How to ยื่นภาษีสำหรับปี 2561 : สรุปทุกสิ่งที่ต้องรู้ในบทความเดียว

โพสต์เมื่อ: 05 ม.ค. 2019

ป้ายกำกับ: , ,


สวัสดีครับ พบกับบทความแรกประจำปี 2019 ของ บล็อกภาษีข้างถนน สำหรับบทความนี้ พรี่หนอมขอประเดิมด้วยการเขียน สรุปเทคนิคและวิธีสำหรับการยื่นภาษีปี 2561 มาฝากกันแบบละเอียดสุดๆ แบบที่ไม่เคยทำมาก่อนครับ (แหม่… โม้ตั้งแต่ต้นปีเลยทีเดียว)

เอาเป็นว่าก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจเรื่องการยื่นภาษีและเทคนิคต่างๆ พรี่หนอมอยากให้รู้ไว้ก่อนครับว่า การยื่นภาษีนั้นไม่ต้องแนบเอกสารทันทีตอนที่ยื่น แต่เรามีหน้าที่ส่งไปตอนอื่นที่สรรพากรสงสัย เช่น ขอดูหลักฐานการลดหย่อนภาษีเพื่อตรวจสอบกรณีเราขอคืนภาษี หรือ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลของเรากรณีที่เห็นว่าเราเสียภาษีไม่ถูกต้องเท่านั้นครับ

ที่ต้องออกตัวไว้แบบนี้ตั้งแต่แรก เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาในตอนหลัง เพราะมีหลายคนมาถามว่า ยื่นภาษีจะต้องส่งเอกสารตอนไหน ตอบให้ชัดตั้งแต่ตอนนี้ก่อนเลยละกันครับ เอาล่ะ.. มาเข้าสู่เนื้อหากันเลยดีกว่าครับผม

ยื่นภาษี 1st Time ครั้งแรกเราต้องรู้และจัดการอะไรบ้าง?

สำหรับคนที่ไม่เคยยืนภาษี หลังจากที่เข้าสู่หน้า ยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ต สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การสมัครสมาชิก เอ้ย ลงทะเบียน สำหรับการยื่นภาษีผ่านอินเตอร์เน็ต กันก่อนครับ เพื่อที่จะได้ยื่นอย่างถูกต้อง แต่สำหรับคนที่เคยยื่นภาษีแล้วก็ไปต่อ คลิกที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 / 91 แบบไม่ต้องรอกันเลยครับ

เลือกเมนูทางด้านซ้ายอันที่ใช่สำหรับเราครับ

สำหรับคนที่ไม่เคยยื่นภาษี ต้องลงทะเบียนที่หน้านี้ก่อนครับ

หลังจากที่กรอก Username และ Password เข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้ว หน้าจอของกรมสรรพากรจะแจ้งให้เราไปลงทะเบียนพร้อมเพย์ ถ้าหากต้องการได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็วครับ แต่ถ้าหากใครไม่ได้สมัครก็ไม่ต้องกังวลใจว่าจะไม่ได้คืนนะครับ กรมสรรพากรยืนยันแล้วว่าจะคืนตามปกติ เพียงแต่ว่าไม่ได้คืนเป็นเช็คเหมือนก่อนหน้านี้เท่านั้นเองครับ

หลังจากที่ตรวจสอบข้อมูลที่อยู่เรียบร้อยแล้ว ข้อมูลส่วนแรกที่เราต้องพิจารณา คือ ตัวสถานภาพของผู้มีเงินได้ ซึ่งตรงนี้จะมีทางเลือกอยู่สามทาง คือ โสด สมรส หรือ หม้าย อันนี้ก็เลือกตามสถานภาพจริงไปครับ แต่เคล็ดลับสั้นๆ สำหรับเรื่องนี้คือ โดยส่วนใหญ่กรณีที่สมรสแล้วต่างฝ่ายต่างมีรายได้ (สูง) การเลือกแยกยื่นภาษีจะประหยัดกว่าครับ หรือแม้แต่การมีรายได้ร่วมกันในบางประเภท เช่น ทำธุรกิจร่วมกัน การกระจายสัดส่วนรายได้แยกออกจากกันก็จะประหยัดภาษีมากกว่า ถ้าใครมีเวลาจะลองยื่นแบบคำนวณทั้งสองแบบเปรียบเทียบกันดูก็ได้ครับ (ใครสนใจอ่านเรื่องนี้แบบละเอียด ผมแนะนำบทความ สรุป!! ครบทุกแนวคิดพิชิตภาษี สำหรับคู่สามีภรรยา ให้ลองศึกษาเพิ่มเติมครับ)

เมื่อเลือกสถานภาพเสร็จแล้ว หลังจากนั้นเราจะมาดูกันที่ข้อมูลรายได้กับค่าลดหย่อนกันบ้างครับ ตรงนี้ตามหลักการสำคัญที่ต้องเช็คก่อนคือ ในปี 2561 ที่ผ่านมานั้น เรามีรายได้อะไรบ้าง และรายได้นั้นเป็นรายได้ประเภทไหน กับ เรามีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ โดยตรงนี้แต่ละคนก็เลือกเส้นทางรายได้ และค่าลดหย่อนในปีที่ผ่านมาของตัวเองไปได้เลยครับ

ตรงนี้พรี่หนอมมีคำแนะนำสำหรับการพิจารณาเรื่องรายได้อยู่ 3 ข้อ ครับ นั่นคือ

1. สำหรับคนที่มีรายได้หลายประเภท คุณควรเอาทุกประเภทมายื่นภาษีให้ถูกต้องตามแต่ละประเภทนั้นๆ เช่น ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ขายของออนไลน์ไปด้วย คุณควรจะเลือกเงินได้ประเภทที่ 40(1) กับ 40(8) โดยคุณสามารถหาความรู้เกี่ยวกับเงินได้ทั้ง 8 ประเภทเพิ่มเติมได้ที่โพสด้านล่างนี้ครับ

 


 

2. สำหรับคนที่สามารถเลือกใช้สิทธิ Final TAX (ยอมเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้วไม่นำมารวมคำนวณภาษี) หรือ สิทธิแยกคำนวณภาษีได้ (สำหรับรายได้บางกลุ่ม) คุณควรเข้าใจสิทธิประโยชน์ของมันเพื่อพิจารณาการใช้งานในแต่ละกรณีก่อนครับ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าระหว่างปี 2561 คุณได้รับเงินปันผลจากกองทุน LTF ที่เสียภาษีหัก ณ ทีจ่าย 10% ไว้แล้ว หากเราประเมินแล้วว่า ฐานภาษีในปัจจุบันเรามากกว่า 15% แน่ การเลือกเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย การเลือกใช้สิทธิ Final TAX ได้โดยไม่นำมารวมคำนวณภาษีนั้น น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าสำหรับกรณีนี้ หรือแม้แต่กรณีที่ได้รับเงินปันผลจากหุ้น การพิจารณาเรื่องของเครดิตภาษีเงินปันผลก็เป็นทางเลือกที่ดีว่าควรจะใช้วิธีไหนในการคำนวณภาษี

ผมแนะนำเพิ่มเติมให้อ่านบทความเรื่อง [บทความพิเศษ] ครบทุกความเข้าใจ กำไรจากการขายหุ้น รอลุ้นเครดิตภาษี และคลิปเรื่องภาษีกับการลงทุนในยูทูปที่ผมทำไว้ครับ

 

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของ การที่ออกจากงานระหว่างปี โดยที่เรามีอายุงานมากกว่า 5 ปี และได้รับเงินจากนายจ้าง รวมถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมาอีกก้อนหนึ่ง เราสามารถเลือกใช้วิธีการคำนวณภาษีที่เรียกว่าเงินได้ที่นายจ้างจ่ายครั้งเดียวเนื่องจากออกจากงานได้เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจจะทำให้เราประหยัดภาษีได้มากกว่า โดยถ้าใครมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมแนะนำให้อ่านได้ที่บทความเรื่อง สุดยอดวิธีคำนวณภาษีเมื่อออกจากงาน!!! หรือดูหลักการคำนวณด้านล่างได้เลยครับ

 

 

เลือกหัวข้อ เงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน(ผู้มีเงินได้)(กรณีไม่นำไปรวมคำนวณภาษี)  

3. เงินได้บางกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษี แต่มีประโยชน์ในการใช้สิทธิเพิ่มเติม หรือ ทำให้ชีวิตเราสะดวกขึ้น เช่น เงินได้จากการขาย LTF หรือ RMF ที่เราขายไปในระหว่างปี ตรงนี้ควรเอามากรอกข้อมูลเพิ่มเติมด้วยครับ เพราะสำหรับคนที่ขอคืนภาษี บางทีกรมสรรพากรอาจจะขอดูหลักฐานเพิ่มเติมได้ ถ้าหากเราไม่ได้กรอกข้อมูลตรงนี้ลงไป ซึ่งทำให้เราต้องเสียเวลาในการจัดส่งเอกสารครับ

อย่าลืมเลือกหัวข้อในกลุ่มนี้ก่อนที่จะกรอกข้อมูลเงินได้

กรณีการขาย LTF หรือ RMF อย่าลืมกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนด้วยนะครับ

หรือแม้แต่เงินได้ที่ใช้สิทธิ Final TAX ไปแล้วในข้อ 2 ก็ควรนำมากรอกในช่องของ เงินได้พึงประเมินที่ได้สิทธิเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น(เพื่อนำไปเป็นฐานในการคำนวณซื้อหน่วยลงทุนใน RMF หรือ LTF หรือเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ) เพื่อนำมาเป็นฐานคำนวณหน่วยลงทุนใน LTF RMF หรือเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งตรงนี้จะสามารถนำมาเป็นฐานในการคำนวณยอดซื้อ LTF RMF หรือเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ เพิ่มเติมได้อีกด้วยครับ (ถ้าปี 2561 ใครลืมคิดเรื่องพวกนี้ไป ปี 2562 อย่าลืมนะครับ เผื่อว่าจะได้สิทธิในการซื้อ LTF RMF และประกันชีวิตแบบบำนาญมากขึ้น)

กรอกข้อมูลเงินได้ในส่วนนี้ จะไม่ทำให้เสียภาษีมากขึ้น แต่จะได้สิทธิลดหย่อนมากขึ้นเท่านั้น

อ้อ.. นอกจาก 3 ข้อนี้แล้ว ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องของการยกเว้นรายได้ที่เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับคนที่อายุ 65 ปีขึ้น หรือ เป็นผู้พิการครับ นั่นคือ คนกลุ่มนี้จะได้รับสิทธิยกเว้นรายได้ฟรีๆ จำนวน 190,000 บาท โดยนำมาหักจากรายได้ไปได้เลยครับ

ถ้าอายุเกิน 65 ปีหรือเป็นผู้พิการอย่าลืมกรอกช่องนี้ด้วยนะครับ

ความเข้าใจผิดสำคัญเกี่ยวกับการยื่นภาษีเงินได้

อีกประเด็นหนึ่งสำหรับมือใหม่ยื่นภาษีปีนี้ สิ่งที่เข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือ การถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้นไม่ได้แปลว่าเสียภาษีเรียบร้อยแล้วนะครับ แต่มันหมายถึงการที่เราจ่ายภาษีล่วงหน้า โดยเรามีหน้าที่คำนวณภาษีในปีนี้ว่าได้เท่าไร แล้วเอาภาษีที่หักไว้มาหักออก ส่วนต่างที่เหลือ คือ การยื่นภาษีเพิ่ม หรือ ขอคืนภาษีในภายหลัง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากนายบักหนอมมีรายได้ทั้งปี 600,000 บาท แล้วถูกหักภาษีไว้จำนวน 25,000 บาท เมื่อคำนวณภาษีออกมาแล้วปรากฎว่าต้องเสียจำนวน 21,500 บาท ดังนั้นนายบักหนอมจะได้รับคืนภาษีจำนวน 3,500 บาท เพราะถูกหักภาษีไว้เกินตั้งแต่แรกครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นข้อดีอีกข้อหนึ่งครับ

หลังจากเลือกประเภทรายได้แล้ว เราจะเลือกค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น

ถ้าหากเรารู้ว่าประเภทของรายได้เราเป็นแบบไหน สิ่งที่เราจะได้ต่อมาคือการเลือกหักค่าใช้จ่ายตามประเภทของรายได้นั่นเองครับ ซึ่งรายได้บางประเภทสามารถหักแบบเหมาได้อย่างเดียว บางประเภทสามารถเลือกหักเหมาหรือหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ หรือบางประเภทหักได้แต่ตามจริงอย่างเดียว

เทคนิคสำคัญตรงนี้ คือ ถ้าจะเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง เรามีหลักฐานเพียงพอไหม? ซึ่งถ้าหากหลักฐานที่เรามีนั้นไม่เพียงพอต่อให้เรามีรายจ่ายนั้นขึ้นมาจริงๆ เราก็ไม่สามารถใช้เป็นรายจ่ายได้ครับ

ในมุมมองของพรี่หนอม ผมมองว่าเราควรรู้ยอดรายได้ที่ถูกต้องของเรา และเลือกพิจารณาว่าเราควรหักค่าใช้จ่ายแบบไหนถึงจะคุ้มค่าทั้งด้านภาษีและประหยัดต้นทุนด้านเวลามากที่สุดครับ

ตัวอย่างการเลือกหักค่าใช้จ่ายตามประเภทของเงินได้ที่สามารถเลือกได้ว่าจะหัก เหมา หรือ จริง กรณีมีเงินได้ประเภทที่ 8

ตัวสุดท้าย คือ กลุ่มค่าลดหย่อน

ทีนี้มาถึงเรื่องของค่าลดหย่อนกันบ้าง จริงๆแล้วสิ่งที่เราต้องเช็คคือ ปีนี้เรามีค่าลดหย่อนอะไรบ้าง ถ้าใครสะดวกอ่านอะไรยาวๆ แนะนำให้อ่านเช็คอีกทีที่บทความ สรุปครบ! รายการลดหย่อนภาษีปี 2561 พร้อมเทคนิคที่ทำให้คุณเสียภาษีน้อยที่สุด! แต่่มีเฉพาะค่าลดหย่อนตัวใหม่ดังต่อไปนี้ ที่ผมเห็นว่ามันเป็นประเด็นสำคัญในปี 2561 ที่ต้องเรียนรู้กันครับ นั่นคือ

กลุ่มค่าลดหย่อนใหม่ๆที่ UPDATE ในปี 2561 

บุตรคนที่สอง จะไม่มีช่องให้เลือกต่างหากนะครับ รายการนี้อยู่ในค่าลดหย่อนบุตร แต่พอเลือกแล้วจะมีแยกกันระหว่างบุตรปกติ (เกิดก่อน 2561) กับ บุตรคนที่สองเป็นต้นไป (เกินในปี 2561) ตรงนี้กรอกกันให้ดีนะครับผม

ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร ให้ระวังกรณีที่ภรรยามีเงินได้แยกยื่นภาษี กรณีนี้จะไม่สามารถโอนค่าลดหย่อนตัวนี้ให้สามีได้นะครับ ต้องใช้เป็นของภรรยาหรือไม่งั้นก็ต้องยื่นแบบรวมกันเท่านั้นครับ

บริจาคพรรคการเมือง อยู่ดีๆก็มีตัวนี้โผล่มา แต่ถ้าหากใครบริจาคไปให้พรรคการเมืองที่เรารักตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป สามารถเอามาใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 10,000 บาทกันเลยทีเดียว #ถ้ามีก็ตามกลับไปขอใบเสร็จจากพรรคละกันครับผม

ช็อปช่วยชาติ (ค่าซื้อสินค้าและบริการ) ปีนี้กรอกละเอียดเลย แยกออกมาเป็น ยาง หนังสือ OTOP ดังนั้นใครใช้สิทธิตัวไหน จำยอดไว้ให้ดีนะครับผม

บริจาคโรงพยาบาลรัฐ ลดหย่อนได้ 2 เท่า อันนี้ไม่มีให้กรอก แต่แนะนำให้เลือกช่อง เงินบริจาคสนับสนุนเพื่อการศึกษาและกีฬาแทนนะครับผม ไม่งั้นจะไม่ได้สองเท่าแล้วเดี๋ยวจะมีปัญหาได้จ้า

กรณีบริจาค การศึกษา กีฬา และโรงพยาบาลรัฐ กรอกในช่องนี้โดยที่ไม่ต้องคูณยอดเงิน ระบบจะคำนวณให้เองครับ

ประเด็นสุดท้าย เราควรยื่นภาษีตอนไหน ยังไงดี?

ประเด็นสุดท้ายเป็นเรื่องการยื่นแบบภาษี เพราะมีหลายคนถามมาทุกปีครับ โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2561 สามารถยื่นผ่านอินเตอร์เน็ตได้ถึงวันที่ 9 เมษายน 2562 ถ้าตอนนี้ใครไม่พร้อมค่อยๆรวบรวมเอกสารไป ทำใจร่มๆ และตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนยื่นภาษีนะครับ แต่ถ้าใครพร้อมก่อนก็ลุยก่อนได้เลยครับผม

สำหรับคนที่อยากรู้ว่า กรณีที่เราได้คืนภาษีจะทำยังไงให้ได้คืนเร็วๆ คำแนะนำของผมคือเล่นตามเกมส์เขา และเราต้องไว นั่นคือ เขาอยากให้เราทำอะไรทำได้เลยครับ ตั้งแต่สมัครพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน และคอยตรวจสอบสถานะขอคืนภาษีในเวปกรมสรรพากร ไปจนถึงการยื่นภาษีให้ไวที่สุด เพราะช่วงแรกคนจะยื่นภาษีค่อนข้างน้อยอยู่แล้วครับ

แต่ในทางกลับกัน หากเราเป็นคนที่ต้องเสียภาษีเพิ่ม ผมแนะนำว่า การยื่นให้ช้า คือ การชะลอการจ่ายภาษีที่ดีครับ (ฮ่าๆ) เพราะว่าเราสามารถยื่นได้ช้าสุดถึงต้นเมษายน และถ้ามียอดชำระภาษีเกินกว่า 3,000 บาทก็สามารถเลือกผ่อนชำระได้ถึง 3 งวดด้วยกันโดยที่ไม่เสียดอกเบี้ยครับ (แต่ต้องชำระให้ตรงเวลานะครับ ไม่งั้นเจอปัญหาเงินเพิ่มจะแพงกว่าเดิมครับ) แถมถ้าใครจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ก็จะยิ่งยืดอายุการใช้จ่ายไปได้อีกระยะหนึ่งเลยครับผม

ทั้งหมดนี้ก็เป็นคำแนะนำในการยื่นภาษีประจำปี 2561 กันนะครับ ซึ่งถ้าหากใครอ่านแล้วยังไม่แน่ใจหรือยังไม่เห็นภาพ ผมแนะนำให้ดูคลิปอธิบายด้านล่างนี้เพิ่มเติมไปด้วยเลยครับ

สุดท้ายนี้ ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้และเห็นว่าบทความทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์กับการยื่นภาษีปี 2561 ผมรบกวนฝากส่งต่อบทความนี้ให้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆคนอื่นด้วยนะครับ ใครอยากส่งช่องทางไหนแล้วแต่สะดวกได้เลยครับ เพราะทุกการตอบรับที่เกิดขึ้น มันเป็นกำลังใจที่ดีในการเขียนบทความต่อจากนี้ไปของพรี่หนอมครับ :)

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy