พร้อมหรือยัง? กับแนวทางตรวจสอบล่าสุดของสรรพากรในยุค 4.0

โพสต์เมื่อ: 02 พ.ย. 2017 - ป้ายกำกับ: , , , , ,


ในปี 2560 นี้ พรี่หนอมมองว่าเป็นอีกปีหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อยู่ 2 เรื่องครับ เรื่องแรกคือ ระบบการชำระเงินของประเทศไทย และอีกเรื่องคือ นโยบายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาษี

ในส่วนของระบบการชำระเงิน เราจะเห็นว่ามีการเริ่มต้นใช้นโยบายใหม่ตามแผนยุทธศาสตร์ National E-Payment มาอย่างต่อเนื่อง และมีบางนโยบายที่ทำให้ใครหลายคนต้องกลัวอย่าง ภาษีอิเล็กทรอนิคส์ ที่คาดว่าจะเริ่มใช้อย่างจริงจังในปี 2561 ที่กำลังจะมาถึงนี้

ส่วนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาษีนั้น เราจะเห็นว่ามีการปรับปรุงกฎหมายใหม่ๆมากขึ้นอีกหลายตัว เพื่อส่งเสริมให้คนเข้าสู่ระบบและเสียภาษีได้อย่างถูกต้องมากขึ้น อย่างเช่น มาตรการสนับสนุนให้บุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล ที่หลายคนยังมึนงงและสงสัยไม่แพ้กันว่า สรุปแล้วธุรกิจเราควรจะ จดบริษัทดีไหม?

ในขณะที่ฝั่งหนึ่งกำลังพัฒนาเรื่องของระบบและกฎหมายด้านภาษี ทางฝั่งตรวจสอบอย่างกรมสรรพากรเอง ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เพราะว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคประเทศไทยก็ 4.0 แบบนี้สรรพากรก็ต้องเข้าสู่ยุค 4.0 เหมือนกันแน่นอนครับ ฮ่าๆ

สรรพากร 4.0 ไม่มีจริงนะครับ มีแต่สรรพากรปกติครับ

เอ่อ.. ต้องบอกว่าผมคิดคำนี้ขึ้นมาเล่นๆ หลังจากที่ได้ฟังสรุปจากงานสัมมนาในหัวข้อ “ความร่วมมือกับสำนักงานบัญชีเพื่อการแนะนำด้านภาษีอากรที่มีคุณภาพ” เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากที่โพสลงแฟนเพจ TAXBugnoms ไป คำนี้ก็ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงหนึ่งไปซะงั้น – -‘ #พี่สรรพากรอย่าเอาเรื่องผมนะครับ

โอเคครับ กลับมาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า หลังจากที่ฟังสัมมนาในวันนั้นจบลง ผมมองว่าในปี 2560 และต่อจากนี้ไป แนวทางการตรวจสอบของกรมสรรพากรจะเปลี่ยนไป บอกได้เลยครับว่างานนี้มีหนาวอย่างแน่นอน

นอกจากระบบที่กำลังจะตีกรอบให้เราเข้าสู่สังคมไร้เงินสดแล้ว แนวทางการตรวจสอบภาษีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป ก็จะทำให้เราต้องเกรงกลัว เอ้ย เกรงใจที่จะทำผิดกฎหมายภาษีมากขึ้นตามไปด้วยครับ



เรียกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ จะเปลี่ยนแปลงทั้งการทำงานของนักบัญชี และเจ้าของกิจการอย่างพลิกฝ่ามือกันเลยทีเดียวครับ!!!

ประเด็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมีอะไรบ้าง?

1. มุมมองใหม่ : ภาพลักษณ์เดิมระหว่างสรรพากรกับสำนักงานบัญชีที่ตบตี เอ้ย พูดคุยกัน จะเปลี่ยนแปลงเป็นการร่วมมือกันแทน เพื่อให้ความรู้ในการจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง ชอบธรรม และยั่งยืนสำหรับธุรกิจครับ

ตรงนี้เรียกได้ว่าเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่กรมสรรพากรพยายามที่จะเดินหน้าไปพร้อมๆกันกับผู้ประกอบการและสำนักงานบัญชี ที่ไม่ได้มองเพียงแค่จำนวนเงินภาษีที่เก็บได้ แต่มุ่งไปที่การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนร่วมกันแทนครับ

2. เครื่องมือการตรวจสอบใหม่ : กรมสรรพากรได้เริ่มใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจที่เรียกว่า RBA หรือ Risk Base Audit System ซึ่งผ่านการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดจากแหล่งข้อมูลภายนอกและภายในกรมสรรพากร และเชื่อมโยงกันกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันมีเกณฑ์การคัดเลือกให้คะแนนความเสี่ยงประมาณ 132 เกณฑ์ ซึ่งจะมีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องครับ

Thailand4.0-Presentation
โดยแหล่งที่มาของเกณฑ์เหล่านี้จะมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลงบการเงิน แบบแสดงรายการภาษี อัตราส่วนทางการเงินและ ค่ามาตรฐานต่างๆในประเทศไทย เช่น GDP มีเกณฑ์หนึ่งที่ใส่เข้ามาและคิดว่าน่าจะเป็นประเด็น นั่นคือ การเลือกใช้ผู้สอบบัญชีและผู้ทำบัญชีที่ได้มาตรฐานหรือไม่ ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาเช่นเดียวกัน

3. วิธีการตรวจสอบใหม่ : กรมสรรพากรใช้การตรวจแนะนำด้านภาษีเป็นวิธีหลัก โดยพิจารณาจากการยื่นแบบ การวิเคราะห์และการตรวจสอบแบบแสดงรายการภาษี การตรวจปฎิบัติการ และการออกหมายเรียก ซึ่งลำดับความรุนแรงและการเลือกใช้นั้นจะแตกต่างกันไป และไม่จำเป็นต้องดำเนินการจากเบาไปหาหนัก ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มีและความเหมาะสมของเครื่องมือต่างๆในการพิจารณาตามข้อ 2 ครับ

จริงๆ พรี่หนอมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ในประเด็นสรุปในหัวข้อ วิธีการตรวจสอบของสรรพากร ไว้ที่เพจแล้วครับ เลยนำสิ่งที่เคยโพสไว้มาเรียบเรียงใหม่ให้อ่านกันอีกครั้งหนึ่งครับ



สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ และ ค่าใช้จ่าย
5 อย่างนี้ต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริง

พรี่หนอมขอเริ่มอธิบายที่กลุ่มแรกอย่าง สินทรัพย์ ก่อนนะครับ สำหรับรายการต่างๆ ที่อาจจะมีปัญหานั้น ได้แก่ เงินสด ลูกหนี้การค้า ลูกหนี้เงินกู้ยืม สินค้าคงเหลือ ที่ดินอาคารและอุปกรณ์

เงินสดและเงินฝากธนาคาร ธุรกิจไม่มีบัญชีเงินฝาก = เป็นไปไม่ได้ ในยุคนี้ ไม่ทราบว่าคุณพี่เอาเงินไปไว้ไหนกันแน่ อีกคำถามหนึ่งคือ แล้วคนอะไรจะซื้อของเป็นเงินสดหมดละคะ ไม่มีการโอนเข้าบัญชีธนาคารเลย แบบนี้น่าสงสัยแบบสุดๆครับ

โดยพรี่หนอมมองว่า สิ่งที่ต้องมีเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ คือ การยืนยันยอดบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้สอบบัญชีที่เอามาใช้เป็นหลักฐาน หรือมีการกระทบยอดเงินฝากธนาคารทำรายการ Reconcile (งบกระทบยอด) จะช่วยให้มีความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้นครับ

ลูกหนี้การค้า สำหรับรายการลูกหนี้การค้านั้น ยอดคงเหลือไม่ควรแกว่งขึ้นลงอย่างผิดปกติ เพราะต้องมีความสัมพันธ์กับรายได้ ไม่งั้นอาจจะแปลได่ว่ามีการซ่อนรายการผิดปกติไว้หรือเปล่า ซึ่งถ้าหากพิจารณาจากรายการเคลื่อนไหวในแต่ละเดือนของบัญชีลูกหนี้การค้าจะบอกได้เลย เช่น อยู่ๆบัญชีลูกหนี้การค้าติดลบ แบบนี้น่าจะมีปัญหาได้ครับ

ลูกหนี้เงินกู้ยืม เรื่องนี้รณรงค์ให้แก้มาตั้งแต่ พ.ร.บ. บัญชีชุดเดียวแล้วนะครับผม ไม่ให้ธุรกิจมีเงินกู้ยืมที่ไม่มีจริงหรือใช้เป็นตัวปรับรายการบัญชีที่รู้กันดีว่าเป็น #ตัวตบเงินสด

โดยเรื่องนี้มี 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือทำให้สรรพากรสงสัยว่า ธุรกิจแสดงรายได้ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง มีการดึงค่าใช้จ่ายออก ซื้อออก เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง แล้วมายัดในบัญชีลูกหนี้เงินกู้ยืมแทน

ส่วนอีกประเด็น เรื่องการให้กู้ยืมจริงนั้น ต้องมีการคิดดอกเบี้ย ตามอัตราราคาตลาด และต้องดูด้วยว่าแหล่งของการกู้ยืมเงินมาจากไหน (เงินกู้หรือเงินฝาก) ซึ่งต้องคิดให้ถูกต้อง ชัดเจน และมีหลักฐานที่แท้จริงประกอบ ไม่ใช่จะลอยๆมา ไม่งั้นก็มีปัญหาได้เหมือนกันครับ

สินค้าคงเหลือ สูงหรือต่ำไปจากข้อเท็จจริง เรื่องของสินค้าคงเหลือนั้น ต้นตอของปัญหาจริงๆ เกิดจาก การออกใบกำกับภาษีไม่ตรงกับรายงานสินค้าคงเหลือ ส่งผลให้ตัดสต็อกสินค้าไม่ได้ และไม่เห็นการบันทึกในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ

นอกจากนั้นยังมีปัญหาอย่างการออกสินค้าที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงด้วย เช่น การซื้อเหล็กมาแต่ออกใบกำกับภาษีว่าเป็นปูน หรือการใช้ใบกำกับภาษีปลอมที่ซื้อมาของธุรกิจก่อสร้าง ซึ่งสรรพากรจะมองว่ามันกลายเป็นประเด็นซื้อขายใบกำกับภาษีอีกทอดหนึ่งนะครับ #ใบกำกับภาษีปลอม

อีกเรื่องคือ บัญชีเศษซากต่างๆ ถ้าหากไม่มีในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ แปลว่าธุรกิจอาจจะแสดงว่ารายได้ขาดไป หรือมันก็เป็นข้อสงสัยว่าการบันทึกสินค้าคงเหลือนั้นไม่ถูกต้องเหมือนกันครับ

ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ ที่ไม่มีจริง สำหรับเรื่องนี้มีอยู่ 2 ประเด็นที่อาจจะโดนเพ่งเล็งได้ เรื่องแรกคือ ไม่มีสินทรัพย์จริง หรือเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ทำให้ธุรกิจมีรายได้ เช่น มีคอนโดเยอะแยะ แต่ไม่มีรายได้ค่าเช่า ซึ่งจะเกิดคำถามตามว่า จะมีไว้ทำไม??? และมันส่งผลถึงความสงสัยเรื่องของการลงรายได้ที่ไม่ครบถ้วนด้วยครับ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง คือ เวลาขายทรัพย์สิน อย่าลืมแจ้งสำนักงานบัญชี อย่าลืมออกใบกำกับภาษี อย่าลืมเอาออกจากทะเบียนทรัพย์สินด้วยนะครับ ไม่งั้นจะผิดกันไปอีกยาวๆเลยทีเดียว

พรี่หนอมเคยบอกในงานสัมมนาและเขียนบทความกับเรื่องนี้ไปแล้วว่า ถ้าไม่จำเป็นอย่าเอาทรัพย์สินมาใช้ในบริษัท อย่าเห็นแก่การตัดค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่าย เพราะปัญหาจะตามมาเยอะในตอนขาย และตอนเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนี่แหละครับ

เอาล่ะครับ… หมดในส่วนของสินทรัพย์กันไปแล้ว เรามาดูกันต่อที่ส่วนของ หนี้สิน กันบ้าง ซึ่งพรี่หนอมเชื่อว่าฝั่งนี้ก็มีเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลยล่ะครับ

เงินกู้ยืมธนาคาร ทั้ง เงินเบิกเกินบัญชี (OD) เงินกู้ยืมระยะสั้น กลาง ยาว ปัญหาที่พบเจอบ่อยๆคือ ธุรกิจมีเงินกู้ยืมแต่ไม่ได้บันทึกในงบการเงิน ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันกับปัญหาเรื่องของเงินสด แต่เรื่องนี้จะเป็นผลเสียกับกิจการมากกว่า เพราะว่าส่วนใหญ่จะลงเป็นเงินกู้ยืมกรรมการแทน ซึ่งถือว่าลงผิดบัญชี และแบบนี้ทางฝั่งคนทำบัญชีและผู้สอบก็มีปัญหาชีวิตได้เช่นกัน เพราะบันทึกบัญชีไม่ครบและตรวจสอบไม่พบอีกต่างหาก และเรื่องที่น่าเสียดายที่สุดคือเอาดอกเบี้ยจ่ายซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายมาใช้ไม่ได้อีกด้วยครับ

ทางแก้ที่พรี่หนอมมองเห็นคือ สำหรับผู้สอบบัญชี ควรมีการขอหลักฐานการยืนยันจากธนาคารหรือสถาบันการเงินทุกครั้ง จะมีประโยชน์มากกว่า ส่วนเจ้าของธุรกิจก็แยกให้ดีว่าอันไหนเงินกู้บริษัท อันไหนเงินกู้ยืมส่วนตัว จะได้ไม่มั่วและมาเป็นรายจ่ายได้ครับผม

เจ้าหนี้การค้า ผันผวนเกินไปก็ดูไม่งาม เหมือนกันกับลูกหนี้การค้า โดยประเด็นที่จะทำให้มีปัญหาได้ คือ ยอดสูงไป ยอดต่ำไป หรือมีไม่มีตัวตน ซึ่งแต่ละกรณีอาจมีความเสี่ยงแตกต่างกันไปครับ

ยอดสูงไป กับ ไม่มีตัวตน นั้นปัญหาคล้ายกัน เพราะมันแปลว่า ธุรกิจไม่จ่ายหนี้เสียที และนั่นอาจจะเป็นประเด็นว่า มีการซื้อขายใบกำกับภาษี (ไม่มีรายจ่ายจริง) หรือ สร้างค่าใช้จ่ายปลอมแล้วไม่ได้ล้างเจ้าหนี้ออกจากบัญชี

ส่วน ยอดต่ำไป มักจะเกิดจากการที่ไม่เอารายการซื้อมาบันทึก เพราะกลัวจะไม่สอดคล้องกับยอดขาย คือ ถ้ามีซื้อเยอะแต่ขายไม่ได้ออก VAT ก็ไม่อยากจะเอามาลง เดี๋ยวจะมีปัญหา ซึ่งตรงนี้ทำให้มองเห็นได้ว่าอาจจะแสดงยอดขายไม่ครบถ้วน

เงินกู้ยืมกรรมการ กู้จริงไหม หรือมันคือตัวตบให้ใจหวั่นๆ สิ่งที่ควรมีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ คือ หลักฐาน และเส้นทางการเงินที่ชัดเจน ถ้าไม่มี มันคือสิ่งที่บอกว่าไม่สอดคล้องกับรายได้ อาจจะทำให้สงสัยได้ว่ามีการนำยอดขายมารับรู้เป็นเจ้าหนี้แทน หรือหาวิธีไม่ยอมรับรู้รายการขาย (ทำรายการนอกบัญชี) เพราะไม่อยากออกใบกำกับภาษีเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทีนี้พอเงินไม่พอ กิจการช็อตเงิน มันก็ต้องกลายเป็นเงินกู้ยืมกรรมการแทน

ดังนั้น ถ้าหากมีการกู้กันจริง ต้องพิสูจน์ได้ ทั้งเงินสด เงินฝากธนาคาร และมีหลักฐาน ไม่ใช่ลอยไปลอยมา แบบนี้ตรวจสอบมาแล้วอาจจะโดนเพิ่งเล็งได้ครับ

ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ตัวนี้มักจะถูกตั้งเพิ่มตอนใกล้ๆ ปิดบัญชีสิ้นปี เช่น ค่านายหน้า ค่าที่ปรึกษา ค่าขนส่ง ค่าแรง เพื่อให้กำไรน้อยลงนั่นเอง แต่พอตั้งแล้วก็ไม่สามารถจ่ายได้เพราะเงินสดไม่พอ หรือไม่จ่ายเพราะว่าไม่ได้เกิดรายการจริง ถ้าหากค้างนานเกินไป

ตรงนี้ต้องระวังโดนพี่สรรพากรมองว่าเป็นการหลบรายได้ หรือให้บวกกลับเพื่อเสียภาษีเพิ่มเติม แถมยังมีโอกาสโดนภาษีมูลค่าเพิ่มอีกต่อหนึ่งด้วยครับ

ผ่านพ้นหนี้สินไปแล้ว มากันที่ ทุนจดทะเบียน กันบ้างครับ สำหรับตัวนี้ไม่มีปัญหาอะไรมากครับ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ ลูกหนี้ค่าหุ้น เช่น ตอนเริ่มต้นกิจการชอบบันทึกมีทุนเต็มจำนวน แต่จริงๆ ไม่ได้เอาเงินเข้าตามเงินทุนที่จดทะเบียนและเรียกชำระไว้ แบบว่าอยากได้งาน อยากประมูลงาน หรืออยากมีทุนเยอะๆเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ แต่ลืมไปว่าลูกหนี้ที่ว่า มันคือลูกหนี้ค้างชำระค่าหุ้น และต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดด้วยครับ

ทีนี้มาต่อกันอีกที่สองตัวสุดท้ายอย่างรายได้และค่าใช้จ่าย (ประกอบด้วยต้นทุนขาย และ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร) กันครับ สำหรับสองกลุ่มนี้ อยากจะย้ำอีกทีว่าสิ่งที่ต้องมีคือความสัมพันธ์กันอย่างครบถ้วนและถูกต้องนี่แหละครับ ลองมาดูกันต่อเลย

รายได้ มีประเด็นต่างๆ ตั้งแต่… แสดงรายได้ไม่สอดคล้องกับต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย โดยสรรพากรจะพิจารณาอ้างอิงจากค่ามาตรฐานกลาง และเปรียบเทียบกับค่าของภาคและจังหวัด เพื่อสะท้อนดูว่าต้นทุนผิดปกติหรือไม่ ต้นทุนที่สูง ควรสะท้อนรายได้กับข้อเท็จจริง นั่นคือคิดไปที่การเพิ่มยอดขายเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่การลดต้นทุนนั่นเองครับ

กรณีที่มีการขายสินค้าโดยไม่ได้นำเข้ามาในประเทศไทย เช่น ขายจากจีนไปญี่ปุ่น ไม่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะได้รับยกเว้น VAT แต่ต้องนำมาเป็นรายได้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วยนะครับ

หรือแม้แต่ รายได้จากการส่งเสริมการขายต่างๆ แพคเกจทัวร์ ของแถม ของขวัญ ซึ่งถือว่าเป็น “เงินได้” มาตรา 39 ดังนั้นต้องรับรู้เป็นรายได้ด้วย ซึ่งบางทีมีการหัก ณ ที่จ่าย แต่ไม่เอาเพราะเลี่ยงการตรวจสอบของสรรพากร แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้สรรพากรจะตรวจสอบแบบ Supply Chain ไล่จากต้นน้ำมาปลายน้ำ สำหรับบริษัทใด อยากบันทึกเป็นค่าส่งเสริมการขาย เจ้าหน้าที่สรรพากรจะไปดูต่อว่าอีกฝ่ายเป็นรายได้หรือไม่ เพื่อให้ครบวงจร (ต้นน้ำแสดงค่าใช้จ่าย ปลายน้ำแสดงเป็นรายได้)

อีกเรื่องหนึ่ง คือ รายได้จากการ Barter หรือหักลบกลบหนี้โดยการแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือบริการกัน ต้องรับรู้รายได้ด้วย สิ่งที่ได้มาแม้จะไม่ได้เป็นเงินก็ต้องรับรู้เป็นรายได้ว่าเป็น “ประโยชน์ส่วนเพิ่ม” ตามมาตรา 39 ครับ

สำหรับรายได้อื่นๆอย่าง การขายผลิตภัณฑ์พลอยได้ ซาก หรือ ทรัพย์สินต้องรับรู้เป็นรายได้ด้วย สิ่งที่ต้องระวังคือ กำไรจากการขายทรัพย์สิน ต้องสอดคล้องกับราคาตลาด ไม่ใช่แค่บวกเพิ่มจากราคาตามบัญชี (Book Value) แล้วบวกกำไรเพิ่ม 5-10% แบบนี้ไม่ใช่หลักการที่ถูกต้อง แต่ต้องพิสูจน์ราคาตลาดให้ได้ครับ

ส่วนทางฝั่ง ต้นทุนขายหรือต้นทุนบริการ สิ่งที่ต้องระวังเป็นอันดับแรก คือ ต้นทุนที่สูงหรือต่ำกว่าปกติ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ Transfer Pricing (การถ่ายโอนกำไร) และส่งผลให้เชื่อมโยงไปที่การคิดเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นครับ

ส่วนที่เหลือของต้นทุนจะเป็นเรื่องของการมี ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ไม่สอดคล้องกับรายได้ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือพนักงาน ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ตรงนี้ต้องระวังไว้ และเรื่องของค่าโสหุ้ยหรือ Overhead ในส่วนของพนักงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าหรือต้นทุนของกิจการ ควรจะรับรู้ให้ถูกต้องในส่วนของต้นทุนของสินค้าด้วยครับ

และแล้วก็มาถึงตัวสุดท้ายอย่าง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร สำหรับค่าใช้จ่ายในการขาย จะต้องระวัง ค่านายหน้า หรือ ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายที่สูงเกินปกติ ที่ไม่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าแรง ค่านายหน้า ค่าที่ปรึกษา โดยตอนนี้ต้องระวังในเรื่องของการใช้สำเนาบัตรประชาชน เพราะคนที่นำมาใช้หากมีการลงทะเบียนเป็นผู้มีรายได้น้อย จะมีข้อมูลในกรมสรรพากร เพื่อให้ยืนยันว่าไม่มีรายได้จริง ดังนั้นการปลอมบัตรประชาชนมาใช้จะส่งผลไปถึงคดีอาญาต่างๆได้ครับ

นอกจากนั้นยังมีเรื่องของ ค่าใช้จ่ายที่ผิดรอบระยะเวลาบัญชี อย่าบันทึกผิดเป็นค่าใช้จ่ายคนละรอบ เพราะจะไม่สามารถเป็นรายจ่ายในรอบนั้นๆได้ครับ

สุดท้ายที่ชอบพลาดกันบ่อยๆ นั่นคือเรื่องของ ต้นทุนการกู้ยืมเงิน หรือดอกเบี้ย โดยถ้าหากสินทรัพย์ยังไม่พร้อมใช้งาน แล้วล่ะก็ จะไม่สามารถบันทึกต้นทุนการกู้ยืมเป็นค่าใช้จ่ายได้ ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์เท่านั้น

การแก้ไขและรับมือที่ง่ายที่สุด คือ การทำบัญชีชุดเดียว

ถ้ามองในแง่ของผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจ ผมมองว่าสิ่งสำคัญหลังจากนี้ คือ ข้อมูลการยื่นแบบภาษีที่ถูกต้อง และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงครับ เพราะข้อมูลทุกอย่างนั้นเชื่อมโยงกันมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น และจากระบบการตรวจสอบใหม่ที่กรมสรรพากรใช้นั้นเรียกได้ว่า ถ้ายังเลือกใช้เทคนิคหรือวิธีทางบัญชีเดิมๆอยู่นั้นอาจจะทำให้ลำบากกว่าเก่าได้ครับ อย่างการสร้างรายจ่ายโดยนำบัตรประชาชนหัก ณ ที่จ่ายมาใช้ อาจจะเจอแจ๊คพอตในกรณีที่คนนั้นลงชื่อผู้มีรายได้น้อยไว้ หรือแม้แต่การคิดราคาขายต่างๆที่ต่ำกว่่าราคาตลาดก็อาจจะถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้นจากคลังข้อมูลที่เชื่อมโยงกันครับ

ดังนั้นในภาพรวมระยะยาว การเปลี่ยนแปลงต่างๆด้านภาษี ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงระบบการชำระเงิน จะทำให้ใครหลายคนลำบากได้แน่ๆครับ  ถ้าหากยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงวิธีการคิดและมุมมองในการเสียภาษีใหม่ตั้งแต่ตอนนี้ (นี่เป็นความคิดเห็นจากพรี่หนอมเท่านั้นนะครับ ถ้าหากไม่เชื่อและคิดว่ามีทางรอดก็เลือกตามที่สบายใจครับ เพราะว่าผมไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรกับธุรกิจคุณอยู่แล้วครับ ฮ่าๆ)

ทีนี้ ถ้าหากเลือกมองในอีกแง่หนึ่ง สมมติว่าระบบทั้งหมดนี้สามารถเชื่อมโยงกันได้จริง และจัดเก็บภาษีจากผู้ที่ไม่ยอมเสีย (คนที่อยู่นอกระบบ) ผมมองว่าตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่เสียภาษีอย่างถูกต้องให้สามารถแข่งขันได้อย่างสบายใจ โดยที่ไม่ต้องกังวลกับต้นทุนทางด้านภาษีที่ต้องแบกรับอีกต่อไปครับ

นอกจากนั้น จำนวนเงินภาษีที่จัดเก็บได้มากขึ้นนั้นย่อมจะทำให้ฐานภาษีต่ำลงได้ในอนาคตครับ หรือพูดง่ายๆว่า ประชาชนทุกคนจะเสียภาษีต่อคนน้อยลง เพราะทุกคนที่มีหน้าที่เสียภาษีนั้นไม่สามารถหลุดรอดจากระบบและการตรวจสอบไปได้ครับ

แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่พรี่หนอมคิดนั้น มันควรจะเรียกว่าความจริงหรือความฝันน่ะสิครับ :)





Send this to friend

.