บัตรเดบิต ใช้แล้วจะติดใจ แต่ไม่กล้าใช้เพราะกลัวจะโดนตรวจสอบภาษี?

โพสต์เมื่อ: 10 ต.ค. 2017 - ป้ายกำกับ: , , , ,


ถ้าใครเคยฟังพรี่หนอมบรรยาย หรือ เคยอ่านข้อมูลในเพจ TAXBugnoms คงจะเห็นผมพูดถึงเรื่องของพร้อมเพย์บ่อยๆ หรือแม้แต่บทความอย่าง จากพร้อมเพย์ สู่ QR Code หรือว่าจริงๆแล้วเราไม่รู้ “ประโยชน์” ของมัน? แม้ว่าจะมีหลายคนยังกังขาว่า ตกลงพร้อมเพย์จะดีจริงไหม ไม่ควรใช้หรือเปล่า? เอาเป็นว่าพรี่หนอมขอตอบสั้นๆว่า เอาตามที่สบายใจครับ แต่ขอให้เลือกทางที่คิดว่ามีประโยชน์มากที่สุดก็พอแล้วครับ

อะแฮ่ม ที่พรี่หนอมเกริ่นมาแบบนี้ เพราะว่าพร้อมเพย์นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National E-Payment นั่นเองครับ โดยอยู่ในโครงการที่ 1 ที่มีชื่อเต็มๆว่า ระบบรับและโอนเงินพร้อมเพย์

พร้อมเพย์แล้วไปไหน?

แต่สำหรับบทความในตอนนี้ เราจะมาพูดคุยกันถึงโครงการในส่วนที่ 2 ของระบบนี้กันบ้างครับ นั่นคือ โครงการขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้อมูลมานานหลายเดือน ก็ถึงเวลาที่จะมาดูรายละเอียดของโครงการนี้เสียทีครับ ว่ามันเกี่ยวข้องกับประเด็นไหน และมีแนวโน้มทางด้านภาษีอะไรบ้าง

EDC-2

(ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.epayment.go.th)

อะไรคือโครงการขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิคส์

สำหรับวัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ คือ ต้องการส่งเสริมการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำแทนการใช้เงินสด เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมไร้เงินสด โดยเน้นไปที่การกระจายอุปกรณ์รับชำระเงินที่เรารู้จักกันดี อย่างเครื่อง EDC หรือเครื่องรูดบัตรต่างๆ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการจ่ายเงินผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์แทน โดยเน้นไปที่การใช้ “บัตรเดบิต” ที่ตัดยอดใช้จ่ายจากบัญชีเงินฝากธนาคารโดยตรง และในอนาคตทางภาครัฐเองมีเป้าหมายที่จะรับชำระค่าธรรมเนียมผ่านบัตรเพื่ออำนวยความสะดวกเช่นเดียวกันครับ



ถ้าใครยังจำพอได้ ช่วงนึงที่มีการเปลี่ยนแปลงจากบัตรเอทีเอ็มเดิมเป็นบัตรชิปการ์ด พรี่หนอมคิดว่าน่าจะมาจากสาเหตุนี้ด้วยครับ และถ้าย้อนเวลากลับไปสักนิด บัตรเดบิตที่ว่านี้มีให้ใช้งานมานานแล้วครับ เพียงแต่ยังไม่มีการใช้อย่างแพร่หลายสักเท่าไรนักสำหรับส่วนของบัตรเดบิต แต่ถ้าเป็นบัตรเครดิตแล้วล่ะก็ … รูดกันจนเป็นหนี้ไปหลายคนแล้วล่ะครับ ฮ่าๆ

โอเค.. กลับมาต่อกันที่ปัญหาในการใช้บัตรเดบิต และทิศทางของโครงการนี้ที่พรี่หนอมเองมองว่าเป็นปัญหาหลักนั้น มีอยู่ 2 ประเด็นครับ คือ

1. ค่าธรรมเนียมที่ร้านค้าต้องเสียในการรับชำระผ่านบัตรเดบิต ซึ่งถือเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มของธุรกิจ
2. ความไม่ไว้วางใจในการตรวจสอบข้อมูลของทางภาครัฐ และเรื่องของภาษี

แหม่.. เป็นการพูดถึงปัญหาแบบตรงประเด็นไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา (ฮ่าๆ) และพรี่หนอมเองก็เชื่อว่าทางภาครัฐเองก็รู้ถึงมุมมองนี้ เลยมีมาตรการต่างๆออกมาให้เห็นกัน ดังนี้ครับ

2 แนวทางของภาครัฐ คือ “บังคับ” และ “สนับสนุน”

ไม่ว่าจะมีมาตรการอะไรออกมาก็ตาม สิ่งที่รัฐจะให้ประชาชนปฎิบัติตามนั้นมีอยู่ 2 วิธีการง่ายๆครับ นั่นคือ ไม้แข็งและไม้อ่อน อย่างการ “บังคับ” หรือ “สนับสนุน” แบบแรกประชาชนอาจจะไม่ชอบใจ แต่แบบหลังเป็นการจูงใจเพื่อสิ่งที่ดีกว่าครับ ดังนั้นส่วนใหญ่เราจะเห็นนโยบายในเชิงสนับสนุนมากกว่าบังคับนั่นเองครับ

โดย โครงการขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิคส์ นั้น จะมีอยู่ 2 ส่วนที่ดูแลรับผิดชอบกฎหมายเรื่องนี้ครับ นั่นคือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ กรมสรรพากร ครับ

สำหรับส่วนของ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” นั้น ได้ออกประกาศฉบับใหม่ เรื่อง กำหนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี ระยะเวลาที่ต้องลงรายการในบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560 โดยมีใจความแก้ไขเพิ่มเติมให้  ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลทั้งหลายที่มีการรับชำระเงินจากประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเงินสด หรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ต้องมีเครื่อง EDC อย่างน้อย 1 เครื่อง (โดยขอจากสถาบันการเงิน) และต้องรายงานให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 15 วันหลังจากติดตั้งเสร็จ



SA

ส่วนประเด็นความผิดที่ไม่ได้ทำตามนั้น ยังไม่มีแนวทางออกมาว่าเป็นอย่างไรครับ แต่ถ้าหากอ้างอิงตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543  อาจจะพออนุมานได้ว่าความผิดดังกล่าวเป็นการไม่ทำตามมาตรา 7 (4) ย่อมมีความผิดตาม มาตรา 27 โดนต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าร้อยบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องครับ (หมายเหตุ : สำหรับตรงนีั้คือการเชื่อมโยงกฎหมายกับบทลงโทษ โดยเป็นข้อคิดเห็นพรี่หนอมนะครับ อย่างไรคงต้องติดตามแนวทางที่ชัดเจนอีกทีหนึ่งครับ)

จะเห็นว่าในส่วนแรกนั้นเป็นเหมือนกับกฎหมาย “ขอร้องแกมบังคับ” ให้จัดทำตามที่กำหนดไว้ นั่นคือต้องมีเครื่อง EDC ในการประกอบธุรกิจครับ แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นจะเป็นการสนับสนุนไปพร้อมๆกันครับ โดยทางกรมสรรพากรเองก็ได้ออกแนวทาง “สนับสนุน” ผ่าน มาตรการช่วยเหลือด้านภาษีที่ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีต่างสำหรับธุรกิจที่มีการลงทุนในเครื่อง EDC และผู้ประกอบการที่ใช้เครื่อง EDC รับชำระเงิน ดังนี้ครับ

EDC

อ้างอิง : พระราชกฤษฏีกาฉบับที่ 640

จะเห็นว่าสิทธิประโยชน์ที่ให้นั้น เป็นการตอบโจทย์ในเรื่องของจัดการทั้งค่าธรรมเนียม (ให้เป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า = เสียภาษีน้อยลง) และมีการกระตุ้นให้ติดตั้งต่างๆมากขึ้น ซึ่งทางด้านสถาบันการเงินนั้นก็มีแนวทางผลักดันเช่นเดียวกัน ถ้าใครสังเกตจะเห็นได้ว่าทางธนาคารหลายแห่งเริ่มมีการรุกเข้าหาลูกค้าให้ติดตั้งเครื่องดังกล่าวฟรี พร้อมกับลดค่าธรรมเนียมให้อย่างจุใจเลยล่ะครับ จากเดิมที่กฎหมายให้แนวทางไว้ว่าจะลดค่าธรรมเนียมเหลือ 0.55% แต่บางธนาคารมีโปรโมชั่นลดต่ำกว่านั้นอีกครับผม

นอกจากสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีแล้ว ชิงโชคก็มาจ้าาาา

tab2-banner

แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ครับ!!!! นอกจากการสนับสนุนทางกฎหมายแล้ว ยังมีการสนับสนุนที่เป็นแรงจูงใจที่หลายคนต้องถูกใจอย่างแน่นอนครับ นั่นคือ เรื่องของการชิงโชครางวัลตามแคมเปญ “รูดลุ้นเงินล้าน” ที่ช่วยให้ใครหลายคนได้ลุ้นโชค ทั้งฝั่งร้านค้า (ธุรกิจที่ใช้เครื่อง EDC) และ ผู้ใช้บัตรเดบิต โดยโครงการนี้จะแจกรางวัลตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2560 ถึง เดือน พฤษภาคม 2561 และมีเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 84 ล้านบาทครับผม

เห็นไหมครับว่าแนวทางของภาครัฐสำหรับโครงการในส่วนที่ 2 นี้ จะมีทั้งรุกเพิ่มขึ้นในส่วนของการสนับสนุนและแกมบังคับนิดๆ แถมยังมีการจูงใจในเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและเงินรางวัลอีกด้วยครับ ซึ่งถ้าเทียบกับพร้อมเพย์แล้ว คงต้องบอกว่าทางโครงการที่ 2 นี้มีการรุกที่หนักกว่าแน่นอนครับ

เอาล่ะครับ ทีนี้ก็มาถึงบทสรุปของเราสำหรับโครงการนี้ว่า ในมุมมองของเรื่องเหล่านี้ เราควรจะรับมือต่อไปยังไงดี จะปฏิเสธทุกอย่างที่เข้ามาแบบสุดใจ หรือว่าต้องทำตามที่เค้าว่ากันมาว่าดี? แล้วเป็นไปได้ไหมที่นโยบายนี้จะใช้ได้จริง ลองมาฟังความคิดเห็นจากพรี่หนอมกันครับ

มุมมองพรี่หนอมต่อแนวทางของผู้ประกอบการในอนาคต

ตั้งแต่เรื่องของพร้อมเพย์ มาจนถึงตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะย้ำอีกที นั่นคือคำถามสำหรับเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ ที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า “นโยบายเหล่านี้มีประโยชน์กับเราหรือไม่” ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเราเป็นธุรกิจที่มีการรับชำระเงินจากลูกค้าเป็นปกติ แต่ต้องการเพิ่มช่องทางเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และสะดวกในการบันทึกรายการและตรวจสอบยอดเงินที่ได้รับแบบง่ายๆ  รวมถึงได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการชิงโชคเป็นของแถม แบบนี้ถือว่าเป็นทางเลือกน่าสนใจครับ

แต่ถ้ามองว่าการติดตั้งเครื่อง EDC แบบนี้จะถูกตรวจสอบภาษีได้ง่ายขึ้น พรี่หนอมก็ต้องบอกย้ำอีกทีว่า ถ้าหากสรรพากรอยากตรวจก็ตรวจสอบได้อยู่แล้วครับ เพราะมีช่องทางที่กฎหมายให้ไว้ แต่สำหรับธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลนั้น มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี ตรงส่วนนี้น่าจะสะดวกในการบันทึกรายการมากกว่าการชำระเงินสดนะครับ เพราะมีระบบและข้อมูลให้ถูกต้อง ซึ่งง่ายต่อการจัดการมากกว่าแน่นอนครับ เว้นแต่ว่า… อย่างที่เรารู้กันดีนั่นแหละครับผม (ฮ่าๆๆ)

แต่อย่าลืมนะครับ สำหรับนิติบุคคลนั้นจะต้องมีอย่างน้อย 1 เครื่องตามที่ พรบ.บัญชี 2543 กำหนดนะครับ ซึ่งก็ต้องมาดูกันว่ามีบทลงโทษแบบไหนและอย่างไรบ้างครับสำหรับไม่มี ส่วนคนที่มีแล้วจะใช้หรือไม่ใช้ กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้นะครับว่าต้องใช้ทั้งหมด แต่เป็นเพียงการให้ “ทางเลือก” อีกทางหนึ่งแค่นั้น

อีกประเด็นหนึ่งคือ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงโครงการที่ 2 ของระบบ National E-payment ซึ่งไม่ใช่โครงการสุดท้าย เพราะยังมีนโยบายอีกหลายเรื่องตามมา เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะทำได้ และพรี่หนอมจะตามติดเพื่อเขียนอธิบายเรื่องนี้ให้ฟังกันในตอนต่อไปครับ ใครที่สนใจฝากติดตามกดไลค์แฟนเพจ TAXBugnoms ไว้ด้วยนะครับ

อย่างไรก็ดี พรี่หนอมมองว่าเรื่องที่เป็นปัญหาที่แท้จริงในตอนนี้ น่าจะเป็นปัญหาแอบแฝงมาตลอดในสังคมไทย ทั้งเรื่องของความเข้าใจผิดต่างๆ การเผยแพร่ความรู้ที่ยังไม่มากพอ และที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติเรื่องภาษีของประชาชน ที่ทางภาครัฐเองต้องพยายามสื่อสารให้ประชาชนรับทราบถึงข้อเท็จจริงต่างๆได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเช่นเดียวกันครับ

สำหรับบทเรียนที่ผ่านมาหลายๆเรื่องของ “พร้อมเพย์” อาจจะต้องทำให้ภาครัฐกลับมาทบทวนว่า จะต้องวางแนวทางแบบไหนยังไงต่อไปกับการผลักดันเครื่อง EDC ไปจนถึงโครงการอื่นๆทีี่กำลังจะตามมาอีกด้วยครับ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว พรี่หนอมยังเชื่อว่าคนที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ก่อน และปรับตัวได้เรียบร้อยก่อนก็จะเป็นผู้รอดในเกมส์การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อยู่ดีครับ





Send this to friend

.