รถโดนชนเมื่อไร อย่าลืมไปเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถด้วยนะจ๊ะ

โพสต์เมื่อ: 06 ก.ย. 2016 - ป้ายกำกับ: ,


สวัสดีครับ กลับมาพบกันกับผม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิมเพิ่มเติมบทความประจำบล็อกภาษีข้างถนนกันอีกแล้วคร้าบบ สำหรับบทความวันนี้ไม่ได้อัพเดทเรื่องภาษี แต่มีความรู้เรื่องการเงินและประกันภัยรถยนต์เล็กๆน้อยๆ ที่เจอด้วยตัวเองมาเล่าให้ฟังครับ

หากใครได้ดู Facebook Live ตอนล่าสุดเมื่อประมาณสองอาทิตย์ก่อน ที่ผมได้พูดคุยร่วมกับน้องเอ้ วางแผนการเงินกับ Insuranger แล้วคงจะได้ยินคำถามที่น้องถามว่า “พี่หนอมทำประกันรถยนต์หรือเปล่า” ซึ่งผมก็ตอบกลับไปตามความจริงว่า “ไม่ได้ทำว่ะ” เล่นเอามึนกันไป (ปกติคนจะเลือกทำประกันรถ แต่ไม่ทำประกันสุขภาพ แต่กรณีนี้ใช้ไม่ได้กับชีวิตของผมครับ ฮ่าๆ)

โดยสาเหตุที่ผมตัดสินใจไม่ทำประกันรถยนต์นั้น เพราะผมคิดว่า ที่ผ่านมาไม่ค่อยจะมีปัญหาสักเท่าไร (เว้นแต่ซื้อรถใหม่มา 2-3 ปีแรกอาจจะยังทำอยู่นะครับ) เนื่องจากพฤติกรรมขับรถส่วนใหญ่ของผม คือ อยู่ในเมืองเป็นหลัก มีออกไปต่างจังหวัดก็แค่พัทยาซึ่งเป็นบ้านของภรรยา ส่วนที่จอดก็มักจะจอดอยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ค่อยต้องกลัวรถหายสักเท่าไร นอกจากนั้นจากประวัติที่ขับรถมาประมาณ 10 กว่าปีเรียกได้ว่าไม่เคยมีปัญหาสักเท่าไร จะมีบ้างก็พวกถอยไปชนเสา หรือไม่ก็โดนคนขับรถมาชนเสียเอง แฮ่ๆ

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่อ้างมา ผมเลยตัดสินใจแบกรับความเสี่ยงเรื่องนี้เอาไว้เอง เพราะคิดว่าค่าซ่อมต่อปียังไงก็ถูกกว่าประกันแน่ๆ (ตรงนี้ไม่ได้บอกนะครับว่า การไม่ทำประกันรถยนต์เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะมันขึ้นอยู่กับการพิจารณาและยอมรับความเสี่ยงของแต่ละคนด้วยครับ)

แต่ว่า…. เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รถคันเก่งของผมดันต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน นั่นคือถูกชนกันแบบเต็มๆ ที่ด้านหน้า  ซึ่งกรณีนี้คู่กรณีของผมเป็นฝ่ายผิด ชีวิตผมก็เลยมีปัญหาขึ้นมาทันที เพราะน่าจะไม่มีรถใช้ไปอีกหลายวัน

หลังจากโดนชนเป็นที่เรียบร้อย… ผมลองโทรสอบถามทางประกันของคู่กรณีว่า มีอู่ไหนที่ไปเข้าได้บ้าง ซึงพอนั่งไล่ดูก็มีอู่อยู่สองสามแห่งที่พอจะไปได้ ผมเลยลองโทรหาสอบถามดูก็พบกับคำตอบว่า…

“คุณต้องเอารถเข้ามาดูก่อนค่ะ แล้วค่อยนัดวันซ่อมอีกทีนะคะ” พนักงานสาวเสียงใสบอกกับผมแบบนั้น และปลอบใจอีกครั้งเมื่อแจ้งว่าผมต้องไม่มีรถใช้ไปอีก 10 วันเต็ม

เมื่อชีวิตต้องลำบาก ความเครียดก็ตามมาทันที ทีนี้ผมเริ่มโทษฟ้าโทษฝนละว่า ทำไมรถโดนชนแล้วมันต้องซวยแบบนี้ เราต้องมารับผิดชอบสิ่งที่เราไม่ได้ก่อด้วยเหรอ นั่งค้นหาข้อมูลไปๆมาๆ เลยได้รู้ว่า “เราสามารถเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากทางประกันของคู่กรณีได้ ในกรณีที่เราเป็นฝ่ายถูก” นอกจากนั้นยังสามารถเรียก “ค่าเสื่อมราคาจากการประสบอุบัติเหตุ” ได้อีกด้วย



เจ้าค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ว่านี้ มันเป็นสิ่งที่เราจะได้ในกรณีที่ไม่มีรถใช้ ส่วนข้อมูลของค่าเสื่อมราคานั้นก็คือค่าเสื่อมที่เกิดขึ้นในกรณีที่ทางอู่ไม่ยอมเปลี่ยนอะไหล่ หรือซ่อมให้เราเสื่อมสภาพอะไรทำนองนี้แหละครับ (ตรงนี้ศึกษาดูเพิ่มเติมนะครับ โดยส่วนตัวของผมเองจะโฟกัสแค่ค่าขาดประโยชน์เท่านั้น เพราะคิดว่าเคลมง่ายกว่า)

ทีนี้เมื่อคิดว่าจะเคลมเรียบร้อยแล้ว ก็เลยแจ้งทางอู่เลยครับว่า จะขอเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่ง นั่นคือ รายละเอียดรายการซ่อมที่มีวันที่รับรถและส่งรถออกจากอู่ เพื่อให้รู้ว่ารถเราซ่อมกี่วัน  (แจ้งสั้นๆก็ได้ครับว่าจะเอาไปใช้ขอเบิกประกัน) หลังจากนั้นก็เตรียมพวกรูปถ่ายต่างๆของรถเราไว้ เผื่อใช้ครับ (อันนี้ลอกตามคำแนะนำในอินเตอร์เน็ตเลยนะครับ ฮ่าๆ)

หลังจากนั้น เมื่อรับรถเป็นที่เรียบร้อยและไ้ด้เอกสารหลักฐานมาแล้ว ก็โทรถามทางประกันทันทีครับว่า ต้องใช้หลักฐานอะไรบ้าง ซึ่งทางประกันแจ้งมาครับว่า ต้องใช้หลักๆคือ เอกสารจากอู่ทีว่านี้ สำเนาบัตรประชาชนของเรา สำเนาใบเคลมจากทางประกัน (เลขที่เคลม) แล้วก็หน้าสมุดบัญชีธนาคารที่จะให้โอนเงินเข้านี่แหละครับ (ตรงนี้แนะนำให้โทรถามทางประกันโดยตรงดีกว่านะครับเพราะแต่ละแห่งจะไม่เหมือนกัน)

หลังจากนั้นก็หาวันว่างๆ ขับรถ (ที่ซ่อมเสร็จแล้ว) ไปติดต่อที่สำนักงานของประกันภัยคู่กรณี แล้วบอกว่าอยากได้เบี้ยที่ว่านี้ (ไม่แน่ใจว่าแต่ละที่ชื่อเรียกต่างกันหรือเปล่านะครับ ของผมเค้าจะเรียกว่า BI) ทางประกันเองดูแลเป็นอย่างดีนะครับ ถ้าหากเราไม่เรียกร้องอะไรมาก จะได้ค่าชดเชยวันละ 300 บาท แต่ความเป็นจริงเห็นว่าได้วันละ 500 บาทนะครับ (อ่านรายละเอียดที่กระทู้นี้ได้ครับ : แชร์ประสบการณ์การเรียก “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” จากประกันของคู่กรณีเมื่อรถเราต้องเข้าอู่)  ซึ่งทางผมเองก็ขี้เกียจเรียกร้องอะไรมาก เลยยอมรับค่าเคลม 300 บาทต่อวันเสียแต่โดยดี คิดว่าได้แค่นี้ก็พอแล้ว เพราะเราจะได้มีเรื่องมาเขียนให้แฟนเพจอ่านกัน ก็เท่านั้นแหละฮะ

สรุป

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าเอ๊ะ นี่ไอ้หนอมมันเล่ามาทั้งหมด อยากบอกอะไรเรื่องนี้กับเรา ผมขอสรุปให้สั้นๆ 3 หัวข้อที่อยากจะบอกให้ฟังครับ นั่นคือ

1. ประกันรถยนต์ แต่ละคนมีความจำเป็นในการทำไม่เท่ากัน ดังนั้นตรวจสอบความต้องการให้ดีก่อนว่า เราจะทำไปเพื่ออะไร เรามีความเสี่ยงแบบไหน และเรายอมรับมันได้หรือไม่ครับ ซึ่งสิ่งที่อยากแนะนำเพิ่มนอกจากค่าเบี้ยประกันรถยนต์ก็คือ เลือกเจ้าที่ดูแลเราได้ หรือใช้บริการแล้วไม่มีปัญหา ตรงนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันครับ

2. ผู้เสียหายสามารถเบิกค่าชดเชย หลายๆบทความในอินเตอร์เน็ตมักบอกว่า ส่วนใหญ่แล้วประกันไม่ได้บอก แต่หน้าที่อย่างเราก็คือต้องเรียนรู้ไว้ครับ เพราะถ้าหากเราได้ตรงนี้ก็รักษาสิทธิ์เราไว้ในระดับนึงครับ ถือว่าเป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกันครับ



3. ขับขี่รถอย่างระวัง ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม โอกาสเกิดอุบัติเหตุนั้นมันเกิดขึ้นได้เสมอครับ การขับขี่อย่างระวังเป็นอีกหนึ่งอย่างที่จะช่วยให้เราปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และที่สำคัญคือไม่ต้องเสียเวลาด้วยครับ

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่มีรถยนต์บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ แต่ผมหวังว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ จะไม่ต้องได้ใช้สิทธิเคลมค่าเสียผลประโยชน์พวกนี้ เพราะผมมีความเชื่ออยู่ดีครับว่า ไม่ว่าจะทำประกันไว้ดีแค่ไหนก็ตาม หากเหตุร้ายแรงไม่เกิดขึ้นกับเรา มันคงดีที่สุดแล้วล่ะ จริงไหมครับ?





ปิดโหมดสีเทา

Send this to friend

.