หลังจากที่เป็นมนุษย์เงินเดือนมา 15 ปี ผมมีอะไรอยากบอกพวกคุณ ตอนที่ 3 : เมื่อไรควรลาออกจากงาน?

โพสต์เมื่อ: 28 ธ.ค. 2018

ป้ายกำกับ: , ,


หลังจากที่พูดเรื่อง วิธีการเก็บเงิน และ สิ่งที่ควรทำสำหรับมนุษย์เงินเดือน ไปเรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้ผมจะพูดถึงเรื่อง การจัดการและวางแผนชีวิตสำหรับการลาออก บ้างครับ ว่าเมื่อไรเราควรจะลาออกจากงาน และควรจัดการเรื่องเงินอย่างไรเมื่อตัดสินใจลาออก

ถ้าใครยังจำได้ ผมได้แนะนำไปตั้งแต่ตอนที่ 1 ว่า ถ้าเริ่มต้นทำงานเมื่อไร ให้ยื่นภาษีให้เป็นก่อนในตอนแรก เพราะมันจะทำให้เราเข้าใจเรื่องการวางแผนภาษี และถ้าหากใครที่กำลังสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามที่แนะนำในตอนที่ 2 ผมเชื่อว่าตอนนี้คุณจะมีเงินเก็บอยู่บ้างไม่มากก็น้อย โดยทั้งสองเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกันในเรื่องของการจัดการการเงิน เมื่อคุณตัดสินใจได้ทันทีว่าจะลาออกจากงานครับ

แต่ก่อนจะไปจัดการการเงิน เราควรรู้ก่อนว่า เมื่อไรที่เราควรจะตัดสินใจลาออก ผมขอแชร์แนวคิดจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเองให้ลองนำไปพิจารณากันครับ

1. อย่าลาออกเพราะต้องการ “หนีปัญหา” ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับลาออกเพื่อหนีปัญหาต่างๆ เช่น งานหนัก ชีวิตติดขัด หรือมีปัจจัยอื่นๆ ที่เราคิดว่าเป็นปัญหาจากการทำงานในทุกวันนี้ เพราะความเป็นจริงแล้ว เมื่อชีวิตเรามีปัญหา เราควรหาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง และพยายามแก้ปัญหานั้นให้ได้ก่อน

อย่างไรก็ตาม แนวคิดข้อนี้มีข้อยกเว้นตรงที่ว่า บางทีแล้วปัญหาในการทำงานนั้นคือตัวเราเอง ซึ่งถ้าหากเป็นแบบนี้ การลาออกคือทางที่ถูกแล้วครับ (ไม่งั้นเขาก็ไล่เราออกสักวันหนึ่งอยู่ดี ฮ่าๆ)

2. หาหนทางไปให้ชัดก่อนจะตัดสินใจลาออก ผมเชื่อว่าการตัดสินใจลาออกที่ดีต้องมี “หนทาง” ที่เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นงานใหม่ที่ได้ ธุรกิจที่เริ่มสร้างมาสักระยะหนึ่ง หรือแม้แต่การจัดสรรเวลาชีวิตไว้ล่วงหน้าว่า “ลาออกแล้วจะมาทำอะไร” เพราะถ้าหากไม่มีเส้นทางอะไรเลย การลาออกครั้งนั้นอาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตก็ได้ครับ

3. อย่าลอกความสำเร็จของคนอื่น หลายครั้งเรามักจะเห็นเพื่อนร่วมงานที่ตัดสินใจลาออกมีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งงานใหม่ที่ก้าวหน้า การใช้ชีวิตอิสระ ธุรกิจในฝัน ซึ่งตรงนี้จะทำให้เราตัดสินใจแบบเข้าข้างตัวเองว่า แหม่ สักวันหนึ่งชั้นก็ต้องเป็นแบบนั้นเหมือนกันนั่นแหละ แต่ความจริงแล้วเรื่องพวกนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อยครับ เพราะคนแต่ละคนมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง การลาออกของเรานั้นอยู่ที่การวางแผนเส้นทางของเรา ไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตของคนอื่น

ขอบอกด้วยความจริงใจว่า… การตัดสินใจลาออกในแต่ละครั้งนั้น ผมไม่คิดว่าเราควรจะปรึกษาใครเพื่อฟังมุมมองเขา แต่ตัวเราควรตัดสินใจให้ชัดว่า เราจะเอาอย่างไรกับชีวิต แล้วค่อยฟังว่าคนอื่นคิดอย่างไรกับทางเลือกของเรา เพราะนั่นมันจะเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า เรามั่นใจและเข้าใจตัวเองความต้องการของตัวเองมากแค่ไหนต่างหาก

ผมขอแชร์ Status ที่เคยเขียนไว้ที่เฟสบุ๊กส่วนตัวของตัวเองในวันแรกที่ลาออกจากงาน เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่คิดว่าตัวเองควรลาออกจากงานหรือไม่? บางทีสิ่งที่ผมเขียนอาจจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ

 

 

ทีนี้มาเรื่องของการจัดการการเงินและภาษีกันบ้าง โดยผมแนะนำให้เริ่มเช็คสภาพการเงินกันต่อครับว่า เรามี 2 อย่างนี้หรือไม่

1. ทุกวันนี้เรามีเงินสำรองมากแค่ไหน ประเด็นนี้สำคัญมากกกก แม้ว่าจะลาออกโดยมีหนทางไปแน่นอนก็ตาม เช่น ที่ทำงานใหม่ แต่เราไม่มีทางรู้ว่า ที่ใหม่ที่ว่านี้เราจะอยู่รอดได้ดีไหม จะมีปัญหาอะไรให้ลาออกหรือเปล่า ดังนั้นการเก็บเงินสำรองไว้ล่วงหน้าเป็นเรื่องที่ดี โดยมีทั้งเงินฉุกเฉินส่วนหนึ่งและเงินสำรองในส่วนอื่นที่เราคิดว่าจำเป็นครับ

แต่ถ้าใครตัดสินใจลาออกไปทำธุรกิจ ผมแนะนำว่าควรเตรียมเงินหมุนเวียนสำหรับธุรกิจแยกต่างหากจากเงินสำรองก้อนนี้ เพื่อที่จะได้ไม่กระทบชีวิตส่วนตัวของเราครับ

2. เช็คว่าเงินที่ได้จากการออกจากงานมีอะไรบ้าง?  นอกจากเงินในกระเป๋าที่เรามี ถามตัวเองต่อทันทีว่าเงินที่เราได้รับเนื่องจากออกจากงานนั้นมีอะไรบ้าง ทั้งเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือเงินโบนัสพิเศษต่างๆที่จะได้จากการทำงานที่ผ่านมา เพื่อที่เราจะนำไปใช้วางแผนชีวิตของตัวเองต่อไป

หลังจากเช็คเงินเสร็จแล้ว เราก็มาดูกันต่อถึงเรื่องภาษีด้วยครับ โดยเริ่มทำความเข้าใจเรื่องต่อไปนี้

1. รายได้ที่เกิดขึ้นในปีนั้นต้องนำมายื่นภาษีทั้งหมดการเปลี่ยนงาน การออกจากงานระหว่างปี ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปีนั้น เราต้องนำข้อมูลมายื่นภาษีให้ถูกต้องครับ โดยการลาออกระหว่างปี และทำงานที่ใหม่ ก็ต้องนำรายทั้งหมดมารวมกันเพื่อยื่นภาษีให้ถูกต้องครับ

ดังนั้น เมื่อเราออกจากงานแล้ว นอกจากการจัดการเรื่องเงิน อย่าลืมขอเอกสารหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่ายของปีนั้นๆ จากที่ทำงานเก่ามาให้ครบถ้วนด้วยนะครับ

2. จัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้หมดปัญหาในกรณีที่ที่ทำงานมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพนักงาน (PVD) เมื่อออกจากงาน เราต้องดูด้วยครับว่า อายุการทำงานของเรานานแค่ไหน เพราะมันมีผลต่อภาษีด้วยครับ

  • ถ้าอายุงานไม่เกิน 5 ปี เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้คืนนั้น ต้องนำมารวมคำนวณภาษีโดยคิดเหมือนว่าเป็นรายได้จากเงินเดือนครับ
  • ถ้าอายุงานเกิน 5 ปี เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้คืนนั้น ได้รับสิทธิแยกในการคำนวณภาษีเงินได้ โดยสามารถแยกคำนวณต่างหากจากเงินเดือนในรายการ “เงินได้ที่จ่ายครั้งเดียวเนื่องจากออกจากงาน”

โดยหลักการคำนวณภาษีจะมีดังนี้ครับ …

1) จำนวนเงินที่นำมาคำนวณภาษี คือ เงินได้ส่วนที่เป็นผลประโยชน์ + เงินส่วนที่บริษัทสมทบ เท่านั้น ซึ่งตรงนี้ผมแนะนำให้ดูที่เอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่เราได้รับครับ มันจะมีข้อมูลบอกไว้ครบถ้วนครับ

2) จำนวนวันที่นับต้องเป็นปีบริบูรณ์ครับ นั่นคือ ปีเต็มๆ ดังนั้นต้องดูด้วยว่าเราทำงานครบ 5 ปีบริบูรณ์หรือเปล่า ซึ่งตรงนี้จะให้สามารถแยกยื่นตามหลักการในข้อ 2 ข้างต้นได้ครับ

3) หากไม่ต้องการเสียภาษีสำหรับเงินกองทุนตัวนี้ สิ่งที่เราทำได้คือ ขอโอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจากกองทุนเก่า ไปยังกองทุนใหม่ของที่ทำงานแห่งใหม่ครับ ซึ่งจะถือเป็นการโอนย้ายและได้สิทธิไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วยครับ

อ้อ.. มีอีกกรณีหนึ่งที่อยากบอกให้รู้ไว้ครับ นั่นคือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น จะได้รับยกเว้นไม่ต้องมาคำนวณภาษีก็ต่อเมื่อออกจากงานตอนที่มีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรือ ตาย หรือ ทุพพลภาพ คร้าบบ

ตรงนี้ลองอ่านรูปที่ผมทำไว้เพิ่มเติมในเพจ TAXBugnoms ได้เลยครับ รูปประกอบในโพสนี้น่าจะทำให้เห็นภาพรวมชัดขึ้นครับ

 

 

บทสรุปของการเป็นมนุษย์เงินเดือนมาตลอด 15 ปีบอกอะไรผมบ้าง?

มาถึงตรงนี้ บางคนคงจะสังเกตเห็นว่าการเชื่อมโยงของเรื่องราวทั้งสามตอนที่ผ่านมาว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นมนุษย์เงินเดือน คือการสร้างระบบและทำตามระบบที่เราสร้างไว้อย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องของการเก็บเงิน การทำความเข้าใจเรื่องภาษี และจุดประสงค์ในการมีชีวิตของเราว่าจะไปอยู่ตรงจุดไหน?

ผมเชื่อว่า สิ่งหนึ่งที่เราควบคุมไม่ได้แน่ๆคืออนาคต ทั้งเรื่องจุดประสงค์ชีวิตที่เปลี่ยนไป การจัดการการเงินหรือภาระที่มีแตกต่างกันของชีวิต แต่มีเพียงอย่างเดียวที่เราทำได้คือการเตรียมพร้อมรับมือมันให้ดีที่สุดครับ

ท้ายที่สุดแล้ว ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ช่วยให้หลายๆ คนใช้ชีวิตในเส้นทางของมนุษย์เงินเดือนได้ดีขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ

…ไว้ถ้ามีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังอีกครับผม :)

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy