ทำไมกรมสรรพากรถึงไม่เก็บภาษีวัดและพระ?

โพสต์เมื่อ: 18 มิ.ย. 2018

ป้ายกำกับ: , ,


วันก่อนกรมสรรพากรออกแถลงการณ์มาว่า “อย่าหลงเชื่อข่าวสรรพากรเก็บภาษีวัดและพระ” เพื่อที่แจ้งให้ประชาชนทราบว่าอย่าหลงเชื่อข่าวในโลกออนไลน์ที่มีคนแชร์กันว่าากรมสรรพากรจะเก็บภาษีจากวัด และต้องการให้พระทุกรูปเสียภาษีผ่านบัญชีกลางของวัด ทำให้พรี่หนอมนึกเรื่องบางเรื่องขึ้นมาครับ

ถ้าเกิดเราลองตั้งคำถามกันเล่นๆว่า อาชีพไหนรวยที่สุด? หรือทำอาชีพอะไรดี คำตอบที่เป็นมุกตลกหรือประชดประชันสังคมย่อมจะมีอาชีพที่ชื่อว่า “พระ” และหลังจากนั้นก็มักจะไปกันต่อที่เรื่องของ “วัด” และอื่นๆอีกมากมายก่ายกองครับ

ดังนั้นบทความในวันนี้จะมาพูดคุยและชวนคุยประเด็นนี้แบบไม่มีดราม่า ว่าเหตุใดทำไมกรมสรรพากรถึงไม่สามารถเก็บภาษีวัดและพระได้ โดยพยายามอ้างอิงหลักการของกฎหมายให้ฟังกันครับ

เริ่มจากคำถามแรก คือ ทำไมวัดถึงไม่ต้องเสียภาษี แม้ว่าจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลก็ตาม (วัด ถือเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ซึ่งระบุไว้ชัดในหมวด 5 มาตรา 31 แต่ถ้าหากเรามาดูที่ประมวลรัษฏากรหรือกฎหมายภาษี จะเห็นว่าผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น ไม่มีนิติบุคคลที่เรียกว่า “วัด” รวมอยู่ในนั้น แต่มีเพียงแค่กลุ่มต่อไปนี้ครับ

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย, บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ, กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้าหรือหากำไร, กิจการร่วมค้า (Joint Venture), มูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่ใช่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล และนิติบุคคลอื่น (เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)

(อ้างอิงตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฏากร)

ดังนั้นสมมติฐานแรกสรุปง่ายมากครับ เมื่อวัดไม่ใช่นิติบุคคลตามกฎหมายภาษี ก็แปลว่าวัดไม่ต้องเสียภาษี แม้ว่าจะมีรายได้มากแค่ไหนก็ตาม มีเพียงแต่การทำบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดส่งถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทุกๆ 1 ปีเท่านั้น (อ้างอิง มติมหาเถรสมาคม มติที่ ๔๐๗/๒๕๕๘) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ชัดเจนว่ากรมสรรพากรไม่มีหน้าที่ไปตรวจสอบวัดครับผม

คำถามต่อมา คือ ทำไมพระถึงไม่ต้องเสียภาษี ตรงนี้พรี่หนอมอยากชวนทำความเข้าใจก่อนว่า เราต้องแยกความรู้สึกออกจากกฎหมายครับ เพราะกระบวนการที่บุคคลบุคคลหนึ่งจะมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎหมายภาษีนั้น ต้องมีองค์ประกอบดังนี้

  1. เป็นบุคคลธรรมดาตามกฎหมาย
  2. มีรายได้ที่ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี

ซึ่งถ้าหากเราพิจารณาดูแล้ว คนทุกคนในประเทศนี้ถือว่าเป็นบุคคลธรรมดาตามกฎหมายครับ ไม่ว่าจะมีอาชีพหรือฐานะอะไรก็ตาม ดังนั้นพระถือว่าผ่านเกณฑ์ในข้อ 1 เรียบร้อย แต่สิ่งที่ตามมาคือ รายได้ของพระนั้นได้รับสิทธิยกเว้นภาษีไหม ซึ่งถ้าหากเรามาดูตามกฎหมายในมาตรา 42 ที่เป็นหัวข้อเงินได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี เราจะเห็นข้อกฎหมายต่อไปนี้ครับ

(๒๘) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งนี้ จากบุคคลซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรสเฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินสิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น

(๒๙) เงินได้ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาที่ผู้ให้แสดงเจตนาหรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้ เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์ ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

แปลความหมายของกฎหมายข้างต้นให้เป็นภาษาคนก็คือ ถ้าหากเป็นการให้โดยธรรมเนียมประเพณี หรือ เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา ก็จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีโดยบริสุทธิ์ใจ ดังนั้นเมื่อพระเป็นบุคคลธรรมดา แต่เงินได้ที่ได้รับไม่ต้องเสียภาษีก็แปลว่าไม่ต้องเสียภาษีนั่นเองครับ

แต่อย่างไรก็ดี … หากพระมีรายได้จากการทำงานตามปกติ เช่น การสอนหนังสือ มีเงินเดือนถึงเกณฑ์ทีต้องเสียภาษี ก็จะถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 (มาตรา 40(1)) และนำมาเสียภาษีให้ถูกต้องครับ ยกตัวอย่างเช่น ข้อหารือที่ กค 0811/9414 ลงวันที่ 26 กันยายน 2544 กรณีพระภิกษุได้รับเงินเดือนจากมหาวิทยาลัย แบบนี้ก็ต้องเสียภาษีไปตามปกติครับ

จะเห็นว่าเรืองราวทั้งหมดนี้ ถ้าเราตัดเรื่องความรู้สึกที่มีต่อบุคคล และพฤติกรรมออกไป จะทำให้เราเข้าใจตัวบทกฎหมายและหน้าที่ของแต่ละฝ่ายมากขึ้นครับ ถึงแม้ว่าจะมีคนแย้งมาว่า เงินได้ที่พระได้รับนั้นจะไม่ได้นำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการทางศาสนาบ้างก็ตาม หรือว่าจริงๆแล้วพระภิกษุไม่ควรจะถือเงิน

แต่จะทำยังไงได้ละครับ … ในเมื่อข้อกล่าวอ้างพวกนี้ไม่ได้รับพิสูจน์ตามกฎหมายจริงๆเสียที และก็ยังไม่มีใครที่คิดจะจัดการเรื่องนี้แบบจริงจัง เพราะมันกระทบต่อความรู้สึกของหลายฝ่ายเหลือเกิน

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy