รู้ก่อนใคร! นโยบายบริหารการจัดเก็บภาษีกรมสรรพากรปี 2561

โพสต์เมื่อ: 23 พ.ค. 2018

ป้ายกำกับ: , ,


เมื่อหลายวันก่อน พรี่หนอมได้สรุปประเด็นเรื่อง “มาตรการต่ออายุบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล ปี 61” ลงที่แฟนเพจ TAXBugnoms ไปครับ แต่ความเป็นจริงแล้วในวันนั้น กรมสรรพากรยังมีการแถลงนโยบายบริหารมาตรฐานการจัดเก็บภาษีอีกด้วยครับ เรียกได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่คนเสียภาษีอย่างเราๆทุกคนควรรู้ เพราะมันคือสิ่งที่บอกว่า ปี 2561 นี้สรรพากรวางแผนจัดการเรื่องระบบตรวจสอบภาษีอย่างไรนั่นเองครับผม (ใครที่สนใจสามารถดูคลิปเรื่องนี้ได้ ที่นี่ ครับ)

แต่สำหรับคนที่ชอบอ่าน… พรี่หนอมได้สรุปแนวคิดเรื่องนี้พร้อมเพิ่มเติมความคิดเห็นส่วนตัวไว้ให้อ่านเช่นเดียวกันครับ เอาล่ะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับผม

ก่อนอื่นขอย้อนไปถึงเรื่องของ การตรวจสอบภาษี ก่อนครับ ว่าในปัจจุบัน มีธุรกิจที่อยู่ในรูปแบบนิติบุคคล (บริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วน) ประมาณ 600,000 ราย บุคคลธรรมดาประมาณ 2,000,000 ราย แต่กรมสรรพากรมีเจ้าหน้าที่ดูแลตรวจสอบนิติบุคคลเพียง 3,900 คน ส่วนฝั่งบุคคลธรรมดานั้นมีเพียงแค่ 1,900 คน เท่านั้น ซึ่งจากจำนวนรายที่แตกต่างกันแบบนี้ ย่อมทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การตรวจสอบนั้นจะครบถ้วนได้อย่างไร จริงไหมครับ?

อ๊ะๆ อย่าเพิ่งดีใจไปครับว่าเราจะไม่โดนตรวจสอบภาษีแน่ๆ เพราะโอกาสน้อยขนาดนี้ แต่จากสาเหตุที่ว่ามานี้นี่แหละครับ ทำให้สิ่งสำคัญอย่างนโยบายมาตรฐานการจัดเก็บภาษี รวมถึงระบบการตรวจสอบที่มาทดแทนการทำงานของเจ้าหน้าที่คือสิ่งที่จำเป็นครับ ซึ่งทางกรมสรรพากรยังมองว่าเรื่องสำคัญแบบนี้ จำเป็นต้องเปิดเผยให้ผู้ประกอบการทราบก่อนเจ้าหน้าในกรมเสียด้วยซ้ำ เพราะว่ายุคนี้เป็นยุคใหม่แล้ว การประกาศอะไรควรชัดเจนไปเลย เพื่อความโปร่งใส และเข้าใจได้ว่าตัวผู้ประกอบการเองต้องจัดการด้านไหนบ้าง? โดยการบริหารการจัดการเก็บภาษีสำหรับปี 2561 นั้นจะเน้นไปที่ 5 ประเด็นหลักสำคัญ คือ

1. งบการเงินกับธุรกรรมการเงิน
2. การประเมินสถานะผู้ประกอบการ
3. ระบบคัดเลือกรายผู้เสียภาษีเพื่อทำการตรวจสอบ
4. ความร่วมมือกับองค์กรเอกชนและสำนักงานบัญชี
5. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบบัญชีปี 2560

พรี่หนอมขออนุญาตทำรูปเชื่อมโยงตามความเข้าใจของตัวเองให้ดูกันเลยนะครับ ถ้าใครอยากจะมองภาพรวมของนโยบายนี้ สามารถเริ่มต้นที่รูปนี้ได้ครับ แล้วเรามาลงรายละเอียดกันทีละกลุ่มต่อไปครับ


หมายเหตุ : รูปภาพประกอบนี้เป็นการสรุปประเด็นตามความเข้าใจของตัวผมเองนะครับ ซึ่งอาจไม่ใช่แนวทางของกรมสรรพากรชี้แจงไว้โดยตรงครับ แต่ผมมองว่าจุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการยื่นงบการเงินที่ถูกต้องและต่อเนื่องไปที่เรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องครับ

โดยสาเหตุที่พรี่หนอมสรุปรูปออกมาเป็นประเด็นตามนี้ ส่วนหนึ่งมองว่าทางกรมสรรพากรนั้นให้นโยบายเรืองนี้ไว้ค่อนข้างชัด และเน้นย้ำหลายครั้งตลอดการบรรยายว่า “การยื่นงบการเงินสำหรับปี 2560 นั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด” เพราะมันเกี่ยวข้องกับอีก 4 ประเด็นที่เหลือทั้งสิ้น แต่จะเกี่ยวยังไงนั้น ลองมาดูครับ

งบการเงินกับธุรกรรมทางการเงิน

ถ้าใครที่ติดตามกฎหมายและนโยบายภาษี คงทราบกันดีว่าก่อนหน้านี้มีเรื่องของ “บัญชีชุดเดียว” ซึ่งจากมาตรา 8 ใน พระราชกําหนดยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2558 ระบุไว้ชัดเจนว่า งบการเงินที่ใช้เป็นหลักฐานการทำธุรกรรมกับธนาคารจะต้องใช้เป็นงบชุดเดียวกันกับที่นำส่งกรมสรรพากร โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป

ข้อมูลตามมาตรา 8  จากพรก.บัญชีชุดเดียว

ข้อมูลตรงนี้ มันบอกเราว่า งบการเงินที่ธุรกิจต้องยื่นเพื่อใช้ทำธุรกรรมในการขอสินเชื่อนั้น มันควรจะต้องเป็นงบการเงินสำหรับรอบบัญชีปี 2560 นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีรอบบัญชี 1 มกราคม – 31 ธันวาคม จะต้องยื่นแบบแสดงรายการและงบการเงินในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2561 ซึ่งแปลว่าเมื่อ 1 มกราคม 2562 หากบริษัทนี้ต้องการกู้เงินหรือทำธุรกรรมต่างๆกับทางธนาคาร ก็น่าจะต้องใช้ข้อมูลงบการเงินปี 2560 นี้แหละ เพราะมันเป็นฉบับล่าสุดนั่นเองครับ

การประเมินสถานะผู้ประกอบการและการจัดกลุ่ม

เรื่องต่อมาที่สรรพากรให้ความสนใจในการจัดเก็บภาษี คือ การจัดกลุ่มผู้ประกอบการ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มดี และ กลุ่มเสี่ยง เพื่อที่จะต้องดูว่าต้องทำอะไรบ้าง? โดยจะเริ่มปรับแบบสถานะใหม่ 1 ตุลาคมปี 2561 ซึ่งใช้งบการเงินในปี 2560 ซึ่งสำคัญมากๆในการจัดการของกรมสรรพากร

การแบ่งกลุ่มสถานะเพื่อประเมินออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน จากที่ผ่านมาการใช้คะแนนต่างๆนั้นถือว่าไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้นจะใช้เกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ

1. การประเมินความเสี่ยงและการควบคุมภายใน (ประเมินโดยเจ้าหน้าที่)
2. อัตราส่วนทางการเงิน (ข้อมูลจากระบบและตรวจสอบ)
3. ผลการตรวจสอบย้อนหลัง (ระบบงานต่างๆ)


พรี่หนอมขอเริ่มจาก การประเมินความเสี่ยงและการควบคุมภายใน เป็นเรื่องแรกนะครับ กรมสรรพากรบอกว่าที่ผ่านมานั้น เรามักจะได้ยินคำว่า การตรวจแนะนำผู้ประกอบการไม่ได้เก็บภาษี แต่จริงๆคือการเก็บข้อมูลในการติดตามผลต่อ เพื่อดูการประเมินความเสี่ยงและการควบคุมภายในของธุรกิจในอีก 5 มุมมองสำหรับการประเมินความเสี่ยงและการควบคุมภายใน ในประเด็นต่อไปนี้ ได้แก่

1. โครงสร้างกิจการ
2. ความมั่นคงน่าเชื่อถือของกิจการ
3. กิจกรรมสำคัญที่เกี่ยวกับการดำเนินงาน
4. การควบคุมภายในด้านบัญชีและภาษี
5. การควบคุมภายในเฉพาะกิจการ (ผลิต ซื้อมาขายไป และบริการ)

โดยวิธีการที่ใช้ในการพิจารณาเกณฑ์ต่างๆเหล่านี้จะมาจากการถัวเฉลี่ยโดยนำ ค่าคะแนน x น้ำหนัก เพื่อทำให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลในการประเมินสถานะทั้งหมดได้ (เกณฑ์ที่ว่ามีประมาณ 23 ข้อ) เพื่อนำไปสู่ในการเขียนข้อมูลการตรวจสอบ (ต.6) ในอนาคตอีกด้วย ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะทำให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าจะต้องมองในประเด็นไหนอย่างไรบ้าง? และจะมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ที่ว่านี้ในทุกๆปีเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์อีกด้วยครับ

ทีนี้มาที่ อัตราส่วนทางการเงิน กันบ้างครับ สำหรับเรื่องนี้จะใช้มุมมองของผู้ตรวจสอบบัญชีหรือนักบัญชี อย่างเช่น ROA ROE ซึ่งอัตราส่วนต่างๆจะถูกทำเป็นสูตรเก็บไว้ แล้วทางกองมาตรฐานการกำกับและตรวจสอบภาษี และฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเชื่อมโยงสูตรและข้อมูลมาจาก DBD E-Filing เพื่อไปรวมกับมุมมองการประเมินความเสี่ยงและการควบคุมภายในของเจ้าหน้าที่อีกทีหนึ่ง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดกลุ่มนั่นเองครับ

นอกจากนั้นข้อ 1 และ 2 ยังมีเสริมข้อมูลในการเก็บข้อมูลผู้รับทำบัญชีและสอบบัญชีด้วย โดยดูว่าในส่วนของด้านการทำบัญชีนั้นมีความเสี่ยงขนาดไหน มีการจัดระดับผู้สอบบัญชีและผู้ทำบัญชีด้วย เพื่อให้เห็นว่าคุณสมบัติผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีเป็นอย่างไร โดยทางกรมเน้นว่าตอนนี้จะไม่สนใจแค่มุมของผู้ประกอบการอย่างเดียว แต่จะมองไปถึงผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีด้วย

พูดง่ายๆว่า ถ้าหากผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีของธุรกิจคุณไม่มีคุณภาพ กรมสรรพากรอาจจะดึงข้อมูลรายผู้ประกอบการจากชื่อของคนทำบัญชีหรือสอบบัญชีแทนครับ โดยตรงนี้จะสอดคล้องกับแนวทางการของเกณฑ์การตรวจสอบ RBA ที่เคยพูดไว้เมื่อปี 2560 (อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ พร้อมหรือยัง? กับแนวทางตรวจสอบล่าสุดของสรรพากรในยุค 4.0)

ส่วนที่สาม คือ ผลการตรวจสอบย้อนหลัง ตรงนี้ทางกรมสรรพากรจะดูว่าทางธุรกิจยังมีการทำผิดในประเด็นเดิมอยู่หรือเปล่า ถ้ายังผิดอยู่ จะถูกให้คะแนนต่ำลง ดังนั้นหากเคยถูกตรวจสอบภาษีแล้ว ไม่ควรผิดประเด็นเดิมซ้ำอีก ควรมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยส่วนนี้จะถูกเพิ่มเข้ามาหลังจากนี้เพื่อให้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดกับระบบตรวจสอบดียิ่งขึ้นครับ

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป กรมสรรพากรจะเน้นที่ 2 ข้อแรก คือ การประเมินความเสี่ยงและอัตราส่วนทางการเงิน และแน่นอนว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นจะมาจากการยื่นงบการเงินในรอบบัญชี 2560 นั่นเองครับ (เห็นไหมครับว่างบการเงินปี 2560 สำคัญมากแค่ไหน ฮ่าๆ)

อ้อ ลืมบอกไปว่า… พรี่หนอมจดประเด็นบางข้อในการตรวจสอบเพื่อประเมินสถานะมาฝากกันด้วยครับ เผื่อว่าจะใช้เป็นประโยชน์ในการวางแผนจัดการธุรกิจได้ ดังเช่นประเด็นต่อไปนี้ครับ

  • การมีอยู่จริงของทรัพย์สิน นั้น สะท้อนให้เกิดรายได้ของธุรกิจหรือไม่ ทรัพย์สินที่มีก่อให้เกิดรายได้อะไรบ้าง?
  • การรับชำระเงิน หรือจ่ายเงินแบบไหน อย่างไร? รับชำระเงินสด เช็ค บัญชีธนาคาร เพื่อสะท้อนการทำงานที่ถูกต้องของบัญชี
  • การกระทบยอดบัญชีเงินฝากธนาคาร มีการกระทบยอดบัญชีถูกต้องหรือไม่?
  • หลักฐานเงินกู้ยืมกรรมการต่างๆ มีจริงไหม มีเส้นทางการเงิน และความถูกต้องต่างๆ หรือมองไม่เห็น เช่น บัญชีเงินสดติดลบ หรือแสดงรายการไม่ถูกต้องไว้ อาจถือว่าข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ
  • การจ้างแรงงาน มีการลงค่าแรงต่างๆที่ไม่เหมาะสม ตั้งค่าแรงขึ้นมาโดยไม่มีเส้นทางการจ่ายเงินที่แท้จริง รวมถึงดูความสอดคล้องกับรายได้ที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่การโอนเข้าบัญชีเป็นยอดใหญ่ๆให้พนักงานคนเดียวแล้วแบ่งกัน แบบนี้ก็ถือว่าไม่น่าเชื่อถือ
  • โปรแกรมบัญชีสามารถเชื่อมโยงกับระบบงานอื่นได้หรือไม่ เช่น เชื่อมกับระบบสินค้าคงเหลือ ซื้อ ขาย ทะเบียนทรัพย์สิน เพื่อให้ข้อมูลเชื่อมโยงกันสมบูรณ์ ระบบบัญชีมีการควบคุมภายในที่สามารถแก้ไขแบบมีร่องรอยได้ เพื่อไม่ให้เกิดการแก้ไขเพื่อปรับปรุงหรือหลบเลี่ยงภาษี
  • การจัดเก็บสินค้า วัตถุดิบ นับสต็อค มีความน่าเชื่อถือ ถูกต้องไหม? มีรายงานครบถ้วนหรือเปล่า

โดยผลของการจัดกลุ่มความแตกต่างของผู้ประกอบการที่ว่านี้ ทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มดี ได้รับคืนภาษีไว ถูกตรวจสอบน้อย ในขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่มเสี่ยง จะได้รับภาษีคืนช้า ถูกติดตามอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะเปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการในกลุ่มดีในท้ายที่สุด ซึ่งการประเมินที่ว่านี้จะมีการประเมินในทุกๆปี ผ่านการเข้าตรวจตามเครื่องมือที่สรรพากรเลือกใช้ในแต่กรณีครับ

ระบบการคัดเลือกกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงในการปฎิบัติหน้าที่ทางภาษี

สำหรับประเด็นที่  3 นี้จะมองเชื่อมโยงจาก 2 เรื่องประกอบกัน ได้แก่ ความถี่ในการกระทำความผิด กับ ผลกระทบต่อภาษี โดยมีการโฟกัสและเลือกกลุ่มกิจการที่สนใจตามแนวทางของ World Bank อีกด้วยครับ

สำหรับกลุ่มกิจการที่กรมสรรพากรสนใจในตอนนี้ ได้แก่ ค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เช่าซื้อ ทองคำและอัญมณี ซึ่งสำหรับธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มนี้ แต่เป็นกลุ่มที่ถูกจัดในกลุ่มดีตามข้อ 2 ระบบจะไม่ทำการตรวจสอบครับ (พรี่หนอมสังเกตเห็นได้ว่าการจัดกลุ่มของผู้ประกอบการนั้นถือว่ามีความสำคัญมากๆต่อประเด็นการตรวจสอบในทุกๆด้านนะครับ)

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่สนใจนั้น จะเป็นกลุ่มบุคคลธรรมดาที่เลือกหักค่าใช้จ่ายจริงและเหมาจ่ายที่มีการเสียภาษีเท่าเดิมหรือน้อยลงอย่างมีสาระสำคัญ เพราะจริงๆแล้วกลุ่มนี้ควรจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มมากกว่าเดิมเนื่องจากมีการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาลดลงตั้งแต่ปี 2560

โดยการดำเนินการสำหรับประเด็นในข้อนี้ กรมสรรพากรจะทำการเปรียบเทียบกับข้อมูลภายนอกและระบบการคัดเลือกที่ว่านี้ โดยเริ่มจากธุรกิจต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจค้าทองคำ ตอนนี้กรมสรรพากรมีข้อมูลการซื้อขายทั้งหมด ทั้งกลุ่มที่จดเป็นนิติบุคคล กลุ่มที่เป็นบุคคลธรรมดามีการซื้อขายมาก และกลุ่มที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นกลุ่มค้าทองแต่มีข้อมูลการซื้อขายทอง ซึ่งเมื่อข้อมูลเหล่านี้พร้อมก็จะมีการตรวจสอบในขั้นตอนต่อๆไป

นอกจากนั้นแล้วยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานอื่นด้วยครับ เช่น กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต มีข้อมูลการนำเข้า ข้อมูลส่งออกต่างๆ รวมถึงข้อมูลจดทะเบียนรถยนต์ต่างๆ เพื่อตรวจสอบผู้ที่มีทรัพย์สินหรือทำธุรกิจในรูปแบบลิสซิ่งให้เช่าแอบแฝงแต่ไม่ได้เข้าระบบอย่างถูกต้องครับ

ยังครับ ยังไม่พอ!! กรมสรรพากรยังมีข้อมูลอย่างธุรกรรมการหักภาษี ณ ที่จ่าย เชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการที่มีเครื่องรูดบัตรเครดิต ที่ถูกธนาคารคิดค่าธรรมเนียมบริการ ซึ่งต้องหักภาษีไว้และนำส่งให้กับกรมสรรพากรอีกด้วยครับ ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช้ระบบ POS หรือบัตรเครดิต ทางกรมสรรพากรก็มีการดึงข้อมูลมาเช่นเดียวกันเพื่อทำการตรวจสอบว่าทำไมถึงไม่ใช้ เพื่อปฎิบัติอย่างเท่าเทียมกัน หรือเรียกสั้นๆว่าไม่ว่าจะอยู่สังคมไร้เงินสด ใช้เงินสด ไม่มีเงินสด ก็มีสิทธิโดนตรวจสอบถ้วนหน้าครับ ถ้าหากข้อมูลที่มีไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

ตรงนี้ทางสรรพากรให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกครับว่า ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป สำหรับธุรกิจที่เคยถูกตรวจแนะนำ ระบบการตรวจแนะนำจะมีการอัพเกรดเพิ่มเติมให้ทางเจ้าหน้าที่มีการบันทึกประเด็นที่ต้องติดตามให้ถูกต้องหลังจากตรวจแนะนำไปแล้ว (ประมาณ 15 วันหลังจากเข้าตรวจสอบ) ซึ่งถ้าหากมีประเด็นที่ยังต้องตรวจสอบเพิ่ม ก็จะส่งไปยังระบบอื่นๆ เช่น การตรวจปฎิบัติการแทน เพื่อมุ่งเน้นประเด็น หรือออกหมายเรียกต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลการยื่นภาษีถูกต้องที่สุด (ตรงนี้พรี่หนอมเข้าใจว่าเป็นการพูดย้ำอีกทีว่า การตรวจแนะนำไม่ได้แปลว่าจะไม่เสียภาษีอีกต่อไป)

ความร่วมมือกับองค์กรเอกชนและสำนักงานบัญชี

ยังย้ำแนวคิดเดิมเรื่องการก้าวไปด้วยกัน (กรมสรรพากร+สำนักงานบัญชี) เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งมาตรฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นในอนาคตกรมสรรพากรจะมีการออกคู่มือสำหรับผู้ประกอบการต่างๆได้แก่ กลุ่มกิจการค้าวัสดุก่อสร้าง กิจการค้าปลีก กิจการค้าของเก่า รวมถึงคู่มือของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบเพื่อให้การปฎิบัติงานชัดเจนขึ้นด้วยครับ


ใครที่สนใจเรื่องนี้สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่โพสต์ด้านล่างครับ แต่พรี่หนอมแนะนำว่าให้แอดไลน์ @TAXBugnoms ไว้ด้วยนะครับจะได้ไม่พลาดข่าวสารเด็ดๆ ในอนาคตครับผม

 

 

การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบบัญชีปี 2560

ประเด็นสุดท้ายเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีครับ ซึ่งนอกจากความถูกต้องของข้อมูลที่เน้นย้ำว่ามีผลกระทบแล้ว พรี่หนอมได้สรุปข้อมูลไว้ๆง่ายให้เช็คกันอีกทีครับ

เนื่องจากตอนนี้กฎหมายกำหนดให้ยื่นงบการเงินกรมพัฒนาธุรกิจการค้าวันสุดท้ายคือ 31 พฤษภาคมของทุกปี (5 เดือนหลังจากสิ้นรอบบัญชีปกติ) และยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50 ภายใน 30 พฤษภาคม 2561 (150 วันหลังจากสิ้นรอบบัญชีปกติ)

ทีนี้กรมพัฒนาธรุกิจการค้าบอกให้นิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) ยื่นผ่านระบบ DBD E-Filing แปลว่าต้องยื่นงบการเงินผ่านระบบภายในวันที่ 31 พฤษภาคมเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนอะไรครับ ส่วนใครที่นำส่งแบบกระดาษไว้ ต้องกรอกเข้าระบบ DBD E-Filing ภายใน 30 มิถุนายน 2561 หรือพูดง่ายๆ ว่า ต้องกรอกเข้าระบบ DBD E-Fling กันทั่วหน้าตามนี้ เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจอันดับแรกก่อนครับ

ส่วนปีนี้สรรพากรมีแนวทางใหม่ให้ครับ นั่นคือ ถ้าส่งงบการเงินผ่าน DBD E-Filing แล้วยื่นแบบผ่านเน็ตระบบ E-Filing ของกรมสรรพากร จะได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องส่งงบการเงินที่สรรพากรอีกครั้ง เพราะถือว่าข้อมูลลิงค์กันแล้ว  ย้ำว่า!! ตรงนี้เฉพาะคนที่ยื่นผ่านเน็ต E-Filing ของกรมสรรพากรเท่านั้นนะครับ ส่วนคนที่ยื่นแบบกระดาษตามปกติก็ยังคงต้องแนบงบการเงินที่เป็นกระดาษอยู่ดีนะจ๊ะ และต้องยื่นภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 เท่านั้นครับ

บทสรุปทั้งหมดในความคิดเห็นของพรี่หนอม

ย้อนกลับมาดูที่รูปนี้อีกทีครับ ตามที่กรมสรรพากรเน้นย้ำว่า การยื่นงบการเงินในปี 2560 นั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อประเด็นอื่นๆ และเหมือนตัวชี้ชะตาของธุรกิจยังไงอย่างน้้นเลยครับ แต่อย่างไรก็ตามผมมองว่า จริงๆแล้ว ประเด็นของความถูกต้องในงบการเงินนั้นมันเป็นเรื่องสำคัญมานานแล้วครับ ไม่ใช่แค่ในเรื่องของภาษี แต่มันเป็นเรื่องของข้อมูลทางบัญชี ตัวเลขต่างๆที่เจ้าของธุรกจควรรู้เพื่อที่จะใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจของตัวเองต่อไป เพียงแต่ในปัจจุบันมันมีผลกระทบด้านภาษีมาเกี่ยวข้องด้วย เลยทำให้รู้สึกว่าเรืองของภาษีนั้นเป็นงานหนักสำหรับข้อมูลทางบัญชีครับ

ช่วงหลังๆมีคนมาบ่นและบอกกับผมว่า “คนดีอยู่ยาก” เพราะว่าถ้าจะทำอะไรให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้นเป็นเรื่องลำบากกว่าการหนีหรือเลี่ยงภาษีไปเลย ซึ่งผมเชื่อว่าการมีระบบต่างๆที่พัฒนาขึ้น หรือการเติบโตเรื่องอื่นๆที่ตีกรอบให้คนทุกคนต้องทำถูกต้องตามกฎหมายมันเป็นเรื่องที่ดีต่อสังคมนี้ครับ รวมถึงมันย่อมส่งผลให้กฎหมายที่คลุมเครือในหลายๆส่วนนั้นมีความชัดเจนมากขึ้นด้วยครับ

…สุดท้ายแล้วพรี่หนอมก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะครับ ยังไงก็สู้กันต่อไปครับทุกคน

หมายเหตุ : บทความทั้งหมดนี้เป็นการสรุปประเด็นจากการรับฟัง ร่วมกับความคิดเห็นส่วนตัวของในมุมมองของการวิเคราะห์นโยบายการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร โดยที่ไม่เกี่ยวกับการปฎิบัติงานจริงของทางกรมสรรพากรแต่อย่างใด ทั้งหมดนี้คงต้องรอติดตามกันต่อไปในอนาคตอีกทีหนึ่งครับ

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy