อยากประหยัดภาษี … ควรจดบริษัทดีไหม?

โพสต์เมื่อ: 26 ก.ย. 2017 - ป้ายกำกับ: , , , ,


พรี่หนอมครับ/ค่ะ
อยากจะจดบริษัท ดีไหมครับ เห็นว่าภาษีต่ำกว่า
ถ้ารายได้ประมาณไหน ควรจะจดบริษัทดีครับ
ปีนี้มีกำไรประมาณนี้ จดบริษัทเลยดีไหม
ฯลฯ

ตั้งแต่ทำเพจ TAXBugnoms มาเกือบๆ 7 ปี พรี่หนอมได้รับคำถามแนวๆ “อยากประหยัดภาษี ควรจดบริษัทดีไหม” ซึ่งพรี่หนอมมักจะตอบกลับไปแบบมั่นใจว่า “ไม่รู้ครับ” หลังจากนั้นก็ได้รับสายตาและท่าทางที่งงกลับมาว่า “อ้าว อีนี่ ทำไมไม่รู้แล้วดันมาสอนให้วางแผนภาษีได้เล่า” #ขออนุญาตอันไลค์นะคะ

ดังนั้นวันนี้เลยเขียนบทความอธิบายพร้อมทั้งเหตุผลประกอบว่า ทำไมถึงตอบคำถามนี้ว่า “ไม่รู้” เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าสิ่งที่ต้องดูก่อนที่จะจดบริษัทเพื่อประหยัดภาษี เราต้องพิจารณาอะไรบ้าง?

จะประหยัดภาษี… ก็ต้องรู้จักวิธีคำนวณภาษีก่อน

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ขออธิบายวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมด และภาษีเงินได้นิติบุคคลเปรียบเทียบกัน ด้วยตัวอย่างประกอบตามนี้ครับ

สมมติว่า นายบักหนอมคนดี มีรายได้จากการทำธุรกิจแบบง่ายโดยการขายของออนไลน์ ประเภทซื้อมาขายไป (เป็นตัวกลาง) โดยมีข้อมูลต่างๆดังนี้

• รายได้จากการขายปีละ 2,000,000 บาท
• ต้นทุนสินค้าจริงคือ 80% หรือ 1,600,000 บาท
• จ่ายเงินเดือนให้พนักงานเดือนละ 20,000 บาท
• จ่ายค่าใช้จ่ายอื่นๆที่มีเอกสารหลักฐานประมาณ 5,000 บาท

ทีนี้นายบักหนอมได้รับคำแนะนำจากแอดมินเพจ TAXBugnoms ว่า ถ้าหากเลือกที่จะจดบริษัท นายบักหนอมจะมีค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีเดือนละ 2,500 บาท และมีค่าสอบบัญชีปีละ 10,000 บาท



คำถามคือ นายบักหนอมควรจะจดบริษัทดีไหม นั่นสิครับ! เรามาลองคำนวณภาษีกันดีกว่าครับ

ตารางที่ 1 : เปรียบเทียบวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
โดยวิธีการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาและตามจริงTable-1

คำอธิบายประกอบวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม

1) กรณีขายของที่ยกตัวอย่างมานั้น สามารถเลือกคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ แบบเหมาะตาม % ที่กฎหมายกำหนดไว้ กับ หักค่าใช้จ่ายตามจริง (ตามจำเป็นและสมควร)

2) ค่าใช้จ่ายจริงจำนวน 1,900,000 บาท มาจาก 1,600,000 + 240,000 + 60,000 (ต้นทุน + เงินเดือน + ค่าใช้จ่าย)

3) วิธีคำนวณภาษีวิธีที่ 1 คือวิธีเงินได้สุทธิ คำนวณจาก (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี ส่วนวิธีคำนวณภาษีวิธีที่ 2 คือวิธีเงินได้พึงประเมิน คำนวณจาก เงินได้ x 0.5% และกฎหมายให้เสียภาษีจากวิธีที่คำนวณได้มากกว่า

จากตารางข้างบนจะเห็นว่า หากนายบักหนอมเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา จะเสียภาษีสูงสุดจำนวน 63,500 บาท ซึ่งมากกว่ากรณีที่หักค่าใช้จ่ายแบบตามจริงถึง 53,500 บาท โดยกรณีนี้ การที่นายบักหนอมเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบตามจริง จะช่วยให้ประหยัดภาษีได้มากกว่านั่นเอง

แต่ถ้าหากนายบักหนอมตัดสินใจเลือกจดบริษัทแทน เรามาเปรียบเทียบระหว่างวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับภาษีเงินได้นิติบุคคลเปรียบเทียบกันดูบ้างครับ



ตารางที่ 2 : เปรียบเทียบการคำนวณภาษีเงินได้
ระหว่างวิธีการหักค่าใช้จ่ายตามจริงของบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล
Table-2

คำอธิบายเพิ่มเติมเรื่องการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

1) ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีรายปีคือ 30,000 บาท (เดือนละ 2,500 บาท) ส่วนค่าสอบบัญชีคิดเป็นรายปี

2) กรณีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจากกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกในกรณีที่บริษัทมีทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท

จากตารางจะเห็นว่า ถ้านายบักหนอมเลือกจดบริษัทแล้ว จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการประหยัดภาษีสูงสุด นั่นคือ ไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว (เย้)

แต่ความจริงมันเป็นแบบนั้นหรือเปล่านะ…
ลองมาดูตารางสรุปด้านล่างนี้กันครับ

Table-3

ประหยัดภาษีแล้วไง
จริงๆแล้วธุรกิจเราต้องการประหยัดอะไรในชีวิตกันแน่

หลังจากที่ดูข้อมูลทั้งหมด พรี่หนอมเอารายการทั้งหมดมาสรุปให้ดูครับว่า เมื่อตัดสินใจเลือกเป็นนิติบุคคลโดยการจดบริษัทแล้ว เราจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาในส่วนของค่าทำบัญชี และค่าสอบบัญชีรวมทั้งหมด 46,000 บาทต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับภาษีที่ประหยัดได้ก็ยังไม่คุ้มค่า เพราะกำไรที่แท้จริงของการเป็นบุคคลธรรมดานั้นยังสูงกว่าอยู่ดี (ดูข้อมูลในช่องกำไรที่แท้จริงนะครับ)

แต่คำตอบนั้น ยังบอกไม่ได้ว่าการเลือกเป็นบุคคลธรรมดานั้นจะดีกว่านะครับ #อ้าว เพราะว่า สิ่งที่เราต้องคิดเพิ่มขึ้นมาอีกประเด็นหนึ่งคือ เรื่องของบัญชีรายรับรายจ่าย ต้นทุนการจัดเก็บเอกสารนั้น มันมีค่าเท่าไร และใครเป็นคนทำ ซึ่งถ้าหากมีค่าใช้จ่ายในส่วนนั้น เราต้องเพิ่มเข้ามาเป็นต้นทุนในการคำนวณอีกทีหนึ่งครับ เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ถูกต้องในการตัดสินใจ

สรุปแล้วจะเอาอะไร ยังไงกันแน่?

ก่อนที่ชวนปวดหัวไปมากกว่านี้ พรี่หนอมอยากชวนกลับมาที่จุดเริ่มต้นกันก่อนครับ นั่นคือคำถามว่า แล้วอะไรคือสิ่งที่เราค้องการจากการทำธุรกิจครับ

ผมเชื่อว่า ทุกธุรกิจนั้นมีเป้าหมายเดียวกัน คือ “กำไรสูงสุด” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตัวอย่างนี้ คือ กำไรสูงสุดที่ธุรกิจนี้ทำได้นั้น มันมีมูลค่าเพียง 90,000 บาท ซึ่งถ้าหากคิดออกมาเป็นกำไรรายเดือนแล้ว จะอยู่เพียงแค่ 7,500 บาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่ทำงานครบทั้ง 30 วันในเดือนนั้นๆเสียอีก และถ้าหากนายบักหนอมนั้นบอกว่าตัวเองทำธุรกิจนี้เป็นรายได้หลัก นั่นแปลว่า สิ่งที่เขาได้รับนั้นมีค่าต่ำเตี้ยเรี่ยติดดินเสียเหลือเกิน โถวว… มันช่างน่าเศร้า

นั่นแหละครับ คือเหตุผลที่พรี่หนอมตอบคำถามเหล่านี้ว่า “ไม่รู้”  เพราะว่าการจดบริษัทหรือการจัดตั้งนิติบุคคลนั้น มันมีหลายประเด็นต้องพิจารณามากเลย ทั้งจำนวนภาษีที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น กำไรที่แท้จริงของบริษัท ต้นทุนเวลาแค่ค่าแรงแอบแฝงจากการเลือกวิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยหักค่าใช้จ่ายตามจริง และที่สำคัญ นี่ยังไม่รวมเรื่องของการรับผิด การจัดการต่างๆด้านเอกสาร และอื่นๆอีกมากมายครับ

ดังนั้น… คนที่ตอบคำถามได้ดีที่สุดย่อมจะต้องเป็น คนที่ใส่ใจในการทำบัญชีรายรับรายจ่ายของธุรกิจ เพราะว่าเขาจะรู้จริงว่าที่มาที่ไปของตัวเลขทั้งหมดนั้นมาจากไหน และควรจะจดบริษัทเมื่อไรถึงจะคุ้มค่าที่สุด ร่วมกับ วิสัยทัศน์ ที่มองเห็นว่าอนาคตของธุรกิจตัวเองจะไปในทิศทางไหนและอย่างไรบ้าง

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เขียนออกมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้ต้องการบอกว่าการเลือกจดบริษัทไม่ดี หรือ การวางแผนภาษีแบบนี้ไม่เวิร์ก แต่สิ่งที่ต้องตอบให้ได้จริงๆ หากอยากจะให้ธุรกิจของเราประสบผลสำเร็จทุกด้าน ผมเชื่อว่าคนที่มีข้อมูลและทำการบ้านหนักกว่าย่อมจะเป็นผู้ชนะในทุกสนามอย่างแน่นอนครับ

หมายเหตุ:

1) ก่อนหน้านี้พรี่หนอมเคยเขียนบทความ จะจดทะเบียนบริษัท “เพื่อประหยัดภาษี” ต้องมีรายได้เท่าไร ? มีหลายคนสอบถามมาเพิ่มว่า ตัวเลขที่บอกมานั้นมันคร่าวไป และไม่เข้าใจว่าในทางปฎิบัติควรจะทำยังไงแบบไหนดี บทความนี้จึงเป็นการลงรายละเอียดเพิ่มเติมให้ครับ

2) บทความนี้ไม่ได้พูดถึง ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสำหรับกรณีนี้จะมีเรื่องของการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เพราะมีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี หากไม่สามารถบวกเพิ่มภาษีขายเข้าไปในราคาสินค้าได้ อย่าลืมคิดต้นทุนในส่วนนี้ด้วยครับ





Send this to friend

.