เรื่องเล่าหลัง Live : กองทุนรวม Active – Passive และ ETF ลงทุนยังไงให้เหมาะกับเรา

โพสต์เมื่อ: 07 พ.ค. 2016 - ป้ายกำกับ: , ,


สวัสดีครับ! กลับมาพบกับผม TAXBugnoms จอมซนกันอีกครั้ง สำหรับบล็อกวันนี้ผมตั้งใจเขียนขึ้นมาสรุปเนื้อหาของงานเสวนาขำขันเมื่อวันก่อน (5 พฤษภาคม 2559) ที่ได้ไปพูดคุย Facebook Live กับกูรูด้านการเงินและลงทุนทั้ง 2 ท่าน นั่นก็คือ เพื่อนเลิฟอย่างหมอนัท คลินิกกองทุน และรุ่นพี่ที่เคารพรักอย่าง พี่กิต DaddyTrader ในหัวข้อเฮฮาเรื่อง เราจะลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแบบไหนดี Active Passive หรือ ETF ให้ตรงใจไม่เจ็บและไม่เหนื่อยครับผม!gvk

เอาจริงๆ ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจจะเขียนบทความลงบล็อกแบบนี้หรอกครับ เพราะปกติก็จะทำแค่เอาคลิปเสวนาไปลงที่ Youtube Channel ของตัวเองเท่านั้น (ยังไงฝากกดติดตามซับตะไคร้ที่ TAXBugnoms Channel ด้วยนะครับ) แต่งานเสวนาวันนี้ปรากฎว่าอยู่ดีๆ คลิปที่บันทึก Live ไว้ทั้งหมดก็หายไปอย่างไร้ร่อยรอง !!! และนั่นเลยเป็นเหตุผลที่ต้องมานั่่งเขียนหลังขดหลังแข็งแทนครับ แฮ่มมมม TwT

สำหรับประเด็นเสวนาที่พูดคุยกันเมื่อวันก่อนก็เป็นเรื่องของมุมมองของการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ Active Fund, Passive Fund และ ETF ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภท ดังนั้นผมขอสรุปให้ฟังสั้นๆ ตามตารางด้านล่างนี้ละกันครับ

SSS

หมายเหตุ : กองทุน ETF หรือ Exchange Traded Fund คือ กองทุนเปิดที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เหมือนหุ้น โดยอ้างอิงดัชนีต่างๆได้หลายประเภท เช่น ดัชนีราคาหลักทรัพย์ (Equity ETF เช่น TDEX) ดัชนีราคาตราสารหนี้ (Bond ETF) และ ดัชนีราคาทองคำ (Gold ETF) และ ETF เองก็ถือว่าเป็น Passive Fund อีกประเภทหนึ่งครับ

หากพูดสรุปโดยรวมคือ Active Fund คือ กองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนทำการคัดเลือกหุ้นเพื่อลงทุน ส่วน Passive Fund (รวมถึง ETF) ไม่จำเป็นต้องใช้การคัดเลือกหุ้นเพื่อลงทุน แต่ให้ลงทุนโดยอ้างอิงจากดัชนีเป็นหลัก ซึ่งการดูว่าผู้จัดการกองทุนมีความสามารถดีหรือไม่ กองประเภท Active Fund จะดูจากผลตอบแทนว่ามากหรือน้อย ถ้าบริหารแล้วกองทุนได้ผลตอบแทนดีกว่ากองอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ก็แปลว่าผู้จัดการกองทุนนั้นมีความสามารถดี (เก่ง)

ส่วนกองประเภท Passive Fund นั้น ผู้จัดการกองทุนที่เก่งจะทำให้ผลตอบแทนของกองทุนใกล้เคียงดัชนีอ้างอิงมากที่สุด (ผลตอบแทนมากกว่าก็ไม่ดี น้อยกกว่าก็ไม่ชอบ) โดยกองทุนประเภท Passive จะวัดความสามารถของผู้จัดการกองทุนจากความแตกต่างระหว่างผลตอบแทนของกองทุนกับผลตอบแทนของดัชนีที่ใช้อ้างอิง ด้วยค่า Tracking Error ถ้าค่า Tracking Error น้อยแปลว่าทาง บลจ. นั้นๆ บริหารกองทุนได้ดี เช่น มีการเก็บค่าธรรมเนียมที่ต่ำ หรือมีแนวทางการบริหารสินทรัพย์ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ซื้อ-ขายสัญญาล่วงหน้า(บ้าง) มีการติดตามดูแลให้ผลตอบแทนติดตามดัชนีได้มากที่สุด (เนื่องจากกองทุนแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ผู้จัดการกองทุน)

โดยปกติแล้ว ค่าธรรมเนียมของกองทุนหุ้นประเภท Active Fund นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 1.3%-2.0% ส่วนค่าธรรมเนียมของกองทุน Passive Fund (รวมถึง ETF) นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 0.5 – 1.0%



หากใครสนใจรายละเอียดของ Active Fund Passive Fund และ ETF แนะนำให้อ่านบทความเหล่านี้เพิ่มเติมครับ

1) อยาก DCA หุ้น แต่เลือกหุ้นไม่เก่ง TDEX ตัวเดียวจบ
2) กองทุน Passive VS Active แบบไหนดีกว่ากัน !!
3) จะเลือกอย่างไร ? ให้ได้สุดยอด Passive Fund

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ากองไหนเป็น Active หรือ Passive?

ถ้าหากเป็นกองทุนเปิด ETF ทุกกองจะถือเป็น Passive Fund อยู่แล้วโดยปริยาย เนื่องจากเป็นการลงทุนในลักษณะอ้างอิงดัชนีต่างๆเป็นหลัก (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อีทีเอฟ (ETF)) ในขณะกองทุนรวมทั่วไป ผมแนะนำวิธีง่ายๆ คือ ดูจากหนังสือชี้ชวน หรือ ข้อมูลส่วนสรุป ก็จะบอกได้ว่ากองไหนเป็น Passive Fund ครับ หรือถ้าง่ายกว่านั้นก็ติดต่อสอบถามทาง บลจ. ที่ดูแลกองทุนนั้นๆ ก็ได้ครับ

TMBSET

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับกองทุนที่ไปลงทุนในหน่วยลงทุนต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง เช่น กองทุน FIF ต่างๆ จะมีการเขียนไว้ว่า มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทุนหลัก (Master Fund) ซึ่งเราต้องตามไปดูต่อว่า กองทุนหลักนั้นเป็นกองทุนที่ดำเนินนโยบายแบบใด เพราะการลงทุนแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า เป็นการดำเนินนโยบายแบบ Passive Fund นะคร้าบ

คำถามที่ไม่มีคำตอบ : ลงทุนในอะไรดีกว่า ?

เมื่อมาถึงตรงนี้จะมีตัวเลือกฮอตฮิตว่าควรจะลงทุนในอะไรดี ซึ่งผมบอกตรงๆว่า “ไม่รู้” ครับ เพราะการลงทุนต่างๆนั้น มันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆที่เราใช้พิจารณา แต่จากการเสวนากับกูรูทั้ง 2 คนเมื่อวันก่อนนั้น ทำให้ได้ข้อพิจารณาคร่าวๆ ในการตัดสินใจดังนี้ครับ

1. ถ้าหากเรามีเวลาศึกษาข้อมูลกองทุน ศึกษานโยบายต่างๆของกองทุน รวมถึงกลยุทธ์ของผู้จัดการกองทุน การลงทุนใน Active Fund อาจจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า ถึงแม้ว่าการศึกษาในต่างประเทศจะมีข้อมูลบอกว่า Passive Fund ดีกว่าก็ตาม แต่เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีหุ้นจำนวนน้อย การลงทุนของกองทุนรวมหุ้นแบบ Active Fund ยังสามารถอาศัยกลยุทธ์ของผู้จัดการกองทุนได้อยู่ (จากข้อมูลย้อนหลังพบว่า มีกองทุนรวมหุ้นจำนวน 20-30% ของกองทุนรวมทั้งหมดที่ยังสามารถเอาชนะผลตอบแทนของตลาดหุ้นได้)

2. ถ้าหากเราไม่มีเวลาศึกษารายละเอียดกองทุน เลือกกองทุนไม่เป็น ไม่อยากศึกษาอะไรเพิ่มเติม ไม่รู้จักผู้จัดการกองทุน งงกับนโยบายที่เยอะแยะมากมาย แต่มีความต้องการลงทุนในตลาดหุ้นโดยอาศัย “เกาะ” ผลตอบแทนรวมของดัชนีตลาดหุ้นไทย อารมณ์แบบตลาดไปไหนเราขอไปด้วย การเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่เป็น Passive Fund หรือ ETF อาจจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า เพราะเราจะได้ประโยชน์เติบโตและขาดทุนไปพร้อมๆกับตลาด บวกกับข้อได้เปรียบของกองทุนประเภทนี้ที่มี “ค่าธรรมเนียมต่่ำ” ซึ่งช่วยเพิ่มผลตอบแทนแบบทบต้นให้กับเราได้อีกด้วยครับ



ผมได้ไปค้นหาเพิ่มเติมพบว่ามีบทความดีๆ จากเพจ Bear Investor ที่พูดถึงเรื่องนี้ในบทความที่มีชื่อว่า 10 ปีผ่านไป กองหุ้นไทยเทียบ SET TRI  ซึ่งถ้าหากใครสนใจลงทุนในกองทุน Index Fund ลองติดตามตามอ่านบทความของทางเพจนี้ได้เลยครับ

แล้วพรี่หนอมลงทุนในอะไร?

สำหรับผมเอง ผมลงทุนทั้งสองประเภทครับ มีทั้งกองทุนแบบ Active และ Passive Fund โดยเน้น Active Fund ในการลงทุน LTF ส่วน Passive Fund เน้นการลงทุนระยะยาว (เป้าหมายการลงทุนตั้งไว้ประมาณ 10 ปีขึ้นไป) ซึ่งใช้วิธีบริหารจัดการแบบ Range Re-balancing คล้ายๆกับบทความ INDEX Fund จาก Dekisugi.net ครับผม

INAA(ตัวอย่างการลงทุนแบบไม่เปิดเผยชื่อกองทุน)

จากประสบการณ์ของผมตั้งแต่ลงทุนมา 7-8 ปี ผมพบความจริงข้อหนึ่งว่าตัวผมเองเหมาะกับ การตั้งใจทำมาหากินสร้างรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้น แล้วปล่อยให้การลงทุนเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการชีวิตมากกว่า (ความจริงอันแสนเศร้า) ดังนั้นวิธีการลงทุนในปัจจุบันผมจึงไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนสูงสุด แต่หวังให้เติบโตไปตามแนวโน้มของตลาดหุ้นระยะยาวมากกว่า ดังนั้นการลงทุนของผมจึงให้น้ำหนักกับการลงทุนกองทุนรวมที่เป็น Passive Fund เป็นส่วนใหญ่ครับ

 

 

ผมเชื่อว่าการเลือกกองทุนรวมที่ดีก็เหมือนกับการเลือกคู่ชีวิตครับ บางทีเราอาจจะไม่ได้ต้องการคนที่เก่งที่สุด หน้าตาดีที่สุด ที่ทำให้เรามีความสุขครบทุกด้าน แต่เราอาจจะต้องการแค่ใครสักคนที่อยู่ข้างๆ เดินทางไปกับเราด้วยความสบายใจว่าเค้าจะเติบโตไปพร้อมกับเราตลอดไป (แหม่.. ว่าเข้าไปนั่น)

สำหรับสิ่งที่อยากจะเน้นย้ำก่อนจากกันก็คือ บทความนี้เป็นเพียงการแชร์ประสบการณ์เพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องแนวคิดในการลงทุนมากกว่าแนะนำว่าให้ลงทุนอย่างไรนะครับ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนของเราทุกคน คือ การรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร มีเป้าหมายอย่างไร และจะใช้เครื่องมืออะไรให้ไปสู่เป้าหมายนั้นมากกว่าครับ

สุดท้ายนี้ต้องออกตัวไว้ก่อนด้วยประโยคสุดคลาสสิกว่า เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการลงทุนของตัวเองให้ดี เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนคร้าบบ

ป.ล. ขอขอบคุณหมอนัท และ Daddytrader ที่ตามมาช่วยแก้ไขบทความให้ถูกต้องยิ่งขึ้นอีกครั้งหนึ่งไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ หวังว่าคราวหน้า Facebook Live คงจะไม่หายแล้วนะครับ TwT





ปิดโหมดสีเทา

Send this to friend

.