร้อมเพย์ ตรงที่มีค่าธรรมเนียมถูกมาก ถูกกว่าค่าธรรมเนียมธนาคารทั่วไป และคุณสามารถใช้สิทธินี้ได้โดยที่ไม่ต้องสมัครเสียด้วยซ้ำ” นี่คือสิ่งที่พรี่หนอมพูดเสมอเวลามีการบรรยายในหัวข้อเกี่ยวกับภาษีและนโยบาย National E-Payment ของภาครัฐครับ

จากข้อมูลเราจะเห็นว่าค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านธนาคารนั้นอยู่ที่ 25-35 บาทซึ่งถือว่าแพงมากเมื่อเปรียบเทียบกับการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ที่มีค่าธรรมเนียมเริ่มต้นตั้งแต่ฟรีสำหรับการโอนเงินจำนวนไม่เกิน 5,000 บาท ไปจนถึงค่าธรรมเนียม 10 บาท สำหรับการโอนเงินที่มีจำนวน 100,000 บาทขึ่้นไปครับ

บอกตรงๆครับว่า ตั้งแต่ผมสมัครพร้อมเพย์มา ปัจจุบันผมเหลือบัญชีธนาคารที่มีบัตร ATM (บัตรเดบิต) เพียง 1 ใบเท่านั้น ส่วนบัตรที่เหลือผมยกเลิกไปหมดแล้ว ใช้แต่การโอนเงินออนไลน์เป็นหลัก (ทราบใช่ไหมครับว่า เราสามารถเปิดบัญชีออนไลน์แบงค์กิ้งได้โดยที่ไม่ต้องสมัครบัตร ATM หรือบัตรเดบิตนะครับ) และใช้วิธีผูกบัญชีพร้อมเพย์แยกกันคนละบัญชีระหว่างเบอร์โทรศัพท์กับบัตรประชาชนเพื่อความสะดวกในการใช้งาน

ชีวิตของผมก็เรียบง่ายแบบนี้มาตลอดครับ จนมาถึงช่วงนี้ (ปลายเดือนมีนาคม 2561) ทางธนาคารยักษ์ใหญ่หลายแห่งออกมาประกาศว่าต่อไปนี้การโอนเงินทั้งหมดจะ “ฟรีค่าธรรมเนียม” ผ่านทางช่องทางการโอนเงินออนไลน์ต่างๆ และค่าธรรมเนียมโอนข้ามสาขาด้วย เอ้า!!! แล้วที่ตรูพูดมาทั้งหมดก่อนหน้านี้คืออะไรกัน ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้!!

ปัดโธ่!!! ดูเหมือนว่าประโยชน์ของพร้อมเพย์ที่พรี่หนอมพูดไว้นั้นจะลดลงไปทวีคูณใช่ไหมครับ เพราะตอนนี้เกมส์พลิกกลับเป็นค่าธรรมเนียมพร้อมเพย์แพงกว่าธนาคารซะงั้น!! และประโยชน์ส่วนที่เหลือก็มีแค่เพียงการใช้รับเงินจากทางภาครัฐเฉยๆ ซึ่งถ้าไม่ได้ขอคืนภาษี ไม่ได้ลงทะเบียนรับสวัสดิการต่างๆไว้ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องใช้บัญชีนี้เลยก็ได้นี่หว่า เอ๊ะ! หรือว่าแบบนี้เราจะยกเลิกพร้อมเพย์กลับไปสู่บัญชีออนไลน์ธนาคารดีไหมหว่า?

หลายคนอาจจะมองว่า นี่เป็นจุดจบของพร้อมเพย์หรือเปล่า เมื่อธนาคารหันมาปล่อยฟรีค่าธรรมเนียมแบบนี้ คนคงหันไปใช้ระบบการโอนเงินผ่านธนาคาร (Mobile Banking) เหมือนเดิม แต่จริงๆแล้วหน้าที่ของพร้อมเพย์นั้นไม่ได้มีแค่นั้นครับ เพราะยังสามารถใช้ในแง่ของการเป็นสื่อกลางรับเงินผ่านบัญชีอื่นๆ เช่น E-Wallet หรือเป็นจุดเริ่มต้นระบบโอนเงินที่ “ใช้เลขอื่นได้” นอกจากเลขบัญชีธนาคารต่างหากครับ

(แก้ไขเพิ่มเติม) นอกจากนั้นอีกเหตุผลหนึ่งที่ธนาคารออกมาฟรีค่าธรรมเนียม เนื่องจากอาทิตย์ที่แล้วทุกธนาคารเพิ่งย้ายระบบโอนทั้งหมด ที่ใช้เลขที่บัญชีในการโอน ขึ้นระบบพร้อมเพย์ ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งพร้อมเพย์เป็นเรื่องของโครงสร้างไม่ใช่ตัวสินค้าหรือคู่แข่งกับทาง Mobile Banking ครับ และแปลว่าเราสามารถใช้ทุก id ทั้งหมดบนระบบนี้ และ id มีทั้ง 2 ชนิด แบบที่ต้องลงทะเบียน (ผูก) กับแบบไม่ต้องลงทะเบียนโดยตรง

ปัจจุบันมีหมายเลขที่สมัครพร้อมเพย์เฉพาะเลขโทรศัพท์และบัตรประชาชน รวม 39.3 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์ 12.6 ล้านเลขหมาย และเลขบัตรประชาชน 26.7 ล้านเลขหมาย แต่ยังไม่มีรายงานตัวเลข e-Wallet (กระเป๋าเงินออนไลน์ที่สามารถผูกกับบัญชีพร้อมเพย์ได้เช่นกัน) ซึ่งตัวเลขกลุ่มนี้น่าจะสูงมากเพราะสะดวกมากๆสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใช้การรับเงินผ่านออนไลน์เป็นหลัก และจากผลของการโอนระบบทั้งหมดเข้าโครงสร้างระบบพร้อมเพย์

ย้อนกลับไปอีกนิด หลายคนยังพอจะจำได้ว่าชื่อแรกของโครงการพร้อมเพย์คือโครงการ AnyID มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถโอนเงินผ่านหมายเลขอื่นๆได้ นอกจากหมายเลขบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียวครับ

ดังนั้นถ้าเรามองประโยชน์ในด้านนี้ จะเห็นว่าวัตถุประสงค์ของพร้อมเพย์และการใช้งานก็ยังมีอยู่เช่นเคยไม่เปลี่ยนไปเลยครับ ตั้งแต่รัฐยังคงใช้ในการโอนเงินสวัสดิการภาครัฐผ่านไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าเลี้ยงดูบุตร จ่ายเงินสวัสดิการให้กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการเหมือนเช่นเคยครับ ซึ่งตรงนี้เราต้องแยกประเด็นให้ดีกว่า จริงๆแล้วการมาของการฟรีค่าธรรมเนียมนั้นไม่ใช่จุดจบของพร้อมเพย์ แต่การมีของพร้อมเพย์ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟรีค่าธรรมเนียมต่างหากครับ

พร้อมเพย์ไม่ได้ตาย แต่ EDC กำลังจะเกิดต่างหาก

ทีนี้มาดูข้อมูลจากนโยบาย National E-Payment จริงๆ จะเห็นว่านอกจากพร้อมเพย์แล้ว ในระยะที่ 2 ของโครงการนี้ จะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนให้ประเทศไทยเป็นสังคมไร้เงินสด ผ่านการใช้งานเครื่อง EDC และบัตรเดบิต เพื่อให้ลดการใช้เงินสดลง นอกเหนือจากการโอนเงินออนไลน์ในระยะแรก

ซึ่งตรงนี้ระบบของพร้อมเพย์เองก็มีเชื่อมต่อไปยังการใช้จ่าย-รับเงินต่างๆเช่นเดียวกันอย่าง Request to pay ให้ธุรกิจสามารถส่งคำขอเรียกชำระเงินไปที่มือถือของลูกค้าเพื่อกดชำระเงินได้ทันที ซึ่งตรงนี้จะเห็นว่ามีการเชื่อมโยงกับธนาคารพาณิชย์ที่มีเปิดบริการแบบเดียวกันมามากมายครับ ไปจนถึงการเปิดใช้บริการ QRCode ที่ใช้สแกนเพื่อจ่ายชำระเงินได้ทันทีอีกทางหนึ่งครับ

นอกจากการจ่ายผ่านระบบออนไลน์แล้ว ยังมีการกระตุ้นการใช้งานเครื่อง EDC หรือเครื่องรับชำระผ่านบัตรเดบิตและเครดิต โดยมีการกระตุ้นให้ทางธนาคารพาณิชย์ติดตั้งให้กับลูกค้าธุรกิจมากมาย มีทั้งลดแลกแจกแถมต่างๆทั้งเรื่องค่าธรรมเนียม ไปจนถึงนโยบายในการหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและค่าใช้จ่ายของนิติบุคคลได้ถึงสองเท่าอีกด้วย (อ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ : บัตรเดบิต ใช้แล้วจะติดใจ แต่ไม่กล้าใช้เพราะกลัวจะโดนตรวจสอบภาษี?)

ยังมีอีก!!! ระบบนี้ไม่ใช่แค่เอกชนต้องทำ แต่รัฐต้องนำร่องด้วย

มาถึงตรงนี้หลายคนน่าจะสงสัยว่า เฮ้ย มากระตุ้นใช้งานกันแบบนี้ ทำไมภาครัฐยังไม่ทำอีกฟระ!! อันนี้พรี่หนอมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีหรือบังเอิญที่ทางภาครัฐเอง เริ่มให้หน่วยงานราชการสั่งจ่ายเงินและรับชำระเงินค่าบริการต่างๆผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Payment ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2561 โดยทางธนาคารกรุงไทย (หนึ่งในธนาคารที่ประกาศฟรีค่าธรรมเนียม) ได้ทยอยติดตั้งเครื่องรับชำระบัตร หรือ EDC ให้กับหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ เพื่อลดการจ่ายและรับด้วยเงินสดและเช็คในหน่วยงานภาครัฐเต็มที่ 100% ในอนาคตอันใกล้นี้ (3-6 เดือน) ซึ่งตรงนี้จะครอบคลุมถึงการรับจ่ายค่าบริการต่างๆจากประชาชนด้วย เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าภาษีต่างๆ ต่อไปเราก็สามารถจ่ายผ่านบัตรเดบิตได้ สบายหายห่วงครับ เรียกได้ว่างานนี้ภาครัฐเขาเอาจริงครับ

นอกจากการรับเงินผ่านประชาชนแล้ว การรับจ่ายเงินหลังบ้านระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกัน เช่น การนำส่งภาษีของหน่วยงานต่างๆ ไปยังคลังจังหวัด หรือการรับเงินจากคลังจังหวัด ก็สามารถใช้วิธีการโอนแทนจากส่งเป็นเช็คเหมือนเดิม

ซึ่งประโยชน์ของระบบเหล่านี้ นอกจากการลดต้นทุนการใช้เงินสดแล้ว ยังจะสามารถช่วยลดการทุจริตและคอรัปชั่นได้มากขึ้นอีกด้วยครับ เพราะถ้าไม่มีการใช้เงินสดหิ้วใส่ถุงกระดาษไปมา เราก็สามารถตรวจสอบช่องทางการใช้จ่ายได้ง่ายขึ้นแน่นอนครับ เพราะทุกอย่างอยู่ในระบบหมดแล้ว

มุมมองในแง่ของการจัดการภาษีและการปรับตัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

มาถึงตรงนี้ ในแง่ของภาษีนั้นที่หลายคนกลัวนั้นว่าระบบพร้อมเพย์จะมาตรวจสอบภาษี คงจะเห็นว่าจริงๆแล้วตอนนี้ความน่ากังวลดังกล่าวนั้นลดลงไปเรื่อยๆแล้วล่ะครับ เพราะถ้าเราไม่เชื่อใจในระบบพร้อมเพย์ เราสามารถใช้ทางเลือกอื่นในการรับโอนเงินที่เป็นประโยชน์กับเราได้เช่นเดียวกันเนื่องจากการพยายามแข่งขันของภาคเอกชนที่กำลังจะต้องรุนแรงในอนาคตอันใกล้ บอกเลยครับว่างานนี้ธนาคารไหนไม่ฟรีค่าธรรมเนียมคงจะโดนต่อว่าแน่ๆล่ะครับ

แต่ถ้าหากระบบทั้งหมดนี้ให้บริการได้สมบูรณ์แบบ สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหลังจากการลดการใช้เงินสดลงต่างหากครับ ที่จะบีบบังคับให้เจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการทั้งหลายหาช่องทางหลบเลี่ยงได้ยากขึ้น เพราะเส้นทางการเงินต่างๆในการรับจ่ายค่าสินค้าและบริการนั้น สามารถตรวจสอบที่มาของเงินได้ง่ายขึ้น มีรายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้น และแปลว่าทุกคนจะเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้องมากขึ้นโดยปริยาย

อย่าลืมนะครับว่า เรายังมีระยะ 3 ของโครงการ National E-Payment ที่มุ่งไปยังเรื่องของภาษีและธุรกรรมเอกสารออนไลน์ต่างๆอย่าง E-Witholding Tax, E-Tax Invoice ที่ยังรออยู่ในอนาคตอันใกล้นี้

งานนี้ผมมองว่า ตัวผู้ประกอบการเองต้องปรับตัวในแง่ของระบบการจัดการรับชำระเงินต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการระบบเอกสารหลักฐานต่างๆที่ต้องชัดเจนมากขึ้น ไปจนถึงการจัดการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องเพื่อให้ข้อมูลทั้งหมดลงบันทึกอย่างครบถ้วน และท้ายที่สุดแล้ว เจ้าของธุรกิจอาจจะต้องเริ่มคิดที่จะวางแผนภาษีจากข้อมูลที่แท้จริงในการดำเนินธุรกิจมากกว่า

ดังนั้น ตอนนี้การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างนั้น ไม่ใช่จุดจบของพร้อมเพย์ หรือจุดเริ่มต้นใดๆของธนาคาร แต่มันคือจุดเปลี่ยนที่กำลังพาเรามุ่งสู่จุดหมายเดียวกันของประเทศไทย นั่นคือ การเป็นสังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบในอนาคตครับผม

แหล่งอ้างอิงข้อมูลสำหรับการเขียนบทความ

หนึ่งปีพร้อมเพย์ตอนที่ 1 การอัพเกรดโครงสร้างและระบบโอนเงินฟรี – Blognone
ยอดโอนพร้อมเพย์ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ รวมกว่า 490,000 ล้านบาทแล้ว – Blognone
‘กสิกร-เอสซีบี’ ฟรีค่าธรรมเนียม ชิงลูกค้าออนไลน์ – กรุงเทพธุรกิจ
กรุงไทยจัดหนักฟรีค่าธรรมเนียมโอนเงินข้ามเขต-โอนต่างธนาคาร-จ่ายบิลสินค้าและบริการ ถึงสิ้นปีนี้ – ข่าวสด
เอกสารการบรรยายเรื่อง National E-Payment – กรมสรรพากร
ศึกชิงลูกค้ายุคดิจิทัล แบงก์พาณิชย์ “เล่นใหญ่-จัดหนักฟรีค่าธรรมเนียม” แล้วกระทบ PromptPay จริงหรือ? – จาก Thaipublica

 

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy