เลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่
ผมได้รับคำถามจากหน้า Facebook
ถามว่า…
หากเสียภาษีฐานแตะ 20% ควรเอารายได้เงินปันผลจากหุ้นมารวมเพื่อเครดิตภาษีหรือไม่

เลยขออนุญาตเอามาเขียนตอบในบล็อก เพื่ออธิบายให้ชัดเจนมากขึ้นนะครับ
หลักการพิจารณาว่าจะเลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่นั้น ต้องดูจาก อัตราภาษีของผู้เสียภาษี (ตนเอง) เปรียบเทียบกับ อัตราภาษีเงินได้ของบริษัทที่จ่ายเงินปันผล หากอัตราของผู้เสียภาษี ต่ำกว่า อัตราภาษีเงินได้ของบริษัทฯ แล้ว หมายความว่า เราควรเลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผลครับ
ตัวอย่างเช่น
1) อัตราภาษีของเราอยู่ที่ฐาน 20% และเงินปันผลที่ได้รับมานั้น บริษัทฯได้เสียภาษีจำนวน 30% ซึ่ง หมายความว่า กำไรของบริษัทฯ 100 บาท ได้ถูกหักภาษีไปแล้ว 30 บาท เหลือเพียง 70 บาทมาจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นซึ่งต้องหัก ณ ที่จ่ายอีก 10% คือ 7 บาท รวมทั้งสิ้นแล้วเป็นภาษีที่ถูกหักไป 30 + 7 = 37 บาท หรือ 37% นั่นเอง
เมื่อเปรียบเทียบกับฐานภาษีของเราที่ 20% แล้ว กรณีนี้เราควรนำรายได้เงินปันผลมารวมคำนวณภาษีเงินได้เพื่อคิดเครดิตภาษีเงินปันผล
2) อัตราภาษีของเราอยู่ที่ฐาน 30% และเงินปันผลที่ได้รับมานั้น บริษัทฯได้เสียภาษีจำนวน 20% ซึ่ง หมายความว่า กำไรของบริษัทฯ 100 บาท ได้ถูกหักภาษีไปแล้ว 20 บาท เหลือเพียง 80 บาทมาจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นซึ่งต้องหัก ณ ที่จ่ายอีก 10% คือ 8 บาท รวมทั้งสิ้นแล้วเป็นภาษีที่ถูกหักไป 20 + 8 = 28 บาท หรือ 28% นั่นเอง
เมื่อเปรียบเทียบกับฐานภาษีของเราที่ 30% แล้ว กรณีนี้เราไม่ควรนำรายได้เงินปันผลมารวมคำนวณภาษีเงินได้เพื่อคิดเครดิตภาษีเงินปันผล
ข้อสังเกตเกี่ยวกับเครดิตเงินปันผลเพิ่มเติม
1. ผู้เสียภาษีควรพิจารณาประเภทของเงินปันผลด้วยว่า สามารถทำการเครดิตภาษีเงินปันผลได้ทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งโดยปกติแล้ว ในเอกสารที่ส่งมาแจ้งเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น จะมีการแยกไว้ชัดเจนเลยว่า ส่วนใดที่เครดิตภาษีเงินปันผลได้ และส่วนใดที่เครดิตไม่ได้ รวมถึงบอกว่าเงินปันผลนั้นมาจากกำไรส่วนที่บริษัทเสียภาษีกี่ % เพื่อช่วยให้เราสามารถนำไปคำนวณเครดิตภาษีได้ง่ายขึ้นครับ
2. ในการเครดิตภาษีเงินปันผลนั้น ต้องนำเงินปันผลที่สามารถเครดิตเงินปันผลได้ทุกรายการมาคำนวณ ห้ามเลือกเฉพาะบางรายการ เช่น ถ้าเรามีรายได้เงินปันผลจากหุ้น 3 ตัว เราก็ต้องนำรายการเงินปันผล ทั้ง 3 รายการนั้นมาคิดทั้งหมด ไม่สามารถเลือกปฎิบัติเฉพาะตัวที่เป็นประโยชน์ทางด้านภาษีนะครับ
ดังนั้นการคำนวณเครดิตเงินปันผล ควรพิจารณาให้ละเอียดก่อนว่า รายได้ดังกล่าวเมื่อนำมารวมคำนวณแล้ว อาจจะทำให้ได้ภาษีคืนน้อยลงหรือไม่ แต่ส่วนมากแล้วหากเลือกเสียภาษีในฐานที่ไม่เกิน 20% แล้วล่ะก็ ผมมักจะแนะนำให้นำมาเครดิตภาษีเงินปันผลครับ
สุดท้ายผมหวังว่าข้อมูลส่วนนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังจะยื่นแบบแสดงรายการหรือ นักลงทุนที่มีรายได้หลักจากเงินปันผลนะครับ
ข้อมูลเพิ่มเติม
ผมเคยเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องการคำนวณเครดิตภาษีโดยละเอียดไว้แล้วที่
หากสนใจอ่านเพิ่มเติมก็สามารถคลิกไปอ่านเพิ่มเติมได้ครับ ^^
การจดทะเบียนและการชำระค่าหุ้นขั้นต่ำ
วันนี้ได้รับคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทและเรียกชำระค่าหุ้นครับ ได้โอกาสเลยเขียนเป็นอีกหัวข้อไว้ สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ครับ
1. การบันทึกบัญชีในกรณีที่เรียกชำระค่าหุ้นเพียง 25% ตอนเริ่มจัดตั้งบริษัท จะบันทึกอย่างไร?
แนวทางพิจารณา
ให้ดูจากการแจ้งว่า ถ้าบริษัทแจ้งว่าชำระค่าหุ้นเพียง 25% ในส่วนของผู้ถือหุ้นหรือว่าแจ้งชำระเต็มจำนวน
1) กรณีที่แจ้งชำระค่าหุ้นเพียง 25% ส่วนของผู้ถือหุ้นจะแสดงหุ้นเพียง 25% ของทุนจดทะเบียนเท่านั้น
2) กรณีที่แจ้งชำระค่าหุ้นเต็มจำนวน แต่รับเงินชำระเพียงแค่ 25% ส่วนของผู้ถือหุ้นจะแสดงหุ้น 100% และส่วนต่างที่เหลืออาจต้องแสดงเป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการหรือลูกหนี้ค่าหุ้น
โดยลูกหนี้ค่าหุ้นในกรณีที่ 2) นี้ ต้องทำการ “คิดดอกเบี้ย” ซึ่งตามมาตรา 1122 บัญญัติว่า “ถ้าและเงินอันจะพึงใช้เป็นค่าหุ้นตามเรียกนั้น ผู้ถือหุ้นคนใดมิได้ส่งใช้ตามวันกำหนดไซร้ ผู้นั้นจำต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่กำหนดให้ส่งใช้จนถึงวันที่ได้ส่งเสร็จ”
ดังนั้นการที่ไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้ถือหุ้นที่ค้างชำระค่าหุ้นนั้น สามารถเป็นเหตุให้เจ้าพนักงาน (สรรพากร) มีอำนาจประเมินดอกเบี้ยจากบัญชีลูกหนี้ค่าหุ้นโดยถือเสมือนว่าได้รับชำระค่าหุ้นครบตามทุนจดทะเบียนแล้ว และเป็นไปตามตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร
2. ขณะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท สามารถเรียกชำระค่าหุ้นมากกว่า 25 % ได้หรือไม่
แนวทางพิจารณา
การชำระค่าหุ้น 25 % ในขณะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนั้น เป็นอัตราการเรียกชำระค่าหุ้นขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนี้
มาตรา 1105 ” อันหุ้นนั้น ท่านห้ามมิให้ออกโดยราคาต่ำไปกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้การออกหุ้นโดยราคาสูงกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้นั้นหากว่าหนังสือ บริคณห์สนธิให้อำนาจไว้ ก็ให้ออกได้ และในกรณีเช่นนั้นต้องส่งใช้ จำนวนที่ล้ำมูลค่าพร้อมกันไปกับการส่งใช้เงินคราวแรก อนึ่ง เงินส่งใช้ค่าหุ้นคราวแรกนั้น ต้องมิให้น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้า แห่งมูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้ ”
ดังนั้น บริษัทจะเรียกชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าหรือเรียกชำระเท่าใดก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 25 % ตามที่กฎหมายกำหนด