จริงหรือ… ที่ชีวิตคนเราจะมั่งคั่งด้วยกระเป๋าสตางค์ใบเดียว ?

โพสต์เมื่อ: 10 ก.พ. 2016 - ป้ายกำกับ: ,


อันที่จริงแล้ว เรื่องนี้เป็นโพสๆหนึ่งในเพจ TAXBugnoms ครับ ด้วยความคิดที่ผมอยากจะแบ่งปันแนวคิดที่ได้จากหนังสือเรื่อง “ชีวิตมั่งคั่ง ด้วยกระเป๋าสตางค์ใบเดียว” ให้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆชาวแฟนเพจอ่าน แต่ถ้าหากใครยังไม่ได้อ่านโพส ก็สามารถอ่านได้ที่ Status ด้านล่างนี้เลยครับ

วันตรุษจีนแบบนี้ ขอถามคำถามชวนคิดครับว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เชื่อไหมครับว่าการเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใบใหม่จะทำให้ชีวิตเร…

Posted by TaxBugnoms on Sunday, February 7, 2016

 

ส่วนเนื้อหาที่ผมจะเขียนลง “บล็อกภาษีข้างถนน” นั้นเป็นการขยายความเพิ่มเติมจากโพสที่ว่านี้ รวมถึงประเด็นที่ผมอยากจะแบ่งปันเพิ่มเติมจากหนังสือเล่ม ซึ่งมันมีที่มาและรายละเอียดมากกว่านั้น

ผมคุ้นๆว่า เริ่มต้นอ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ปลายปี 2014 ถึงต้นปี 2015 แต่เอาเข้าจริงๆ ผมจำไม่ได้เหมือนกันครับว่าอ่านหนังสือเล่มนี้ตอนไหน รู้แต่ว่าซื้อในงานสัปดาห์หนังสือเพราะชื่อของมันนี่แหละ!!!! (แป่วววววว)

“ชีวิตมั่งคั่ง ด้วยกระเป๋าสตางค์ใบเดียว”

มันจะจริงหรอวะ เราจะรวยได้ด้วยกระเป๋าสตางค์ใบเดียวเนี่ยนะ ในฐานะที่เคยอ่านหนังสือของสำนักพิมพ์วีเลิร์นมาหลายเล่ม ก็รู้ทั้งรู้แหละว่ามันคงเป็นการตั้งชื่อหนังสือให้โดนใจ และอาศัยหลักการตลาดให้คนอ่าน แต่เนื้อหาข้างในมันคงจะเป็นหนังสือจิตวิทยาหรือสอนการใช้เงินการวางแผนการเงินอะไรสักอย่างนี่แหละ!

ดังนั้น ผมจึงซื้อตัดสินหนังสือเล่มนี้มาอ่านด้วยความรู้สึก “ไม่เชื่อ” ในชื่อหนังสือ และ “อยากลอง” อ่านดูว่าถ้าหากทำตามที่หนังสือเล่มนี้เขียนไว้จริง มันจะ “เปลี่ยนแปลง” อะไรได้หรือเปล่า?



หลังจากอ่านหนังสือจบ (น่าจะปี 2015) ผมลองเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใบใหม่เป็นใบยาวดูกับเค้าบ้าง จริงๆไม่ใช่ผมไม่เคยใช้กระเป๋าสตางค์ใบยาวนะครับ ผมเคยใช้มาแล้ว 1 ใบ แต่หนังมันค่อนข้างแข็งเกินไปและไม่ค่อยสะดวกในการใช้งานตอนนั้น มันเลยถูกเก็บเข้ากรุไปเรียบร้อย

แต่พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมเลยตัดสินใจเปลี่ยนดูอีกครั้งหนึ่ง โดยไปซื้อกระเป๋าสตางค์จากทางเพจ Hare & Hound (นานมากแล้ว เลยได้เจ้ากระเป๋าสตางค์รุ่น Grayhound 01 นี้มา (สีน้ำตาลหนัง faren)

name : greyhound 01colour : dark brown (faren leather):)

Posted by Hare & Hounds Leather Shop on Monday, 18 November 2013

 

มีอยู่แนวคิดหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้บอกไว้ คือ รายได้ต่อปีของเราจะเท่ากับ 200 เท่าของราคากระเป๋าสตางค์ นั่นคือ ถ้าหากเราซื้อกระเป๋าสตางค์มาในราคา 3 พันบาท รายได้ต่อปีของเราก็ควรจะอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาทนั่นเอง ซึ่งที่ผ่านมาราคากระเป๋าสตางค์ที่ผมใช้ (และที่ได้ฟรีมา) ก็จะอยู่ที่ราคาไม่เกิน 1 – 2 พันบาทครับ และถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างแพงอยู่ระดับนึงเลยทีเดียว

หลังจากได้กระเป๋าสตางค์ใบใหม่มา ผมได้มาปรับ “แนวคิด” และลองทำตามใน “บางวิธี” ที่อยู่ในหนังสือ และผลก็ปรากฎว่า… รายได้ในปีที่แล้วของผมไม่ได้เพิ่มขึ้นตามนั้นเลยครับ! เพราะมันเพิ่มขึ้นมากกว่า 200 เท่า ไปอีกเท่าตัวววว!!! (ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะกระเป๋าสตางค์ราคาถูกไป #หรา) และเพิ่มมากกว่ารายได้ในปีก่อนหน้าถึง 3 เท่า!!

โดยวิธีที่ผมเลือกหยิบจากหนังสือเล่มนี้มาใช้นั้น มีอยู่ 5 ข้อครับ ได้แก่ (แต่มแต้มแต่มมมมมม)



1. เวลาที่เราไม่มีเงิน สิ่งที่ควรคร่ำครวญอย่างแรก คือ รูปแบบการดำเนินชีวิตของตัวเอง ข้อคิดแรกคือ รู้จักมองหาความผิดพลาดของตนเองก่อน เอาจริงๆ ก็ไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรอกครับ แต่มันคือทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา

ถ้าหากเราเก็บเงินไม่ได้ ทุกวันนี้ยังหาเงินไม่พอใช้ นั่นแปลว่าเรากำลังดำเนินชีวิตที่ผิดอยู่ หากไม่ได้ผิดที่นิสัยเรา (บางทีเรียกว่าสันดาน) มันก็อาจผิดที่การกระทำของเรา หรือ ปัจจัยอื่นๆที่ทำให้เรากลายเป็นคนที่มีปัญหา

ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อมีปัญหาการเงิน
คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีต่อเงินของตัวเองก่อน

2. การเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ เป็นการเริ่มต้นท่าทีที่มีต่อเงินใหม่ เพราะกระเป๋าสตางค์ คือ สิ่งสะท้อนรูปแบบการใช้เงินของเรา โดยหนังสือเล่มนี้มีความเชื่อว่า กระเป๋าสตางค์แบบใบยาว คือ กระเป๋าสตางค์ที่ดูแลเงินได้ดีเพราะไม่ต้องพับธนบัตรให้ยับยู่ยี่

นอกจากการเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์แล้ว การดูแลกระเป๋าสตางค์ก็สำคัญ เพราะการปล่อยให้กระเป๋าสตางค์อ้วนเทอะทะเต็มไปด้วยเอกสาร สลิป ใบเสร็จ นามบัตร ฯลฯ มันจะทำให้เรามีปัญหากับเงินได้ เพราะมันแสดงถึงการไม่ใส่ใจดูแลการเงินของตัวเองอีกรูปแบบหนึ่ง

ดังนั้น การแก้ไขคือการทำ One Day Clearing หรือการตรวจสอบดูกระเป๋าสตางค์ทุกวัน จัดเรียงเงินให้เรียบร้อย เอาสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากกระเป๋าสตางค์ และเหลือไว้เฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น

ปัจจุบันกระเป๋าสตางค์ของผมมีบัตรอยู่ประมาณ 5 ใบเท่านั้น ซึ่งเป็นบัตรที่จำเป็นและเพียงพอสำหรับการใช้งาน ส่วนบัตรอื่นๆ ผมจะเก็บแยกลงในกระเป๋าใส่บัตรต่างหาก

โดยสิ่งที่สำคัญของข้อนี้ คือ “การตรวจสอบ” ครับ เพราะการทำ One Day Clearing นั้น เปรียบเหมือนกับการทำบัญชีรายรับรายจ่าย เราจะได้ ดูสลิป เอกสารต่างๆ ตรวจสอบเงินที่หายไปในแต่ละวัน เปรียบเทียบกับการใช้จ่ายของตัวเอง ว่าเหมาะสมไหม อย่างไรบ้าง

ยิ่งถ้าหากทำควบคู่ไปกับบัญชีรายรับรายจ่ายได้อีกทางหนึ่ง เราจะยิ่งรู้เลยว่าเราทำอะไรกับเงินในกระเป๋าบ้าง และผมบอกเลยครับว่า บางทีเราก็เพิ่งจะสำนึกว่าตัวเองนั้นใช้จ่ายไปเยอะแยะขนาดนี้ TwT

3. รู้ว่า “ใช้จ่าย” ไปเพื่ออะไร? หยุดซื้อของถูก ให้ซื้อของจากความคุ้มค่า แต่ให้ซื้อของที่อยากได้จริงๆๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นและการคิดถึงอนาคตหลังจากการใช้จ่ายของตัวเองด้วยว่า จ่ายไปแล้วจะได้อะไรกลับมา เพราะบางทีการจ่ายของถูก ที่เราไม่อยากได้แบบซ้ำๆ อาจจะฟุ่มเฟือยกว่าการซื้อของแพงที่มีประโยชน์เพียงครั้งเดียว

ผมคิดว่าตรงนี้ต้องเปรียบเทียบให้ดีด้วยครับว่า ของที่เราอยากได้นั้น มันสำคัญและจำเป็นกับเราจริงๆหรือเปล่าและเราใช้ประโยชน์มันได้อย่างคุ้มค่าหรือเปล่าก่อนที่จะตัดสินใจจ่ายเงินเพื่อซื้อมัน

ยกตัวอย่างของผมเอง มีอยู่ช่วงนึง ผมมองว่าโทรศัพท์ Iphone มีราคาแพงมากกว่ามือถือเครื่องอื่นๆ (ราคาประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท) ทั้งๆที่ผมอยากได้มาใช้งาน แต่ผมกลับตัดสินใจเลือกไปซื้อโทรศัพท์ Smartphone แบบอื่นมาใช้ (ราคาหลักพันปลายๆ ถึงหมื่นต้นๆ) แต่เชื่อไหมครับว่า สุดท้ายผมก็ต้องกลับไปซื้อ Iphone อยู่ดี (เพราะความต้องการและจำเป็นในการทำงานของตัวเอง บวกด้วยความคันส่วนหนึ่ง) และผลสุดท้ายก็ปรากฎว่า ผมใช้ Iphone เครื่องนั้นไปเกือบๆ 3 ปี ในขณะที่ผมใช้โทรศัพท์เครื่องอื่นไม่ถึงปี เมื่อหารค่าใช้จ่ายต่อเดือนออกมา กลายเป็นว่าการซื้อ Iphone คุ้มค่ากว่าซะงั้น

หมายเหตุ : ตรงนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ไม่ได้บอกว่าการซื้อ Iphone หรือมือถือแพงๆนั้นจะแปลว่าทำถูกต้องและดี แต่ผมอยากให้รู้เฉยๆว่าการเลือกสิ่งที่เราต้องการและประหยัดในระยะยาวก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆครับ

4. ความแตกต่างระหว่างคนที่เก็บเงินอยู่กับคนที่เก็บเงินไม่อยู่ คือ ความสามารถในการควบคุมวิธีการใช้เงินที่แตกต่างกัน เพราะความสามารถในการควบคุมการใช้เงินที่ดี ไม่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามอารมณ์ ย่อมมีประโยชน์มากกว่า ข้อนี้จะอิงกับข้อที่แล้วก็คือ ซื้อเพราะอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือซื้อเพราะเราจำเป็นต้องใช้และมันทำให้คุ้มค่ากับชีวิตเราจริงๆครับ

5. แยกประเภทค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 ประเภท คือ บริโภค ลงทุน ล้างผลาญ

– บริโภค คือ การจ่ายเพื่อแลกเปลี่ยนของที่มีค่าเท่ากัน
– ลงทุน คือ การจ่ายเพื่อให้มีหลักประกันในอนาคต
– ล้างผลาญ คือ การจ่ายเพื่อไม่ให้ได้อะไรกลับมาเลย

สิ่งสำคัญคือ การเปลี่ยนการใช้จ่ายบริโภคให้เป็นการลงทุน อย่าให้หยุดแค่การบริโภคเพียงอย่างเดียว เช่น การทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อสุขภาพในอนาคต หรือ การออมเงินเพื่อวัยเกษียณ

และทั้งหมดนี้คือแนวคิด 5 ข้อ ที่ผมได้รับจากหนังสือเล่มนี้ โดยผมเชื่อครับว่า จริงๆแล้วสิ่งที่ได้รับนั้นไม่ใช่การเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์แล้วเงินเราจะเพิ่มขึ้น แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้เงินต่างหากครับ ที่สำคัญกับเรามากกว่าการเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์เพียงใบเดียว

ที่มาของบทความในวันนี้ เกิดจากการที่ผมเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใบใหม่ต้อนรับตรุษจีน และเห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่ในตู้หนังสือ เลยหยิบมันกลับขึ้นมาอ่านเพื่อทบทวนเนื้อหาต่างๆอีกครั้ง และผมก็พบว่าสิ่งที่ผมได้ทำตามหนังสือเล่มนี้นั้นมีประโยชน์ เลยอยากจะสรุปแนวคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ลงในเพจ TAXBugnoms ให้ลองอ่านกัน แต่เนื่องจากผลตอบรับดีมากๆ ผมเลยนำมาเขียนเป็นบทความยาวอีกครั้งหนึ่งครับ

หากใครสนใจอยากอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมคิดว่าสามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป หรือติดต่อทางสำนักพิมพ์วีเลิรน์ดูนะครับ ขอบอกไว้ก่อนว่าผมไม่มีส่วนได้เสียกับหนังสือเล่มนี้ เพียงแต่อยากแชร์ประสบการณ์จริงให้ฟังกันครับ

ในหนังสือเล่มนี้ยังมีแนวคิดอื่นๆอีกมากมายนะครับตั้งแต่วิธีการใช้จ่ายเงินของคนรวย เคล็ดลับต่างๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้และเป็นประโยชน์กับการใช้จ่ายได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าใครได้อ่านแล้วนำมาปรับใช้อย่างไรครับ บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องจิตวิทยา และบางคนอาจจะได้ประโยชน์จากมันที่แตกต่างกันไป

ปัจจุบันผมใช้งานกระเป๋าสตางค์ใบเก่าจนเริ่มเยินแล้วครับ จึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใบใหม่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา (ซึ่งมีราคาแพงขึ้นกว่าปีเก่า) แล้วมาดูกันต่อครับว่า ในปี 2016 นี้ ผมจะมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงด้านการเงินอย่างไรบ้าง ฝากติดตามกด Like เพจ TAXBugnoms ไว้ด้วยนะครับ และถ้ามีโอกาสผมจะมา Update เรื่องนี้ให้ฟังกันอีกคร้าบ

อันนี้เป็นรูปกระเป๋าสตางค์ใบปัจจุบันของผมครับ (ของผมสีน้ำตาล) จากเพจ Actually Handcraft ครับผม :)

– Horizontal – Horween navy Chromexcel

Posted by Actually Handcraft on Wednesday, September 9, 2015

 

สุดท้ายนี้ ผมเพียงอยากบอกว่า ต่อให้รายได้เพิ่มขึ้น ต่อให้ชีวิตการเงินดีขึ้น ผมเองไม่ได้เชื่ออย่างสนิทใจว่า มันเป็นเพราะการเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์เพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่ผมเชื่อว่า ทุกเรื่องที่เปลี่ยนแปลงนั้น มันต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงแนวคิดที่เรามีต่อสิ่งที่เราต้องการเปลี่ยนแปลงต่างหาก

… และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ :)





ปิดโหมดสีเทา

Send this to friend

.