fbpx

ว่าด้วยเรื่องของ การออม การวางแผนภาษี และ มนุษย์เงินเดือน – ตอนที่ 10 | รู้จักกับ RMF


เผลอแป๊บเดียวบทความ “การออม การวางแผนภาษี และ มนุษย์เงินเดือน” ก็เขียนมาจนถึงตอนที่ 10 แล้วครับผมต้องขอบอกตรงๆ กับเพื่อนๆไว้ตรงนี้เลยครับว่า ตัวผมเองก็ไม่คิดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้อ่านมากมายขนาดนี้ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งครับ

ตอนที่ 10 นี้ ผมจะแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ ค่าลดหย่อนที่เป็นการออมเงินระยะยาว อีกตัวหนึ่งที่ใช้ในการประหยัดภาษีของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ได้เป็นอย่างดีไม่แพ้ LTF ซึ่งก็คือ “RMF” นั่นเองครับ

และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมว่าเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ^^

1. RMF คืออะไร

เพื่อนๆหลายคน ก็คงทราบอยู่แล้วว่า RMF ที่เราเคยได้ยินกันบ่อยๆนั้น มีตัวย่อมาจากภาษาอังกฤษคือ “Retirement Mutual Fund” หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็จะเรียกว่า “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” นั่นเองครับ (ต่อจากนี้ไปผมขออนุญาตเรียกย่อๆว่า RMF นะครับ)

RMF ถือเป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่ง ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการออมและลงทุนในระยะยาว (มากกกกกก) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเลี้ยงชีพของตัวเราเอง (และครอบครัว) หลังจากที่เกษียณอายุงาน โดยกองทุนนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นผลตอบแทนแฝงเช่นเดียวกันกับ LTF ครับ

เอาง่ายๆว่า ออมไว้ใช้ในยามเกษียณ หรือ ยามที่เราแก่ นั่นเองแหละครับ…

.
.

ทีนี้ก็อาจจะยังมีคนสงสัยว่า RMF ถือเป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่ง แต่ว่า “กองทุนรวม” มันคืออะไรกันล่ะ?

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว

สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า กองทุนรวม ผมก็ขอสรุปสั้นๆอีกครั้งนะครับว่า กองทุนรวม คือ เครื่องมือในการลงทุนประเภทหนึ่ง สำหรับผู้ลงทุนรายย่อยที่อยากจะนำเงินมาลงทุน แต่มีงบ (เงิน) น้อย หรือคิดว่าตนเองไม่มีความรู้ในการลงทุนดีพอ จึงหวังพึ่งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ เป็นตัวกลางในการนำเงินของเราไปลงทุน โดยซื้อเป็นหน่วย ที่เรียกว่า “หน่วยลงทุน” นั่นเองครับ

กองทุนรวม

โดยผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนในกองทุนรวมต่างๆก็คือ “กำไรจากส่วนต่างของราคาหน่วยลงทุน” และ “เงินปันผลที่กองทุนประกาศจ่าย” (ถ้าเป็นกองทุนที่มีการจ่ายเงินปันผล แต่สำหรับ RMF นั้นจะไม่มีการจ่ายเงินปันผลครับ)

2. ใครที่ควรจะลงทุนใน RMF บ้าง

เนื่องจาก RMF เป็นกองทุนที่เหมาะสำหรับคนที่ออมไว้ใช้ในยามเกษียณหรือยามแก่ ดังนั้น กลุ่มที่ผมคิดว่าเหมาะมากๆก็คือ คนที่คิดว่าตัวเองจะอยู่ไปถึงตอนแก่นั่นเองครับ (ฮ่าๆๆ ล้อเล่นนะครับ)

จริงๆแล้ว กลุ่มที่เหมาะสมที่สุด ผมคิดว่าน่าจะเป็น มนุษย์เงินเดือนที่ทางนายจ้างหรือบริษัทฯ ยังไม่มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณอย่างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) นั่นเองครับ

ซึ่งในกรณีนี้ผมหมายความรวมไปถึง ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระต่างๆ ก็สามารถที่จะเลือกออมเงินโดยวิธีนี้ได้เช่นกันครับ

เคยมีบางคนถามกับผมว่า ตอนนี้ตัวเองยังไม่แก่แต่ก็ไม่ต้องออมก็ได้ มาใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่าไหม

ถ้าถามมาแบบนี้ ผมก็มักจะแนะนำให้กลับไปอ่านบทความตอนที่ 5 เรื่อง การออมและการประหยัดภาษี อีกสักครั้ง เพื่อที่จะได้เข้าใจว่า “การออม” เพียงแค่น้อยนิดก็ทำให้เราสามารถมีอิสรภาพทางการเงินได้เช่นกันครับ

คลิกที่รูปเพื่ออ่านบทความได้เลยครับ :D

3. RMF มีกี่ประเภท และมีผลตอบแทนอะไรให้บ้าง

สิ่งที่ RMF แตกต่างจาก LTF ก็คือ RMF มีกองทุนที่หลากหลายให้เลือกลงทุน ตั้งแต่กองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุน กองทุนผสมต่างๆ ซึ่งแล้วแต่บลจ.แต่ละแห่งจะกำหนดมาว่า น่าสนใจหรือไม่ อย่างไรก็ตามผมขอแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ตามระดับความเสี่ยง ตังนี้ครับ

1. ระดับความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ กองทุนตราสารเงิน กองทุนพันธบัตร
2. ระดับความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ กองทุนตราสารหนี้ กองทุนผสมระหว่างตราสารทุนและตราสารหนี้
3. ระดับความเสี่ยงสูง ได้แก่ กองทุนตราสารทุน กองทุนที่ลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธิ กองทุนทองคำ และกองทุนอื่นๆ ฯลฯ

โดยเราสามารถเลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่คิดว่าตัวเองสามารถยอมรับได้ โดยผมจะมาพูดถึงว่าเราควรจะลงทุนในกองทุนประเภทไหนบ้างในตอนต่อๆ ไปแล้วนะครับ ^^

4. สิทธิประโยชน์ในการประหยัดภาษีของ RMF

ผู้ที่ลงทุนใน RMF จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการประหยัดภาษีเช่นเดียวกันกับ LTF ดังนี้

1) สามารถนำมาหักลดหย่อนได้จำนวนไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาทแต่ถ้ามีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือประกันชีวิตแบบบำนาญแล้ว เมื่อนำมารวมกับเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนใน RMF แล้วก็ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

2) กำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ไม่ต้องเสียภาษี

5. การลงทุนใน RMF นั้นต้องปฎิบัติตามเงื่อนไขอย่างไร

สำหรับการลงทุนใน RMF นั้น เราต้องปฎิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ถึงจะได้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีอย่างครบถ้วนครับ

ในปีแรกที่ซื้อหน่วยลงทุน
(1) ซื้อไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของเงินได้ที่ได้รับหรือไม่น้อยกว่า 5,000 บาท แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า
(2) ห้ามขายคืนหน่วยลงทุน (ถ้าขายก็ไม่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีสิคร้าบบ)

หลังจากซื้อปีแรก
(1) ต้องซื้อติดต่อกันไปทุกปี แต่สามารถที่จะซื้อปีเว้นปีก็ได้
(2) จำนวนเงินที่ซื้อต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของเงินได้ที่ได้รับหรือไม่น้อยกว่า 5,000 บาท
(3) แต่ละปีหลังจากปีแรก ห้ามขายหน่วยลงทุนคืน เว้นแต่
– ถือ RMF ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับตั้งแต่วันที่ซื้อครั้งแรก และ มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ หรือ
– ตาย หรือ ทุพพลภาพ
(4) สามารถโอนหน่วยลงทุนระหว่างกองทุน RMF ได้

หากทำผิดเงื่อนไขข้างต้นขึ้นมาแล้วล่ะก็ เราต้องปฏิบัติดังนี้ครับ
(1) ต้องนำ RMF ที่ลดหย่อนไปแล้วกลับไปยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 , 91 เพิ่มเติม ของปีที่ลดหย่อนนั้น (ทุกปีเป็นรายปี)
(2) หากยื่นแบบ ภ.ง.ด.90, 91 เพิ่มเติมภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดจากปีที่ผิดเงื่อนไขไม่เสียเงินเพิ่ม

สำหรับผู้ที่สนใจตัวกฎหมายนั้น สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามแหล่งอ้างอิงดังนี้ครับ

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 171)
http://www.rd.go.th/publish/39784.0.html
กฎกระทรวงฉบับที่ 265 (พ.ศ. 2551)
http://www.rd.go.th/publish/37226.0.html
กฎกระทรวงฉบับที่ 267 (พ.ศ. 2551)
http://www.rd.go.th/publish/39646.0.html

ถ้าหากใครสนใจข้อมูลเกี่ยวกับ LTF ก็อย่าลืมอ่านบทความที่เกี่ยวกับ LTF ก่อนหน้านี้เพิ่มเติมด้วยนะครับ

http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-7/
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-8/
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-9/

ผมหวังว่า บทความในตอนนี้จะทำให้เพื่อนๆเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง RMF เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ

สำหรับตอนต่อไป ผมจะมาอธิบายถึงรายละเอียดและเงื่อนไขเกี่ยวกับการซื้อ RMF อย่างละเอียด รวมถึงอธิบายเกี่ยวกับความเข้าใจผิดและความแตกต่างระหว่าง LTF และ RMF ให้เพื่อนๆเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นครับ ยังไงก็ฝากติดตามกันด้วยนะครับ ^^

สุดท้ายนี้ ถ้าหากถูกใจบทความแล้วละก็ ผมรบกวน Like หรือ Share ให้กับผมบ้างนะคร้าบบบ…

:D

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy