สรุป!! ครบทุกแนวคิดพิชิตภาษี สำหรับคู่สามีภรรยา

โพสต์เมื่อ: 15 ก.พ. 2017 - ป้ายกำกับ: ,


สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกแล้วกับพรี่หนอม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิมอีกแล้วครับ กับบทความในวันนี้ เป็นบทความที่ตั้งใจเขียนขึ้นมาสำหรับคนมีคู่ ในเทศกาลแห่งความรักและช่วงเวลาแห่งการยื่นภาษีพร้อมๆกันนี่แหละครับ

ที่ผ่านมา ผมเคยเขียนเรื่องนี้ในบทความ สรุปวิธีวางแผนยื่นภาษีเงินได้สำหรับคู่สามีภรรยา ซึ่งอธิบายในแง่ของหลักการวางแผนภาษีของแต่ละคนไปแล้ว แต่บทความนี้จะมาอธิบายเพื่อเจาะลึกความเข้าใจให้มากขึ้นครับ หลังจากที่มีประสบการณ์ของตัวเองมาสักระยะหนึ่ง อ๊ะ! แต่ไม่ใช่ประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ แต่เป็นประสบการณ์จากการให้คำปรึกษาแฟนเพจนี่แหละครับ ฮ่าๆ)

ขออนุญาตอธิบายอีกครั้งครับว่า ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา สามีและภรรยาได้รับสิทธิ์แยกยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีทางเลือกให้อยู่ 3 ทาง คือ แยกยื่นกันเด็ดขาด ยื่นรวมกัน และแยกยื่นแค่บางประเภท (เงินได้ประเภทที่ 1) ซึ่งถ้าหากใครที่ยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ต ก็จะเห็นหน้าตาตรงนี้ให้เลือกครับ

วางแผนภาษีคู่สามีภรรยาแบบไหน ประหยัดภาษีที่สุด

โอเค ทีนี่คำถามควรจะเลือกทางไหนใช่ไหมครับ ถ้าดูตามหลักการแล้ว เราควรเลือกทางที่ประหยัดภาษีที่สุดครับ ซึ่งปกติแล้ว หลักการเลือกวางแผนภาษีนั้น จะยึดหลักการสั้นๆง่าย จากสมการการคำนวณภาษี นั่นคือ ทำให้เงินได้สุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) ต่ำที่สุด นั่นเองครับ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา = (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

ซึ่งจากสมการตรงนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่คู่สามีภรรยาต้องรู้ในการวางแผนภาษี คือ เงินได้สุทธิของแต่ละคนครับ ว่าคำนวณแล้วออกมาเป็นเท่าไร และถ้าหากทั้งคู่มีเงินได้สุทธิใกล้เคียงกันหรืออยู่ในฐานภาษีเดียวกัน การแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีนั้น คือคำตอบสุดท้ายที่ง่ายที่สุดครับ

TA088



(อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2559 เพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น)

ถ้าหากเป็นมนุษย์เงินเดือนทั้งคู่และไม่มีค่าลดหย่อนเพิ่มเติมใดๆ เราจะเห็นว่าถ้าหากเอารายได้มารวมกันแล้วจะยื่งเสียภาษีเยอะ เพราะเงินได้สุทธิน่าจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นแบบนี้การแยกจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ

TA-001

จากรูปนี้จะเห็นว่าคู่สามีภรรยาทั้งสองคนนี้มีเงินได้คนละ 1 ล้านบาท ถ้าหักค่าใช้จ่ายจะเหลือคนละ 940,000 บาท c]tเมื่อหักค่าลดหย่อนส่วนตัวในปี 2559 อีกจำนวน 30,000 บาท ก็จะเหลือคนละ 910,000 บาทเท่านั้น ดังนั้นถ้าหากแยกกันเสียภาษี จะเสียภาษีสูงสุดในฐาน 20% แต่ถ้าเอาเงินได้สุทธิมารวมกันจะเป็น 1,880,000 บาท จะกลายเป็นว่าต้องเสียภาษีสูงสุดในฐาน 25% แทน ดังนั้นกรณีนี้จึงไม่ควรนำมารวมคำนวณภาษีด้วยกันแน่นอนครับ เพราะว่าจะทำให้เสียภาษีเยอะขึ้น

เคล็ดลับ คือ ถ้าจะยื่นรวมกัน เงินได้สุทธิต้องต่ำลง

ถ้าหากรวมกันแล้วเพิ่มขึ้น เราก็ไม่ควรรวมกันครับ เพราะชีวิตมันจะลำบากตามอัตราภาษีที่ก้าวหน้าไป แต่การทำให้รวมกันแล้วเงินได้สุทธิต่ำลงนั้น  เราก็จะมีทางเลือกอีก 2 ทางตามมาครับ โดยกดสูตร เอ้ย มาพิจารณาดูต่อครับว่า คู่ของเรานั้นมีคุณสมบัติพิเศษข้อไหน

1. มีรายได้หลายประเภท และมีฐานภาษีที่แตกต่างกัน ผมอยากให้ดูตรงนี้ก่อนครับว่า คู่สมรสของเราและตัวเรานั้นมีรายได้ประเภทไหนบ้าง (ประเภทที่ 1-8) ซึ่งถ้าหากตรงนี้พบความจริงข้อแรกว่า ฐานรายได้ของเรานั้นแตกต่างกันมากๆ เราควรจะกระจายรายได้บางประเภทไปยื่นรวมกับคู่สมรสครับ

ยกตัวอย่าง เช่น นายบักหนอมมีรายได้จากเงินเดือนจำนวน 2 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายของออนไลน์จำนวน 1,000,000 บาท ส่วนภรรยาเป็นมนุษย์เงินเดือนมีรายได้จำนวน 500,000 บาทต่อปี



แบบนี้นายบักหนอมควรจะแยกรายได้เฉพาะเงินเดือนของตัวเองมายื่นภาษี และนำส่วนของรายได้จากการขายของออนไลน์และไปยื่นรวมกับภรรยา เพราะจะทำให้ได้รับประโยชน์มากกว่าครับ ถ้าตรงนี้ใครเริ่มจะงง ผมมีตัวอย่างการคำนวณให้ดูครับ (หมายเหตุ : การคำนวณภาษีนี้ใช้อัตราค่าใช้จ่ายเดิมของปี 2559)

TA-002

เมื่อเปรียบเทียบกับฐานอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามรูปด้านบน แบบคร่าวๆก่อนหักค่าลดหย่อน จะเห็นว่าุนายบักหนอมและภรรยาเสียภาษีในฐานที่แตกต่างกันแน่ๆ โดยแค่เฉพาะเงินเดือนของนายบักหนอมก็เสียในฐาน 25% ในขณะที่รายได้ของภรรยาเสียภาษีในฐาน 10% ดังนั้นการย้ายเงินได้ส่วนที่เป็นขายของออนไลน์ของนายบักหนอมไปยื่นรวมที่ภรรยา ย่อมจะทำให้เสียภาษีในจำนวนที่ประหยัดกว่าอย่างแน่นอนครับ

2. คนใดคนหนึ่งมีเงินได้สุทธิติดลบ หรือพูดง่ายๆคือคู่ของเรามีรายได้น้อยแต่มีค่าลดหย่อนมาก ซึ่งตรงนี้จะเห็นว่าสามีหรือภรรยาที่เป็นบุคคลในกลุ่มนี้จะมีประโยชน์มากกว่า สามีภรรยาที่ไม่มีรายได้นะครับ (ฮา) เพราะว่าคนที่มีรายได้น้อยๆ แต่มีค่าลดหย่อนมากจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคู่สมรสของเราในการรวมคำนวณภาษี เพราะว่าค่าลดหย่อนของเราจะช่วยให้เงินได้สุทธิของเขาลดลงนั่นเองครับ

TA-212

จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่า ถ้าหากคู่สมรสเรามีรายได้ต่ำกว่า 265,000 บาท (ค่าลดหย่อนทั้งหมด) แล้วละก็ การนำคู่สมรสมารวมคำนวณภาษีจะเป็นผลดีมากๆ เพราะจำนวนเงินได้สุทธิของคู่สมรสที่ติดลบนั้นจะทำให้เงินได้สุทธิของเราลดลงไปด้วยครับ และเมื่อลดลงแล้ว เราจะเสียภาษีลดลงไปด้วยครับ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากกรณีนี้คู่สมรสของเรามีรายได้แค่ 150,000 บาทต่อปี เราจะได้สิทธิค่าลดหย่อนที่ติดลบจำนวน 115,000 บาท (265,000-150,000) มา่ใช้ในการคำนวณภาษีเพิ่มเติม ซึ่งทำให้เราเสียภาษีน้อยลงนั่นเองครับ

สรุปจากทั้งหมดนี้ เรามองเห็นอะไร?

สิ่งแรกที่ผมมองเห็นจากบทความนี้ นั่นคือ การมีคู่ชีวิตที่ทำมาหากินจะมีประโยชน์กว่าในแง่ของการประหยัดภาษีครับ (ฮา) เพราะถ้าหากเขามีรายได้มาก นั่นแปลว่าโดยรวมแล้วชีวิตของเราจะดีขึ้น แม้ว่าจะต้องแยกยื่นแบบแสดงรายการเพื่อประหยัดภาษีก็ตาม หรือในอีกแง่หนึ่ง แม้ว่าจะมีภาระเยอะ แต่การทำมาหากินโดยมีรายได้น้อยก็ยังช่วยลดหย่อนภาษีให้กับคู่สมรสได้เช่นกันครับ

อีกประเด็นที่อยากชี้แจง คือ ในแง่ของการวางแผนภาษีสำหรับคู่ทีมีรายได้แตกต่างกันมากๆ จะสามารถประหยัดภาษีได้มากกว่า โดยให้ผู้ที่มีรายได้น้อยนั้นวางแผนลดหย่อนตามสิทธิที่ควรจะได้ เพื่อที่จะได้สิทธิเผื่อแผ่มายังคู่ของเราด้วยครับ

อย่างไรก็ตามทั้งสองประเด็นนี้ อาจจะไม่ต้องโฟกัสหรือลองคำนวณเองก็ได้นะครับ สามารถยื่นผ่านออนไลน์ได้ที่เวปไซด์กรมสรรพากรอยู่แล้ว ลองเข้าไปกรอกข้อมูลดูเล่นๆก่อนก็ได้ครับ เพราะโดยส่วนใหญ่ 80% ของทุกกรณี การแยกยื่นนั้นมักจะให้ผลที่ดีกว่าเป้นปกติอยู่แล้วครับ

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่อยากจะเน้นเพิ่มเติม นั่นคือต่อให้เลือกใช้วิธีวางแผนภาษีแบบไหนก็ตาม สิ่งทีต้องระวังให้มากที่สุดคือเรืองของกระแสเงินสดครับ อย่าใช้จ่ายหรือลดหย่อนให้มากเกินไปเพราะความอยากประหยัดภาษี มิฉะนั้นแล้วชีวิตอาจจะมีปัญหาได้ครับ

สุดท้ายนี้หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อทุกๆคนไม่มากก็น้อยนะครับ อย่างไรก็ตามฝากติดตามเพจ TAXBugnoms และ Line @TAXBugnoms เพื่อเป็นกำลังให้กับคนเขียนตาดำๆอย่างผมด้วยนะคร้าบ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ :)





Send this to friend

.