ทำไมเราถึงควร… “หยุดตามหาการลงทุนที่ดีที่สุด”

โพสต์เมื่อ: 04 ก.ย. 2017 - ป้ายกำกับ: ,


เมื่อเดือนที่แล้ว พรี่หนอมได้มีโอกาสไปพูดคุยที่งาน “Thailand Investment Fest” มาครับ ภายใต้หัวข้อที่ได้รับมอบหมายมาก็คือ  “ถ้ามีเวลา 15 นาที คุณจะบอกอะไรกับนักลงทุนรุ่นหลัง” ซึ่งเป็นหัวข้อที่ทำให้หนักใจเหมือนกันครับ ฮ่าๆ

อย่างที่ทราบกันดีว่า ตั้งแต่ทำเพจ TAXBugnoms มา ผมไม่ค่อยจะพูดถึงเรื่องการลงทุนสักเท่าไร เคยมีพูดบ้างอยู่ช่วงนึง เอาแบบขำๆ  แต่จริงๆแล้วชีวิตผมเองก็มีเรื่องดราม่าจริงจังเกี่ยวกับการลงทุนมาฝากเหมือนกันครับ มันเลยเป็นที่มาของหัวข้อ “หยุดตามหาการลงทุนที่ดีที่สุด” นั่นเองครับ

ถ้าใครสะดวกรับชมเป็นคลิปก็สามารถดูได้ที่นี่ครับ แต่สำหรับคนที่ไม่สะดวกดูคลิป ผมก็มีแบบอ่านให้ดูกันครับ สคริปนี้เป็นสคริปที่ร่างไว้ก่อนวันพูดจริง ซึ่งมีหลายสิ่งหลายอย่างลืมพูดไปเหมือนกันครับ ฮ่าๆ

หยุดตามหาการลงทุนที่ดีที่สุด

ย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ผมมีอายุประมาณ 25 ปี กำลังอยู่ในวัยที่มีฝัน พลัง และเป้าหมาย แน่นอนว่าคนเรามีเป้าหมายหลายอย่างครับ ถ้าลองค้นหาใน google เราจะเห็นมีความอยากมากมายครับ ตั้งแต่อยากรวย อยากสวย อยากดูดี อยาก ฯลฯ

สำหรับผมเป้าหมายหนึ่งในนั้นคือ “อยากรวย” นั่นแหละครับ ผมตั้งคำถามเรื่องการรวย โดยการถาม google อยากรวยต้องทำไง อยากรวยต้องทำบุญแบบไหน อยากรวย ฯลฯ

ผมเริ่มจากการค้นหาข้อมูลใน Google ว่า หารายได้เสริม อยากมีงานทำ งาน part time ทำที่บ้านได้ ซึ่งบทสรุปของการค้นหาครั้งนั้น ทำให้ผมก็ไปทำขายตรงอยู่พักหนึ่ง (ฮา) ไม่ใช่หรอกครับ จริงๆก็ทำให้ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำงาน ศึกษาความรู้อะไรแบบนั้นไปเรื่อยๆ ตอนนั้นจำได้ว่าผมพยายามหางานทำที่ได้เงินเยอะ จนเวลาผ่านไปสัก 3 ปี ผมก็เริ่มมีเงินเก็บ

SDA2



เมื่อมีเงินเก็บแล้ว ความอยากรวยของผมก็ไม่ได้หมดไป ผมพิมพ์เข้าไปใน google เพื่อค้นหาว่า อยากรวย อยากมีเงินเยอะๆ มีเงิน 100,000 บาท ลงทุนอะไรดี เหมือนกับสมัยนี้ที่ค้นหากันนั่นแหละครับ

แต่ครั้งนี้การค้นหาของผมเริ่มเปลี่ยนไป เพราะมันทำให้ผมรู้จักการลงทุน ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นช่วงปี 2552 – 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่ผ่านวิกฤตซับไพรม์มาหมาดๆ แน่นอนครับว่าในตอนนั้น ผมได้ยินจากเพื่อนๆมากมาย กระแสผลักดันต่างๆ ชักนำพาผมให้ไปลงทุนในหุ้นเลย โดยที่ไม่มีความรู้การเงินอะไรมาก

ในช่วงนั้นเป็นการเปิดมิติแห่งการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ ผมเริ่มต้นจากเงินลงทุนไม่เยอะมาก ค่อยๆสะสมไป ทยอยลงทุนตามสไตล์เด็กบัญชีที่ค่อนข้างมีความระมัดระวังเรื่องเงินเป็นพิเศษ บวกกับการปลูกฝังที่ดีจากทางบ้าน ทำให้ผมไม่กล้ารับความเสี่ยงมากนัก เพราะจากการศึกษาข้อมูลมาสักพัก พอรู้ว่าหุ้นมันเสี่ยงบ้าง เลยใช้วิธีการค่อยๆลงทุนไป ศึกษาหาข้อมูลไปเรื่อยๆ ประกอบกัน

แต่อย่างที่ว่า วิกฤตซับไพรม์ที่ผ่านมา ทำให้ตลาดหุ้นค่อยๆฟื้นคืนกลับมาเรื่อยๆครับ ระยะเวลาที่ผมลงทุนผ่านไปสักพัก ผมกำไรเยอะครับ เป็น % เยอะมาก แต่เป็นจำนวนเงินที่น้อย ลงทุนไป 100,000 บาทก็ได้กลับมาเท่าตัวอะไรแบบนี้ แต่ความมั่นใจที่ผมได้มานั้นมันเต็มปรี่ครับ แต่ถ้าถามว่ามีทฤษฎีอะไรไหม ผมเรียกว่าทฤษฏีตามใจตัวเองละกันครับ หรือ เม่านั่นแหละครับ

จากที่คุยกับเพื่อนเรื่องชีวิต เราก็เปลี่ยนมาคุยเรื่องหุ้น เรื่องการลงทุน มันเจ๋งมากนะครับ กับการที่เราลงทุนได้เยอะๆแล้วอวดใคร ตอนนั้นเฟสบุ๊กเริ่มมา คนเริ่มโพสอะไรกันเยอะ มีอันนึงผมโพสไว้ว่า “เพิ่งรู้ตัวว่า เงินเดือนน้อย” คือความลำพอง ความเก่งกาจอะไรพวกนี้ มันมาพร้อมกับความมั่นใจแบบผิดๆที่คิดว่าตัวเองเก่ง แต่จริงๆแล้วมันมาจากจังหวะที่ดีเท่านั้นแหละครับ

ระหว่างนั้นผมยังทำงานหนักเหมือนเดิมครับ อาจจะเรียกว่าหนักขึ้นด้วย มันมีความสุขในการลงทุนที่ได้เงินเยอะส่วนนึง และได้เงินจากการทำงานส่วนนึงเราก็เริ่มสนุกกับการเห็นเงินเติบโตในการลงทุนหุ้น ลงไปรัวๆ มีเท่าไรใส่หมด เพราะว่าตัวเองชัวร์ และมั่นใจตัวเอง จนสุดท้าย ผมก็เจอกับเหตุการณ์พลิกชีวิต

ผมลงทุนในหุ้นตัวหนึ่ง… จนขาดทุนเกินกว่า 50% จำนวนเงินที่ผมจะจดจำไว้ คือ หลายแสนบาท เป็นครั้งแรกที่ผมรู้เลยว่า กำไรหลายหมื่น หลายพัน หลายร้อยที่ได้มานั้น ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะการเจ็บปวดครั้งเดียวนั้น เจ็บลึกและแรงกว่ามาก มันทำให้ผมถามตัวเองว่า ผมกำลังทำอะไรอยู่

SDA



ผมยังคงพิมพ์เข้าไปใน google ถามคำถามว่า ติดดอยหุ้น ทำยังไงดี ผลที่ได้คือหนังสือธรรมะกลับมา (ฮา) แต่อย่าคิดว่านี่คือจุดเปลี่ยนนะครับ มันยังมีอีก เพราะสิ่งที่ผมทำ คือ การปฎิเสธความจริง ผมหันไปลงทุนอย่างอื่นที่คิดว่าดีกว่า เอาเป็นว่าอะไรที่ใครว่าดี หนอมก็ว่าดี เอ้า เขาบอกหัดลงกองทุนดี หนอมก็เอา หุ้นตัวอื่นที่ว่าเจ๋ง ก็ตามเขาไป อสังหากำลังบูมก็จัดด้วย ไปศึกษาเรียนรู้ อยากมี อยากเป็นและอยากได้มากขึ้นเรื่อยๆ แถมบางทียังคิดฝันไปเอาดีด้านธุรกิจอีกด้วย

แต่บทสรุปก็ไม่ต่างจากหุ้นที่ผมเล่ามาหรอกครับ ทันทีที่ผมลงทุนไป ตั้งใจทำอะไรไป สุดท้ายผมได้แต่โทษตัวเองว่าทำไม่สุดสักอย่าง เพราะมันมีทุกอย่างให้ศึกษา พิจารณา ลงทุน และใช้เวลากับมันไปเรื่อยๆ

อยู่มาวันหนึ่ง ผมเริ่มถามตัวเองว่าจริงๆแล้วผมเป็นคนแบบไหนกันแน่ เราต้องการอะไรในชีวิต เวลาที่มีจำกัดนั้นเราจะเลือกทุ่มเทให้กับอะไร หุ้น กองทุน อสังหา ธุรกิจ และผมเพิ่งรู้ว่าสิ่งที่ผมหาคำตอบนั้น มันไม่ได้อยู๋ใน google มันไม่ได้อยู๋ในอินเตอร์เน็ต ไม่ได้อยู่จากการฟังเสียงของคนอื่น แต่มันคือประสบการณ์ที่ผ่านมาที่สอนให้เรารู้ว่าเราต้องการอะไร

ผมเริ่มกลับมาวิเคราะห์ตัวเองอย่างจริงจัง และผมว่าจริงๆแล้วผมเป็นคนแบบไหน สิ่งที่ผมต้องการคืออะไร การลงทุนที่ดีที่สุดต้องทำให้ผมได้ 3 ข้อนี้ คือ #ย้ำว่านี่คือสิ่งที่ผมต้องการนะครับ เพราะแต่ละคนต้องการไม่เหมือนกัน

1. ผลตอบแทน 7%
2. ความสบายใจในการลงทุน (มาจากความรู้ กระจายความเสี่ยง)
3. มีเวลาให้กับครอบครัว และให้กับลูก

ซึ่ง 3 ข้อนี้ผมค้นหาจากความรู้ที่ผมมี ความเข้าใจที่ผมต้องการ และตัวตนที่ผมอยากจะเป็นให้มันสอดคล้องกันมากที่สุด และแน่นอน ทุกวันนี้ผมยังลงทุนในหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนเดิม เพียงแต่การจัดสรรปันส่วนเปลี่ยนไป และทุกครั้งที่ลงทุนไป ผมต้องตอบตัวเองได้ว่าการลงทุนนั้นๆ มันเป็นส่วนหนึ่งที่ให้ 3 ข้อนี้กับผม

เวลาที่ผ่านมาทั้งหมด ที่ผมเล่าประวัติและเรื่องราวตัวเองไว้นั้น มีเพียงอย่างเดียวที่ผมต้องการฝาก นั่นคือ การลงทุนที่ดีที่สุดนั้นไม่มีหรอกครับ แต่การลงทุนที่ดีต่างหากที่ทำให้คุณได้ในสิ่งที่ต้องการ และเรื่องเล่าทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้ มันมาจากความคิดเดียวเท่านั้นครับ นั่นคือ ผมอยากให้ทุกคนลองตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำๆ ทุกครั้งที่คุณจะตัดสินใจลงทุนว่า คุณต้องการอะไร?

เพราะคุณจะเจอวิธีการลงทุนที่ดีที่สุด
เมื่อคุณรู้จักตัวเองดีที่สุด





ปิดโหมดสีเทา

Send this to friend

.