fbpx

ว่าด้วยเรื่องของ การออม การวางแผนภาษี และ มนุษย์เงินเดือน – ตอนที่ 12 | LTF และ RMF (จบ)


ช่วงนี้ผมห่างหายจากการเขียนบทความชุด “ว่าด้วยเรื่องของ การออม การวางแผนภาษี และ มนุษย์เงินเดือน” ไปเกือบๆสองอาทิตย์ครับครับ เนื่องจากภารกิจของผมที่เยอะมากๆๆๆๆๆๆ แหะๆ ยังไงก็อย่าเพิ่งลืมกันนะครับ ><

วันนี้่เราจะกลับมาคุยกันต่อในเรื่องของ RMF และ LTF ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่าคงเป็นตอนสุดท้ายของเรื่องนี้แล้วล่ะครับ ตอนหน้าจะได้ขยับขยายไปเขียนเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนอื่นๆบ้าง (มีคนแอบบ่นมาว่า เขียนแต่เรื่องนี้มา 5 ตอนติดกันแล้ว – -‘ )

ถ้าหากใครลืมไปแล้วว่า เจ้า LTF กับ RMF มันคืออะไรและมีสิทธิประโยชน์ทางภาษียังไงบ้าง ก็สามารถกลับไปอ่านตอนเก่าๆ เพื่อทบทวนได้อีกครั้งนะครับ

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

ตอนที่ 7 | รู้จักกับ LTF
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-7/
ตอนที่ 8 | รู้จักกับ LTF (ต่อ)
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-8/
ตอนที่ 9 | รู้จักกับ LTF (จบ)
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-9/

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

ตอนที่ 10 | รู้จักกับ RMF
http://tax.bugnoms.com/journal/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-10/
ตอนที่ 11 | รู้จักกับ RMF (ต่อ)
http://tax.bugnoms.com/journal/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-11/

โดยตอนที่ 12 หรือตอนสุดท้ายนี้ ผมได้ทำตารางสรุปความแตกต่างระหว่างการลงทุนในกองทุนรวม LTF และ RMF ออกมาให้ดูดังนี้ครับ

(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่ได้เลยครับ ^^)

หากใครไม่เข้าใจหรือสงสัยเกี่ยวกับเรื่องไหนก็เป็นพิเศษ ก็สอบถามได้ที่หน้าเพจ “บล็อกภาษีข้างถนน” หรือจะ Comment คำถามไว้ท้ายบทความด้านล่างนี้ได้เลยครับ ^^

ต่อมาก็เป็นเรื่องของคำถามสุดฮิตอีกคำถามหนึ่งที่ผมได้รับบ่อยๆ ก็คือ “เราควรจะลงทุนใน RMF อย่างไรถึงจะได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด”

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่ากองทุน RMF นั้น เมื่อซื้อแล้วเราไม่สามารถขายได้จนกว่าผู้ซื้อจะมีอายุ 55 ปี ซึ่งแปลว่า เงินที่เรานำมาซื้อกองทุนนี้ จะต้องเป็นเงินที่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบไปใช้จ่ายใดๆ หรือที่เค้าเรียกกันว่า “เงินญี่ปุ่น” หรือ “เงินเย็น” นั่นเองครับ (ฮาา)

เมื่อระยะเวลานานขนาดนั้น ปัญหาต่อมาก็คือวิธีที่เราจะเลือกใช้ในการลงทุนแล้วล่ะครับ ว่าทำอย่างไรจะให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด นอกจากประหยัดภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ก่อนที่เราจะไปถึงวิธีการลงทุนใน RMF ผมขออนุญาตแทรกความรู้เกี่ยวกับการลงทุนใน “กองทุนรวมหุ้น” ไว้เพิ่มเติมละกันนะครับ

ปกติแล้วรูปแบบของกองทุนรวมที่ลงทุนใน “หุ้น” นั้นจะมีอยู่ 2 แบบ คือ กองทุนรวมแบบเชิงรุก (Active) และ กองทุนรวมแบบเชิงรับ (Passive)

กองทุนรวมเชิงรุก หรือ Active Fund คือ กองทุนที่เน้นนโยบายเพื่อที่จะให้ผลตอบแทน “ชนะ” ผลตอบแทนรวมของตลาด โดยผู้จัดการกองทุนจะมีเป้าหมายทำให้ผลตอบแทนมากกว่าตลาดให้ได้ ซึ่งผลของความพยายามแบบนี้ก็จะทำให้เกิดผลอยู่ 2 ประเภทคือ

1. ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด จากการลงทุนที่เป็นไปตามการคาดการณ์ของผู้จัดการกองทุน
2. ในทางกลับกัน ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาด จากการลงทุนที่ผิดพลาดของผู้จัดการกองทุน

ส่วน กองทุนรวมเชิงรับ หรือ Passive Fund คือ กองทุนที่เน้นนโยบายเพื่อที่จะให้ผลตอบแทน “ใกล้เคียง” กับ ค่าเฉลี่ยรวม หรือ ตลาดโดยที่จะพยายามกระจายการลงทุนให้ใกล้เคียงกับตลาดที่สุด ดังนั้นผลตอบแทนที่เราได้รับนั้น ก็จะใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดในช่วงนั้นๆครับ

สมมุติ ตลาดหลักทรัพย์มีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 20%

กองทุนแบบ Active Fund ก็จะพยายามบริหารกองทุนให้เอาชนะผลตอบแทนที่ 20% ให้ได้ ซึ่งอาจจะทำให้กองทุนได้ผลตอบแทนมากกว่า 20% หรืออาจจะผิดพลาดจนกระทั่งขาดทุนไปจนถึง -20% ก็เป็นได้ เพราะการลงทุนนั้นจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุนนั่นเองครับ

ส่วนกองทุนแบบ Passive Fund ก็จะพยายามบริหารกองทุนให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยที่สุดครับ คือ 20% ตัวอย่างเช่น พวก Index funds และ ETF (Exchanged Traded Funds) ต่างๆ

แต่ถ้ากลับกันแล้วตลาดหลักทรัพย์มีผลตอบแทนเฉลี่ยเป็น -20% กองทุนแบบ Passive ก็จะทำให้ผลตอบแทนของเราใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย ก็คือขาดทุนประมาณ 20% เช่นเดียวกันกับตลาดครับ

หรือถ้าคุณอยากรู้ว่ากองทุนเป็นเชิงรุกหรือเชิงรับนั้น เราสามารถศึกษาได้ที่ นโยบายการลงทุน ของกองทุนก็ได้ครับ

(ภาพประกอบจาก K-ASSET)

ทีนี้เรากลับมาเรื่องวิธีการลงทุนใน RMF กันต่อดีกว่าครับ ^^

โดยปกติแล้ว กองทุนรวม LTF และ RMF ที่เน้นลงทุนในหุ้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นการบริหารแบบ Active Fund มากกว่า Passive Fund ครับ แต่เนื่องจากกองทุนรวม RMF นั้นมีข้อแตกต่างที่เหนือกว่ากองทุนรวม LTF ตรงที่มีการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง ได้แก่ ตราสารเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุน (หุ้น) ทองคำ แต่ในขณะที่กองทุน LTF จะมีแค่เพียงตราสารทุน (หุ้น) เท่านั้น

นอกจากนั้น กฎหมายยังให้สิทธิประโยชน์ในการสับเปลี่ยนระหว่างกองทุน RMF เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนให้กับเรานั่นเองครับ โดยที่ทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอาจจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการซื้อขายของกอง RMF ที่สับเปลี่ยนบ้าง ในส่วนนี้คงต้องดูรายละเอียดในแต่ละกองทุนไปครับ

ความเสี่ยงและโอกาสการสับเปลี่ยนกองทุนกำลังบอกอะไรกับเรา?

ถ้าหากว่าเรามีเวลาในการติดตามตลาดและศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนแล้วล่ะก็ การลงทุนผ่าน RMF โดยใช้การจับจังหวะแนวโน้มเข้า-ออกเพื่อสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน และการยอมรับความเสี่ยง ก็น่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้เช่นกันใช่ไหมละครับ?

ผมอยากให้เพื่อนๆ ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าหากตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น เราก็เลือกลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) เพื่อที่คาดหวังผลตอบแทนในอัตราที่มากกว่าการลงทุนในกองทุนรวมประเภทอื่น ซึ่งเมื่อไรที่เราพอใจกับผลตอบแทนที่เราได้รับแล้ว เราก็สามารถสับเปลี่ยนจากกองทุนตราสารทุน ไปยังกองทุนตราสารเงิน เพื่อเป็นการพักเงินก่อน (ซึ่งตรงนี้เราจะได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นแล้วจากตราสารทุน)

เมื่อเกิดจังหวะวิกฤต หรือหุ้นขาลง ถือว่าเป็นโอกาสที่เราจะสับเปลี่ยนจากกองทุนในตราสารเงิน มาลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) ใหม่ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นอีกครั้งหนึ่งก็ได้ครับ

แต่ถ้าหากในตอนแรกเรายังไม่แน่ใจนัก เราก็สามารถเลือกลงทุนในกองทุน RMF ที่มีความเสี่ยงต่ำๆ เช่น กองทุนตราสารเงิน หรือ กองทุนตราสารหนี้ แล้วค่อยรอจังหวะที่เหมาะสมในการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนก็ได้ครับ โดยการสับเปลี่ยนระหว่างกองทุน RMF นั้น เราสามารถสับเปลี่ยนกี่ครั้งก็ได้ ไม่จำกัดจำนวน และไม่มีผลกระทบกับภาษีที่ได้ลดหย่อนไปแล้วครับ

หวังว่าข้อมูลข้างต้นนี้ คงทำให้เพื่อนๆ พอเห็นภาพรวมของการลงทุนใน RMF และโอกาสในการทำกำไรระยะยาวจาก RMF กันบ้างแล้วใช่ไหมครับ ^^

ถ้าหากต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมขอแนะนำหนังสือ “คู่มือบริการ RMF และ LTF” ตอน “มีเงิน 10 ล้าน ด้วยเงิน 1 แสนบาท RMF&LTF ช่วยคุณได้!” โดย “คุณอัครนันท์ ปริญญากุลเสฎฐ์” (สำนักพิมพ์ปัญญาชน) ซึ่งอธิบายเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างละเอียดและมีตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆครับ

หมายเหตุ: การสับเปลี่ยนนี้กองทุนในลักษณะนี้ กองทุนรวม LTF ก็สามารถทำได้เหมือนกันครับ เพียงแต่ว่าปัจจุบันนี้ ความเสี่ยงของกองทุน LTF ทั้งหลายไม่มีความแตกต่างกันมากเท่าไรนัก เนื่องจากเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นเหมือนๆกันไปหมด ทำให้ไม่รู้จะสับเปลี่ยนไปทำไมน่ะครับ – -‘

ในที่สุดก็จบบริบูรณ์สักทีนะครับ กับเรื่องของ LTF และ RMF ส่วนตอนต่อไปผมก็จะเปลี่ยนไปเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการวางแผนการออมของมนุษย์เงินเดือนต่อไปครับ ยังไงถ้าเพื่อนๆเห็นว่าบทความนี้น่าสนใจก็อย่าลืมแนะนำให้เพื่อนหรือคนรู้จักบ้างนะครับ

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าคำถามที่เพื่อนๆมักจะถามกันมาทาง Message ของหน้าเพจ บล็อกภาษีข้างถนน ว่า เราควรจะซื้อกองทุน LTF, RMF ของอะไรแบบไหน และอย่างไรนั้น ผมขอตอบรวมๆไปเลยแล้วกันนะครับว่า…

ขั้นแรกของการลงทุนอะไรก็ตาม ให้เริ่มต้นโดยการพิจารณาตัวเองก่อนว่า คุณนั้นเป็นนักลงทุนแบบไหน ยอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน และพอใจกับผลตอบแทนที่เท่าไร เมื่อรู้แล้วถึงจะค่อยตัดสินใจลงทุนครับ…

แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคร้าบบบบ ….

:D

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy