หลังจากที่เป็นมนุษย์เงินเดือนมา 15 ปี ผมมีอะไรอยากบอกพวกคุณ ตอนที่ 2 : เก็บเงินที่ไหนดี?

โพสต์เมื่อ: 06 พ.ย. 2018


หลังจากที่ผมเขียนตอนที่ 1 เกี่ยวกับเรื่อง First Jobber ไปเรียบร้อยแล้ว ในบทความ หลังจากที่เป็นมนุษย์เงินเดือนมา 15 ปี ผมมีอะไรอยากบอกพวกคุณ ทีนี้ก็มาต่อกันว่า ต่อจากนี้ไปหลังจากที่ผ่านด่านแรก คือ เก็บเงินฉุกเฉินไปได้แล้ว เราจะลงทุนแบบไหนยังไงดี? แล้วไอ้ที่พรี่หนอมบอกว่าควรเก็บมากที่สุด ควรจะเก็บแบบไหน

ก่อนจะตอบคำถามนี้… ผมอยากให้เริ่มจากตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า ที่ทำงานของเรามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือเปล่า? ถ้าหากคำตอบคือ “มี” ลองดูต่ออีกหน่อยครับว่า…

1. ตอนนี้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. ที่เราสะสมเข้าไปในทุกๆเดือนๆ มันลงทุนในสินทรัพย์อะไร ประเภทไหนบ้าง? และมีแผนการลงทุน (Employee ‘s choice) แบบไหนให้เราเลือกลงทุนได้บ้าง

2. ทุกวันนี้ที่เราสะสมเข้ากองทุนที่ว่านี้ เราสะสมในอัตรากี่ % และที่ทำงานเราสมทบให้กี่ % ตามเงื่อนไขแบบไหนยังไงบ้าง?

เหตุผลที่ให้เช็คต่อนั้น ผมไม่ได้ต้องการบอกให้เก็บเงินเพื่อเกษียณเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นการเช็คดูว่า เรารู้หรือเปล่าว่าทุกวันนี้เรามีการจัดการเงินลงทุนของตัวเองแบบไหน เพราะถ้าเรื่องพวกนี้เรายังไม่รู้ไม่เข้าใจว่ามีอะไรบ้าง มันก็เป็นสิ่งที่บอกว่าเราเองนั้นมีปัญหาในการจัดการตัวเองอยู่เหมือนกันนะครับ

เพราะการตอบคำถามพวกนี้ได้นั้น มันจะบอกว่าเราได้เลือกประเภทการลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับการเก็บเงินเพื่อการเกษียณแล้วหรือยัง อีกทั้งเรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ต้องการ ประกอบกับรู้ไปถึงเรื่อง % ในการสมทบเงินของนายจ้างนั้น มันเพิ่มขึ้นตาม % การสมทบของเราบ้างหรือเปล่า (หรือเพิ่มเติมตามอายุการทำงานก็ยังดี) เพื่อที่เราจะได้วางแผนจัดการการเงินต่อไปได้ง่ายขึ้น

ถ้าใครที่ตอบคำถามได้ถึงตรงนี้ และเข้าใจในเหตุผลที่ตัวเองเลือกวิธีการลงทุน ผมคิดว่านี่คือประโยชน์สูงสุดของการจัดการการเงินในช่วงแรกของชีวิตการทำงานหลังจากที่ได้จัดการเงินฉุกเฉิน และตรวจสอบภาระชีวิตแล้ว เพราะสำหรับคนที่เริ่มต้นทำงานมาไม่นาน การเริ่มต้นตรงนี้จะเป็นประโยชน์มากๆ ในการจัดการชีวิตในขั้นตอนต่อๆไปของคุณครับ

นอกจากนั้น ข้อดีของการเก็บเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกบข.นั้น มันไม่ใช่แค่เป็นการเก็บเงินเกษียณเพียงอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกัน เพราะว่า

ถ้านายจ้างเราสมทบให้เยอะขึ้น
เราก็ได้ผลตอบแทนจากการออมเงินมาฟรีๆ ก่อนที่จะลงทุนเสียอีก

ถ้าเราเลือกแผนการลงทุนดี
เราจะได้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นแบบทบต้น

ถ้าเราต้องเสียภาษีอยู่แล้ว
เงินก้อนนี้ให้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีอีกด้วย

คำแนะนำของผมในตอนนี้ คือ ถ้าหากหลักเกณฑ์ทั้งหมดที่ว่ามาผ่าน จงเก็บเงินก้อนนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเงินก้อนนี้จะสร้างวินัยให้คุณอย่างมาก นอกจากนั้นมันจะเป็นการกระตุ้นทางอ้อมว่า ถ้าตอนนี้คุณมีเงินไม่พอกับการใช้จ่าย คุณต้องดิ้นรนเพื่อไปหาเงินเพิ่มโดยวิธีการอื่นแทน เช่น ทำงานเสริม หรือมองหาโอกาสเพิ่มเติมในการสร้างรายได้จากการทำงานไปด้วย

อย่าลืมว่า นี่คือคำแนะนำให้กดดันตัวเองนิดๆหน่อยๆ เพื่อให้ชีวิตเราไปต่อและมีวินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นมันถุกต้อง เพราะแต่ละคนมีภาระไม่เท่ากัน ดังนั้นการเดินทางตามเส้นทางนี้ แปลว่าคุณต้องเข้าใจตัวเอง และรู้ถึงภาระที่มีในตอนแรกเสียก่อนนะครับ ไม่งั้นจะกลายเป็นว่าผมมาสอนให้คุณเก็บเงินในสิ่งที่คุณไม่ได้อยากได้ และพอเป็นแบบนั้น มันก็จะกลายว่าคำแนะนำที่ไร้ประโยชน์ในการจัดการชีวิตเปล่าๆครับ

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเริ่มต้นการทำขั้นตอนต่างๆที่แนะนำนี้ช้ามาก เอาจริงๆ คือ เพิ่งมาเริ่มในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งในฐานะของข้าราชการ ต่อให้เก็บสะสมมากเท่าไร ทางรัฐก็ช่วยให้เพิ่มแค่ 3% เท่าเดิมอยู่ดีครับ

และถึงแม้ว่าจะไม่ได้ % เพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ผมมองว่า…
สิ่งที่ผมได้จริงๆ คือการเลือกแผนการลงทุนที่เรียกว่าสมดุลตามอายุ

ซึ่งตรงนี้ทำให้ผลตอบแทนกบข.ของผมเพิ่มขึ้นมากกว่าคนอื่นๆ
ที่ไม่ได้เลือกแผนการลงทุนของตัวเองครับ

เมื่อเวลาผ่านไปและทุกอย่างเข้าที่ คุณจะได้ระบบการเก็บเงินเกษียณอัตโนมัติที่ดีมากๆ ระบบหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ คุณลงทุนโดยเลือกประเภททรัพย์สินได้เอง (เพิ่มผลตอบแทน) > การเพิ่ม % การออมในแต่ละเดือน (เพิ่มจำนวนเงิน) > นายจ้างสมทบให้เพิ่มขึ้นด้วย (เพิ่มเงินเข้าไปอีก) > ได้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น (ลดค่าใช้จ่าย) > ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นแบบทบต้น (เพราะคุณเอาเงินออกมาไม่ได้) > คุณมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นมากมายในระยะยาว (เพื่อใช้ในตอนเกษียณ)

เราต่างรู้ดีว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่การประหยัดค่าใช้จ่าย
แต่มันคือการสร้างรายได้ให้มากขึ้นเพื่อให้ชีวิตของเราดีขึ้น

แต่ถ้าหากวันนี้ ยังทำไม่ได้ การเก็บเงินไว้เผื่อวันที่ไม่มีรายได้
มันกลับกลายเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรกที่คุณต้องทำ

หลายคนอาจจะแย้งว่า กองทุนพวกนี้เป็นการเก็บเงินเพื่อการเกษียณเท่านั้นนี่ และคุณไม่อยากเก็บเงินมากขนาดนั้น อยากจะเก็บเงินในส่วนอื่นมากขึ้นแทนไม่ได้หรอ  ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับ นี่คือพื้นฐานง่ายๆ และโอกาสที่ดีสำหรับคนที่มีสิทธิอย่างมนุษย์เงินเดือนเท่านั้น ซึ่งถ้าเราไม่อยากทำ หรือมองว่าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องทำครับ ไม่เห็นจะยากเลย

ถ้าหากคุณทำได้ถึงตรงนี้  พรี่หนอมรับประกันเลยว่า คุณจะมีเงินอยู่ 2 ก้อนแน่ๆ คือ เงินฉุกเฉินไว้ใช้ยามเกิดเหตุจำเป็นจริงๆ (ย้ำว่าจำเป็นจริงๆ) และ เงินอีกก้อนหนึ่งที่เตรียมรอไว้สำหรับเกษียณ หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการหาเงินของคุณแล้วล่ะครับ

อย่าลืมนะครับ… ผมแนะนำให้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายตั้งแต่วันแรกที่คุณมีรายได้ แต่ถ้าหากคุณทำไม่ได้แต่ยังเดินทางมาถึงตรงนี้ได้ อย่าลืมกลับไปทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วยนะครับ

ถ้าหากคุณทำได้ถึงตรงนี้ เท่ากับคุณผ่านขั้นตอนที่ 2 ที่ผมแนะนำมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขั้นตอนที่ว่านี้จะทำให้คุณเห็นผลในประมาณ 5-10 ปีหลังจากการทำงานที่เดิมแห่งนี้ และมันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่คุณเริ่มอิ่มตัวกับงานเก่าที่ทำอยู่ทุกวัน จนคิดอยากจะเปลี่ยนงานใหม่ … ซึ่งผมจะแนะนำวิธีการจัดการเงินก้อนนี้

…. ในตอนต่อไปครับ

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy