[Event] เรื่องทองต้องรู้ กูรูมาเอง Mr.Messenger with WealthMagik Rankings By TaxBugnoms

โพสต์เมื่อ: 30 มี.ค. 2013 - ป้ายกำกับ: , , , , ,


เมื่อวานนี้ (29 มีนาคม 2556) ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรม “Topping your Investment with WealthMagik Rankings” Exclusive Member Party ที่ Magnum Cafe Siam Center ของทาง WealthMagik ซึ่งเป็นเว็ปไซด์ที่รวมรวบข้อมูลกองทุนและการบริหารการเงินส่วนบุคคลที่จะช่วยให้คุณรู้แหล่งข่าวสาร ข้อมูล การลงทุน สภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้ง ข่าวเด่น ต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงผลการดำเนินการของ กองทุนรวม ทุกกองทุน ในประเทศไทย รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ของแต่ละกองทุน เพื่อช่วยในการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ

WealthMagik

งานนี้เริ่มต้นประมาณ 14.30 น. โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น (เพราะเบียดกันจนร้อน) แต่พอได้ไอศครีม Magnum กับเครื่องดื่มเย็นๆมาช่วยคลายร้อนให้ ก็ทำให้ดีขึ้นเล็กน้อย (อิอิ)

IMG_2023

ในช่วงแรกจะเป็นการกล่าวต้อนรับเข้างานฉลองครบรอบ 1 ปีของทาง Wealthmagik และหลังจากนั้นก็เข้าช่วงสำคัญ ที่ผมรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ (แฮร่) คือ ช่วงบรรยายความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในหัวข้อ “เรื่องทองต้องรู้ กูรูมาเอง” ของ Mr. Messenger Blogger ชื่อดังจากห้องสินธร Pantip.com ผู้เป็นเจ้าของเดียวกันกับเวป Mr.Messenger และเพจ Sinthorn

จากการรับชมรับฟังหัวข้อบรรยายเรื่องนี้ทำให้ผมได้รับความรู้มากมายเกี่ยวกับการลงทุนในทองคำ จนแอบคิดไม่ได้ว่า “แหม่ น่าจะได้ฟังก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน (เลยต้องติดดอยทองอยู่จนถึงทุกวันนี้) เลยตัดสินใจที่จะเขียนสรุปใจความสำคัญๆเพื่อนำมาถ่ายทอดให้กับเพื่อนๆแฟนเพจ “บล็อกภาษีข้างถนน” เผื่อว่าใครกำลังตัดสินใจจะลงทุนในทอง หรือ “เล่นทอง” จะได้รู้ว่าควรทำอย่างไรและพิจารณาปัจจัยอะไรบ้าง

เอาล่ะ!!! เกริ่นมาตั้งนานแล้ว มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ :)

IMG_2024



– แนวโน้มการลงทุนในปัจจุบัน –

ก่อนที่เราจะลงทุนในสิ่งใดๆก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการพิจารณาแนวโน้มการลงทุน (Trend) กันก่อน ซึ่งในปัจจุบันนี้ ควรพิจารณาจาก “Mega Trend” หรือแนวโน้มใหญ่ที่จะเกิดขึ้นอย่างน้อยใน 10-20 ปีขึ้นไปว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา คือ การเคลื่อนย้ายของ “เงินทุนเสรี” ที่มีมากขึ้น ส่งผลให้ชนชั้นกลางทั้งหลาย (Lower-Middle Income) เริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับแหล่งแรงงานที่เป็นฐานการผลิตก็เริ่มต้นขยับขยายจากทาง ยุโรป >> อเมริกา >> ญี่ปุ่น และเกาหลี ทำให้เกิดการบริโภคและใช้จ่ายมากขึ้น และท้ายที่สุด ในปัจจุบันนี้ตลาดแรงงานของโลกได้เคลื่อนย้ายมาถึงที่ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดอย่าง “จีน” และ “อินเดีย”

นอกจาก Mega Trend แล้วยังมีอีกแนวโน้มหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ “Urbanization” หรือ การเคลื่อนย้ายจากชนบทสู่เมือง จะเห็นได้ว่าเมื่อมีแรงงานมากขึ้น ย่อมทำให้ “ชนชั้นกลาง” ในประเทศจีนและอินเดียเพิ่มขึ้นตามจากการที่แต่ละครัวเรือนมีเงินได้มากขึ้น

ในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบ Trend ของจีนกับอเมริกาแล้ว จะเห็นว่าแนวโน้มของจีนได้เดินตามทางของอเมริกา (ถึงแม้ว่าจะล้าหลังไป 47 ปีก็ตาม แต่อัตราการเร่งน่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ)ซึ่ง Trend ตัวนี้เองที่แสดงให้เราเห็นว่า วัฒนธรรมการบริโภค การลงทุนในทุกประเภทเริ่มจะคล้ายคลึงกัน

ดังนั้นในอนาคตอันใกล้นี้ สิ่งที่จะมีผลกระทบต่อการลงทุน (รวมถึงทองคำ) น่าจะขึ้นอยู่กับการเติบโตของทั้ง 2 ประเทศนี้เป็นหลักนั่นเอง

– สิ่งที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำ –

เมื่อก่อนเราจะได้ยินบรรดาเซียนๆทั้งหลายพูดกันว่าราคาทองคำมักจะปรับขึ้นทุกๆช่วงตรุษจีน เนื่องจากมีความต้องการที่สูงขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย (อย่างช่วงต้นปีที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าราคาทองลดลงเสียด้วยซ้ำ TwT ) แต่ความเป็นจริงแล้ว ยังมีวัฒนธรรมอีกมากมายที่มีผลกระทบต่อความต้องการทองคำเช่น พิธีการถือศีลอด เทศกาลแห่งไฟของชาวฮินดู หรือแม้แต่การจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีของอเมริกา ซึ่งถ้าจะให้แยกปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำออกมานั้น เราจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่เรียกว่า “Love Trade” และ “Fear Trade”

“Love Trade”
1) ความเกี่ยวข้องทางด้านวัฒนธรรม วัฒนธรรมของโลกจะมีความต้องการทองอยู่เรื่อยๆ เช่นพิธีกรรมต่างๆ แต่ว่าไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงมากนัก
2) การเพิ่มขึ้นของรายได้และจำนวนชนชั้นกลาง ทำให้มีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ย่อมส่งผลให้ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกัน

“Fear Trade”
1) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของประเทศพัฒนาแล้ว “ติดลบ” จากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหา ทำให้ต้องลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ในฝั่งตลาดกำลังพัฒนา (Emerging Market) ต้องพยายามเร่งอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเพื่อหนีเงินเฟ้อที่เป็นผลกระทบมาจากการลดอัตราดอกเบี้ยของประเทศที่พัฒนาแล้วนั่นเอง
2) นโยบายการคลังของสหรัฐ ทำให้ต้องอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าไปเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น ฟองสบู่แตกช่วงดอทคอม และวิกฤตซับไพร์ม นอกจากนั้นธนาคารกลางของประเทศต่างๆจะพยายามอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบ



Love/Fear

เมื่อเราพิจารณาข้อมูลแล้ว จะเห็นว่า “Fear Trade” เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาทองในระยะสั้นและระยะกลาง โดยในทางกลับกัน “Love Trade” จะมีผลกระทบต่อราคาทองในระยะยาว ดังนั้นก่อนการลงทุนในทองคำ เราควรจะถามตัวเองก่อนว่าเราจะเลือกลงทุนในระยะไหน จะได้เลือกปัจจัยที่มาพิจารณาถูก

– ต้นทุนของทองคำแท่ง –

จากรูปเห็นว่าต้นทุนของทองคำจะมีผลกระทบจากปัจจัยต่างๆไม่ว่าจะเป็นต้นทุนปกติ ต้นทุนการบำรุงรักษา แต่มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเพิ่มและราคาค่าแรงงานที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น บวกด้วยภาษีและกำไรที่คาดว่าจะได้รับ ดังนั้นจากรูปนี้ทองไม่ควรขายต่ำกว่าราคา 1,500$

Slide17-horz(คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่)

ส่วนอีกรูปแสดงให้เห็นว่าในอนาคตกำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นราคาของทางก็จะเป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ก็คือ “ลดลง” แต่มีปัญหาก็คือ คุณภาพของทองลดลงประมาณ 21% ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา

– แนวโน้มของราคาทองคำระยะยาว –

Slide20เมื่อเรานำราคาทองคำในแต่ละช่วงเวลามาเปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นว่าการเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่ผ่านมาไม่มีความสอดคล้องกันเลยแม้แต่น้อย แปลว่า ถ้าหากราคาทองคำยังอยู่ใน Trend ขาขึ้นยังไงๆมันก็ขึ้นอยู่อย่างนั้น!!!! แต่การที่ราคาทองคำในปัจจุบันมีราคาลดลง แสดงให้เห็นว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ราคาทองคำลดลง!!!

Slide21

แต่เมื่อดูกราฟราคาทองย้อนหลังไป 10 ปีจะเห็นว่าราคาทองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (แต่อย่าไปเจาะดูเป็นรายปีนะครับ เดี๋ยวมีเสียวกันแน่นอน)

– กองทุนทอง –

ปกติแล้วกองทุนรวมทองคำจะลงทุนใน SPDR Gold Trust ซึ่งวิธีการดูราคาทองง่ายที่สุดก็คือ ค้นหา “GLD:SP” ใน Bloomberg.com ซึ่งในกองทุนทองที่เราลงทุนนั้น จะมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบดังต่อไปนี้

Slide23

1. การเปลี่ยนแปลงของราคาทองในตลาดโลก (Spot Gold) : การเปลี่ยนแปลงในกองทุนหลักนั้น “ไม่จำเป็น” ต้องวิ่งตาม Spot Gold 100% แต่อย่างไรก็ตามจะวิ่งล้อตามกันในระดับหนึ่ง
2. ความเปลี่ยนแปลงของราคากองทุนหลักที่ต่างประเทศ : ในบางทีอาจจะไม่เป็นไปตามกันก็ได้ ไม่จำเป็นว่าราคาทองบ้านเราขึ้นแล้วราคาของกองทุนหลักจะขึ้นเสมอไป
3. สภาพคล่องจากกองทุนหลัก : การขาดสภาพคล่องของกองทุนส่งผลให้เกิดการดันราคาได้ อย่างเช่นกองทุน SPDR ของสิงค์โปร์ที่ผ่านมา เคยถูกดันราคาไปในวันสิ้นปี ติดดอยกันเป็นแถ้วววววว (รวมทั้งผมด้วย TwT)
4. อัตราแลกเปลี่ยน : เนื่องจากมีผลแตกต่างกันเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นตอนนี้เงินบาทแข็ง ต่อให้ราคาทองเพิ่มขึ้นเท่าไรก็ตามกองทุนหลักอาจจะไม่ได้วิ่งขึ้นแรงอย่างใจนัก แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่่ยงในส่วนนี้โดยเลือกกองทุนรวมที่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
5. ความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ของคู่สัญญา : เนื่องจากตัว SPDR ไม่ใช่กองทุนของบลจ.ที่เปิดในประเทศไทย ซึ่งอาจจะตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ลำบากนิดหน่อย แต่ไม่ได้เสี่ยงอะไรมากนัก

– เป้าหมายของการลงทุนทองคำ –

ถ้าเราดูค่าความผันผวน (Standard Deviation) ของสินทรัพย์แต่ละประเภท ทองจะมีค่าความผันผวนที่ต่ำกว่าตัวอื่นๆ ซึ่งเหมาะกับการกระจายความเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ Portfolio ในการลงทุนสวยงาม (แฮร่) ไม่ค่อยผันผวนมากนัก ซึ่งทำให้บลจ.ส่วนมากชอบจีบลูกค้าให้ลงทองไว้สักหน่อย (ฮา)

Slide26

– แนวโน้มของทองคำ (ระยะสั้น) –

จากแนวโน้มของการลงทุนในระยะสั้นเราจะเห็นว่าสัดส่วนการลงทุนใน SPDR Gold Trust เพิ่มสูงขึ้นจาก 17% เป็น 42% แต่จำนวนคนที่ลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญ (ทอง) กษาปณ์ลดลง ทำให้การลงทุนทองคำโดยรวมลดลง เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้

Slide27

1. ทางจีนมีมาตรการเข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของจีนชะลอตัว คนจึงลดการถือครองทองคำลง ดังนั้นเมื่อไรทางจีนเศรษฐกิจฟื้นก็เป็นที่มั่นใจได้เลยว่า ราคาทองจะกลับมาอย่างแน่นอน
2. ช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลางทั่วโลกลดการถือครองทองคำลง (แต่ล่าสุดเริ่มต้นทยอยสะสมเข้าคลังอีกแล้ว จากราคาที่ปรับตัวลง คงเห็นว่าราคาทองคำเริ่มต่ำได้ที่แล้วกระมัง อิอิ)

นอกจากนั้นทาง Research ของ CITIBank มองว่าปัจจัยที่มีผลกระทบกับราคาทองคำระยะสั้นๆในช่วงนี้ ได้แก่
1. ค่าเงิน US Dollar >> เมื่อเศรษฐกิจอเมริกาทำท่าจะขึ้น ส่งผลให้ดอลล่าร์แข็งค่าราคาทองก็มักจะลง
2. การเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อ >> เมื่อไรที่เงินเฟ้อสูงมากๆ (Hyper) คนส่วนใหญ่จะกลัวมากๆ เลยหันมาถือทอง หรือ ไม่ก็คือเงินเฟ้ออยู่ในช่วงติดลบคนจะไม่ถือทอง
3. แรงซื้อขายของกองทุนทองคำ (SPDR) >> ผลจากการซื้อขายกองทุนทำให้เกิดผลกระทบต่อราคาทองคำ ตอนนี้แรงขายของ ETF มีเยอะกว่าเลยทำให้ราคาทองลดลง

แต่ในการลงทุนเราจะมัวแต่รอข้อมูลไม่ได้แล้ว เพราะว่าข้อมูลมักจะออกมาหลังจากที่เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นแล้ว (รู้อะไรไม่เท่า รู้งี้ – -“) ดังนั้นถ้าหากเรามัวแต่รอก็คงจะไม่ทันการณ์ จึงควรนำเรื่องของ Technical ในการลงทุนมาดูประกอบกัน

การลงทุนแบบ Technical มีความเชื่ออยู่ว่าไม่ว่าหลักทรัพย์ใดๆจะมีแนวโน้มอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ แนวโน้มขาขึ้น แนวโน้มขาลง และแนวโน้ม Sideways (ไม่ขึ้นไม่ลง ออกข้างๆ) โดยเครื่องมือทางเทคนิคที่นักลงทุนควรใช้ในการพิจารณาลงทุนนั้นมีอยู่ 4 ตัว ได้แก่

Slide30-tile(คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่)

1. Trend Line : ใช้พิจารณาแนวโน้มว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง (จากรูปเราจะเห็นว่าในตอนนี้ทองเป็นแนวโน้มขาลง)
2. แนวรับแนวต้าน : เลือกใช้แนวรับแนวต้านในการตัดสินใจซื้อขาย

แนวต้าน ทะลุเมื่อผ่านแนวต้านให้ซื้อ แต่ถ้าไม่ผ่านให้ขาย
แนวรับ เมื่อยังรับอยู่ให้ซื้อ แต่ถ้าหลุดแนวรับให้ขาย

3. MACD เพิ่มความมั่นใจมากขึ้นโดยใช้เส้น MACD มาช่วยยืนยันการซื้อขาย พิจารณาจากการตัดขึ้นลงของ Buy Signal และ Sale Signal เมื่อ “ตัดขึ้น” ให้ซื้อ “ตัดลง” ให้ขาย (แต่ตอนนี้ยังไม่มีสัญญานบอก)
4. เส้นค่าเฉลี่ย มั่นใจเพิ่มขึ้นอีกระดับ โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ย 15 วันและ 50 วัน ถ้าเส้นสีฟ้าตัดขึ้นสีแดงให้ซื้อ (วงกลมเขียว) ถ้าเส้นสีฟ้าตัดลงเส้นสีแดงเมื่อไรให้ขาย (วงกลมแดง)

อย่างไรก็ตาม Technical ถือเป็นเครื่องมือในการประกอบการตัดสินใจบางส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด โดยในตอนนี้ทองยังไม่มีสัญญานอะไรให้ “ซื้อ” แนะนำให้รอดูราคาและแนวโน้มไปก่อน (อยู่เฉยๆกำเงินไว้ให้แน่นๆ ^^)

– กลยุทธ์ในการลงทุนทองคำ –

1. สัดส่วนการลงทุน : แบ่งสัดส่วนการลงทุนของตัวเองให้ชัดเจนก่อน ว่าจะลงทุนในตัวไหนดี โดยปกติแนะนำให้แบ่งสัดส่วนโดยรวมของพอร์ทการลงทุนมาลงในทองสักประมาณ 5-10%
2. ระยะเวลา : พิจารณาระยะเวลาในการซื้อทอง โดยดูจากกรอบของตัวเองว่าสามารถถือได้นานแค่ไหน สั้นกลางยาว ไม่ใช่ถือสั้นแต่หลอกตัวเองว่าถือยาว (ฮา)
3. วิเคราะห์และหาจังหวะลงทุน : มองหาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาทองในช่วงนั้น เพื่อหาจังหวะตัดสินใจเข้าลงทุน

– กูรูในการลงทุนมองทองอย่างไร –

Slide35

ปิดท้ายการบรรยายด้วยรูปเปรียบเทียบสัดส่วนการลงทุนในทองคำของนักลงทุนทั้ง 6 คน จะเห็นได้ว่าไม่มีใครลงทุนในทอง 100% เลย O_o แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่นักลงทุนทุกคนควรจะรู้ไว้ก็คือ เราไม่จำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์ทุกประเภท แต่ให้เลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เรามีความรู้และความเข้าใจ และถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วเราสามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนได้อย่างแน่นอน  :)

หลังจากการบรรยายจบลงก็เป็นการเปิดตัวบริการใหม่ของทาง WealthMagik ที่ชื่อว่า WealthMagik Rankings ที่จะเป็นตัวช่วยในการจัดอันดับกองทุนเพื่อช่วยนักลงทุนในการพิจารณาลงทุนในสไตล์ต่างๆ โดยถ้าหากใครสนใจก็สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากทางเวปไซด์ WealthMagik ครับ

สุดท้ายนี้หวังว่าข้อมูลทั้งหมดที่ผมรวบรวมมานี้คงจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาลงทุนในทองคำของเพื่อนๆไม่มากก็น้อยนะครับ สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปก่อน  ขออนุญาตปิดท้ายด้วยรูปนี้ละกันครับ :)

IMG_2025

 





Send this to friend

.