สรุปครบ!! เทคนิคและวิธีหักค่าใช้จ่ายจริงในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

โพสต์เมื่อ: 03 ต.ค. 2017 - ป้ายกำกับ: , , ,


.

 “ตอนนี้ผมเป็นบุคคลธรรมดา ไม่คิดจะจดบริษัท
แต่อยากจะเลือกหักค่าใช้จ่ายจริงในการคำนวณภาษี ควรจะทำยังไงดีครับ
?

เมื่อวันก่อน… พรี่หนอมเขียนบทความเรื่อง 5 ความเสี่ยงที่ต้องระวัง สำหรับธุรกิจที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2560 ซึ่งในนั้นมีเรื่องของวิธีการหักค่าใช้จ่ายที่อาจจะ “เสี่ยง” ต่อการประกอบธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา หลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับคำถามนี้เข้ามาทางกล่องข้อความเพจ TAXBugnoms เลยเป็นที่มาของบทความนี้ที่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ กำลังจะได้อ่านนี่แหละครับ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า บุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจนั้น กำลังถูกทางภาครัฐเชิญชวนให้ประกอบธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคลแทน ซึ่งจะเห็นว่ามีมาตรการจูงใจต่างๆออกมาเป็นระยะ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่กำลังสับสนและอยู่ในระหว่างตัดสินใจ พรี่หนอมอยากให้ลองอ่านบทความเรื่อง อยากประหยัดภาษี ควรจดบริษัทดีไหม ก่อนครับ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะจดหรือไม่จดอย่างไร?

แต่ถ้าหากสามารถตัดสินใจได้แล้วว่า ยังไงๆ ก็ไม่จดบริษัทอยู่ดี ต่อให้รัฐจะเชิญชวนมากมายแค่ไหนก็ไม่มีทางเฟร้ยยย เพียงแต่อัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่ถูกปรับลดมาถึง 60% ก็ทำให้ลำบากใจอยู่เหมือนกัน แต่เห็นว่ากฎหมายบอกว่าให้หักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ก็อยากจะลองหาข้อมูลดู จะได้ประหยัดภาษีกัน ว่าแต่มันต้องทำยังไงละเนี่ย

Picture1

(ตารางสรุปวิธีการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้ทั้ง 8 ประเภท)

ซึ่งจากตารางจะเห็นว่า การหักค่าใช้จ่ายแบบตามจริงที่ว่านี้ เราจะต้องมีเงินได้ประเภทที่ 3, 5,6,7,8 ก่อน ซึ่งเป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจ ดังต่อไปนี้ (อ่านเพิ่มเติม : เข้าใจเงินได้แต่ละประเภทภายใน 2 นาที)



1. รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ ค่ากู๊ดวิลล์ และค่าสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
2. รายได้จากค่าเช่า
3. รายได้จากวิชาชีพอิสระ 6 อาชีพ ได้แก่ หมอ บัญชี ทนาย วิศวะ สถาปัตย์ และประณีตศิลป์
4. รายได้จากรับเหมา (จัดหาทั้งของใช้และค่าแรง)
5. รายได้อื่นๆ จากการประกอบธุรกิจในเชิงพาณิชย์

ทีนี้ถ้าหากเรามั่นใจว่าธุรกิจที่เราทำนั้น ถือเป็นรายได้ 1 ใน 5 ประเภทนี้ตามกฎหมายจริงๆ สิ่งต่อมาที่เราต้องทำคือ การเตรียมตัวให้พร้อมที่จะหักค่าใช้จ่ายแบบตามจริง นั่นคือ การเริ่มต้นเก็บข้อมูล และจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ถูกต้องครับ

จำเป็นต้องจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายไหม
ถ้าไม่ทำจะหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้หรือเปล่า?

เมื่อพูดถึงเรื่องทำบัญชี มักจะมีคำถามว่าต้องทำไหม ไม่ทำได้หรือเปล่าอยู่เสมอๆ ตรงนี้พรี่หนอมขอแยกเป็น 2 ประเด็นให้ทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า ทำไมการเลือกหักค่าใช้จ่ายจริง “ต้อง” มีการทำบัญชีรายรับรายจ่าย

STATE

1. ด้านการบริหารจัดการ ถ้าหากไม่ทำ คงต้องถามต่อว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้นทุนเท่าไร มีการหักค่าใช้จ่ายได้ถูกต้องได้อย่างไร ซึ่งมันขัดกันกับสิ่งที่เรากำลังจะเลือกใช้มากๆ

2. ด้านกฎหมาย กฎหมายมีแนวทางกำหนดไว้เรื่องการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายครับ ซึ่งกำหนดไว้ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 161) ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2549 ให้ธุรกิจต้องทำบัญชีรายรับรายจ่าย โดยถ้าหากมีความผิดนั้น จะมีเรื่องของค่าปรับจำนวน 2,000 บาท แต่ถ้าถามว่ามีการปรับจริงไหม? ตรงนี้ต้องบอกไปว่าอยู่ที่ดุลยพินิจเจ้าหน้าที่สรรพากรครับ (เท่าที่ทราบมา ส่วนใหญ่ไม่มีใครปรับครับ)

เมื่อผ่านความเข้าใจมา 2 เรื่องแล้ว ถ้าหากตอนนี้ใครมีรายได้ประเภทที่ 3 , 5-8  และตัดสินใจได้แล้วว่า เอาวะ ชั้นจะทำบัญชีให้ถูกต้อง จะได้ไม่มีปัญหา และเพื่อจะได้เป็นประโยชน์ในการจัดการรายรับรายจ่าย รวมถึงการเสียภาษี พรี่หนอมขอชวนให้ดูต่อครับว่า แล้วค่าใช้จ่ายแบบไหนกันบ้างนะ ที่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายจริงในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ซึ่งแยกออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญๆ ตามนี้ครับ



1. ค่าใช้จ่ายที่จะมาใช้นั้น ต้องเป็นค่าใช้จ่ายตามปกติ และเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ หรือประเภทเงินได้ที่ได้มา เช่น ถ้าหากทำธุรกิจให้เช่าห้องพัก แต่ขอหักค่าใช้จ่ายในการจ้างพริตตี้ แบบนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกันครับผม หรือ ธุรกิจเรามีแต่รายจ่ายส่วนตัว พวกค่าท่องเที่ยว ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน ที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ในการหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษี แบบนี้จะมีปัญหาในภายหลังได้ครับ

2. มีจำนวนที่สมควรและเหมาะสมกับกิจการ คือ ต้องบอกว่าทำธุรกิจหรือมีรายได้ในกลุ่มนี้ สิ่งที่ทุกคนต้องการคือกำไร ดังนั้นถ้าหากมันมากเกินไปก็จะเป็นปัญหาได้เช่นกัน จึงมีเงื่อนไขข้อนี้มาป้องกันไว้ ไม่ให้มีค่าใช้จ่ายที่มากเกินจำเป็นครับผม

3. ไม่เป็นรายจ่ายที่กฎหมายห้ามมิให้หักเป็นรายจ่าย การเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือที่กฎหมายเรียกว่าตามจำเป็นและสมควรนั้น มีข้อกำหนดให้คำนวณค่าใช้จ่ายตามมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี โดยอนุโลม ซึ่งเป็นหลักการคำนวณกำไรสุทธิของนิติบุคคล (ตามมาตรา 8 และ 8 ทวิของพระราชกฤษฏีกาฉบับที่ 11 กำหนดไว้) ดังนั้นต้องไม่ผิดหลักการของกฎหมายในข้อนี้ด้วยครับ

4. ต้องมีหลักฐานให้ตรวจสอบได้ ตรงนี้อยากให้เข้าใจว่าหลักฐานพวกนี้ต้องเตรียมให้พร้อม ถ้าหากพี่สรรพากรสงสัยถึงจะมาตรวจสอบเรา ดังนั้นอย่าเอามาใช้เป็นค่าใช้จ่ายโดยที่ไม่มีหลักฐาน เพราะไม่งั้นเจอปรับภาษีอานแน่นอนจ้า

จากประเด็นทั้ง 4 ข้อที่ว่ามา พรี่หนอมคิดว่าส่วนที่จะเป็นปัญหามากที่สุดน่าจะเป็นข้อที่ 3 และ 4 ใช่ไหมครับ นั่นคือ เงื่อนไขของการหักค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย และ การหาหลักฐานเพื่อใช้ในการตรวจสอบ นั่นเองครับ

อะไรคือการคำนวณค่าใช้จ่ายจริง
โดยอ้างอิงตามมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
กันนะ

แม้ว่ากฎหมายจะมีแนวทางเรื่องการคำนวณค่าใช้จ่ายตามมาตรา 65 ทวิและ 65 ตรีไว้ให้เป็นทางเลือก แต่พรี่หนอมเชื่อว่าหลายคนคงจะรู้สึกสับสน มึนงงและชวนฝัน ดังนั้นมาทำความเข้าใจแบบภาษาคนกันดีกว่าครับ ว่ามันต้องจัดการและวางแผนอย่างไรบ้าง

ตามหลักการแล้ว ความหมายของค่าใช้จ่ายตามมาตรา 65 ทวิและ 65 ตรี คือ วิธีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยใช้หลักของกำไรสุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย) ซึ่งตรงกันกับหลักที่เราจะใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นั่นคือเรื่องของ ค่าใช้จ่ายจริง แต่จะมีข้อกำหนดต่างๆให้เราสามารถใช้เพิ่มขึ้นได้ เพื่อประโยชน์ของเราส่วนหนึ่ง เช่น ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ และจะมีข้อจำกัดบางเรื่องที่บังคับให้ไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้อย่างตามใจเช่นเดียวกันครับ

เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น พรี่หนอมขอยกตัวอย่างของการคำนวณค่าเสื่อมราคาให้ดูกันครับ สมมติว่า นายบักหนอมซื้อเครื่องจักรมาใช้ในการประกอบธุรกิจรูปแบบบุคคลธรรมดา มูลค่า 1 ล้านบาท โดยคาดว่าเครื่องจักรที่ว่านี้จะมีอายุการใช้งาน 10 ปี แบบนี้นายบักหนอมสามารถนำค่าเสื่อมราคาที่คำนวณด้วยวิธีเส้นตรงเป็นค่าใช้จ่ายได้ปีละ 100,000 บาทครับ

โดยความหมายของค่าเสื่อมราคานั้น หมายถึง การแบ่งส่วนของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีอายุใช้งานเกิน 1 ปี เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปีที่มีการใช้งานครับ และจากตัวอย่างนั้นเป็นการคำนวณค่าเสื่อมราคาที่ไม่ขัดกับมาตรา 65 ทวิ(2) ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่กฎหมายกำหนดไว้ครับ

ถ้าใครสนใจเรื่องนี้ พรี่หนอมคิดว่าต้องเขียนอธิบายรายละเอียดทั้งหมดให้พิจารณากันครับ ฝากกดติดตามที่เพจ TAXBugnoms ไว้นะครับ ถ้าหากไม่ติดขัดอะไร หลังจากนี้น่าจะได้มีโอกาสอ่านการตีความกฎหมายมาตราเหล่านี้โดยพรี่หนอมแน่นอนครับ

ปัญหาในการนำกฎหมายมาใช้โดยอนุโลม
คือเราไม่รู้ว่าอนุโลมอะไรยังไงบ้าง???

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วพรี่หนอมยังมีความสงสัยหลายๆอย่างในการคำนวณหักค่าใช้จ่ายตามจริงครับ เพราะคำว่า “อนุโลม” ที่กฎหมายกำหนดแนวทางไว้ มันมีหลายปัจจัยที่ชวนให้สับสนเหมือนกัน จากการค้นฟ้า เอ้ย ค้นคว้าพบว่า ที่ผ่านมานั้น แนวทางการตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเองก็ไม่ได้ชัดเจนว่าต้องทำแบบไหนอย่างไร ซึ่งถือว่าเป็นอีกช่องว่างหนึ่งที่อาจจะทำให้ทางเจ้าหน้าที่สรรพากร กับ ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี ตีความขัดแย้งกันในหลายประเด็นเลยล่ะครับ

ซึ่งที่ผ่านมา ปัญหายังไม่เกิดขึ้นมากนัก น่าจะเป็นเพราะว่าหากธุรกิจที่มีความซับซ้อนถึงระดับหนึ่งคงจะตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นนิติบุคคลแทนด้วย และอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาก็ง่ายและจูงใจในการใช้มากกว่า แต่ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรบ้างตั้งแต่มีการปรับอัตราค่าใช้จ่ายแบบเหมาเหลือเพียง 60% ในปี 2560 นี้ เราทุกคนคงต้องติดตามกันต่อไปว่า รัฐจะผลักดันให้เป็นธุรกิจทั้งหลายกลายนิติบุคคลได้มากอย่างที่คิดหรือไม่ เพราะมิฉะนั้นแล้วคงจะต้องมีแนวทางในการจัดการเรื่องนี้ออกมาแทนแล้วล่ะครับ

หลักฐานที่ตรวจสอบได้ ถูกต้องตามที่ว่า
ควรจะทำแบบไหนอย่างไรดี?

มาถึงอีกประเด็นหนึ่ง นั่นคือเรื่องของการจัดทำเอกสารหลักฐาน เพราะว่าการทำธุรกิจในปัจจุบันนี้มีปัญหาเรื่องของ “หลักฐาน” เป็นจำนวนมาก ทั้งความยุ่งยาก การไม่อยากเสียภาษี รวมถึงแนวทางปฎิบัติต่างๆที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้เกิดช่องว่างในเรื่องนี้ค่อนข้างมากครับ

แต่ถ้าหากเราเลือกจะใช้วิธีการหักค่าใช้จ่ายตามจริงแล้ว พรี่หนอมคิดว่าควรจะใช้วิธีการอ้างอิงตามเอกสารของกรมสรรพากรเรื่อง “การจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สามารถเป็นรายจ่ายได้“ ซึ่งให้แนวทางในการจัดทำ “เอกสารหลักฐาน” ที่สามารถเป็นค่าใช้จ่ายไว้ และพรี่หนอมขอเอามาสรุปตามความเข้าใจของตัวเองว่า ควรจะต้องเป็นเอกสารดังต่อไปนี้ครับ

1. เอกสารการรับเงินของผู้รับเงิน
2. เอกสารที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเราเป็นผู้จ่ายเงินจริง
3. หลักฐานการจ่ายเงินที่เชื่อถือได้

จาก 3 ข้อที่ว่ามา หากเราได้รับเอกสารในข้อ 1 พรี่หนอมคิดว่าจบครบเรียบร้อยแล้วล่ะครับ เช่น จ่ายค่าของไปแล้วได้รับใบรับเงิน ใบเสร็จรับเงิน หรือ ใบกำกับภาษี ที่ออกโดยผู้รับเงินจริง แต่ชีวิตจริงนั้นมันไม่ได้ง่ายเหมือนในทฤษฏี สำหรับกรณีที่ “ผู้รับเงิน” ไม่ยอมออกหลักฐานการรับเงินให้กับเรา สิ่งที่เราต้องทำ คือ พยายามหาวิธีพิสูจน์ให้ได้โดยใช้ข้อ 2 หรือ 3 ควบคู่กันไป นั่นแหละครับผม

PAHS

โดยวิธีการนั้น… พรี่หนอมคิดว่า อาจจะเลือกใช้การจัดทำใบสำคัญรับเงิน (ให้ผู้รับเซ็นชื่อว่าได้รับเงิน) หรือ ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินที่พนักงานเราเป็นผู้จัดทำขึ้นมา หรือ ถ้าหากเป็นเอกสารในชื่อผู้อื่น แต่พิสูจน์ว่าเราเป็นผู้จ่าย อย่างเช่น ใบเสร็จค่าไฟฟ้าที่ออฟฟิศเราตั้งอยู่ (พร้อมพิสูจน์ได้ว่าเราได้จ่ายจริง) ก็น่าจะพอใช้แทนกันได้ ถือว่าเป็น “เอกสารที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเราเป็นผู้จ่ายเงินจริง”

ส่วนสิ่งที่ต้องมีประกอบร่วมกันเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถืออย่าง “หลักฐานการจ่ายเงินที่เชื่อถือได้” เช่น สำเนาเช็คระบุชื่อผู้รับเงิน ซึ่งขีดฆ่าผู้ถือและขีดคร่อม A/C Payee only ที่มีหลักฐานว่า ได้ตัดบัญชี Bank statement ของเราแล้ว หรือ สำเนาใบโอนเงินธนาคารหรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อื่น หรือแม้แต่ บัตรประจำตัวประชาชนผู้รับเงิน (เฉพาะกรณีชำระเป็นเงินสด) จะทำให้ทุกอย่างน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นครับ

นอกจากนั้น วิธีการพิสูจน์ได้อีกทางหนึ่ง คือ ในกรณีที่เราได้จ่ายเงินค่าใช้จ่ายที่เข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย การมี “หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย” ก็จะสามารถทำให้รายการดังกล่าวเพิ่มความน่าเชื่อถือและถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายทางกฎหมายได้เช่นกันครับ

สรุปอีกทีนะครับว่า หลักฐานแรกที่ควรมี คือ หลักฐานจากฝั่งผู้รับ ซึ่งจะยืนยันความน่าเชื่อถือของการได้รับเงินมากยิ่งขึ้นเพราะเป็นหลักฐานจากภายนอก แต่หากหาไม่ได้ก็อาจจะใช้หลักฐานจากภายในแทน เช่น หลักฐานการเบิกของพนักงาน หลักฐานใบสำคัญจ่าย การอนุมัติต่างๆ ส่วน หลักฐานประกอบการจ่ายเงิน จะทำให้หลักฐานทั้งหมดนั้นดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ การจ่ายเงินเป็นเช็ค การจ่ายเงินแบบโอนเงิน สำเนาบัตรประชาชนที่เซ็นรับรอง หรือการมีเอกสารเกี่ยวข้องต่างๆครบถ้วนอย่างการหักภาษี ณ ที่จ่ายครับ

บทสรุปสุดท้าย
และข้อควรระวังสำหรับการหักค่าใช้จ่ายตามจริง

แม้ว่าทั้งหมดนี้ที่เขียนขึ้นมาจะเป็นบทความทางทฤษฏีส่วนหนึ่ง แต่พรี่หนอมเชื่อว่าหลายคนน่าจะมองเห็นทางออกของปัญหาได้ชัดเจนขึ้นครับ แต่สำหรับการเลือกใช้วิธีการหักค่าใช้จ่ายตามจริงนี้ ยังมีข้อควรระวังดังต่อไปนี้ครับ

1. ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายจริงไปแล้ว เมื่อถูกตรวจสอบแล้วพบว่าค่าใช้จ่ายจริงมีน้อยกว่ากรณีที่เลือกหักเหมา เราไม่สามารถจะขอกลับใจไปใช้แบบเหมาได้นะครับ ต้องรอเป็นปีหน้าเลย เพราะว่าการเลือกหักค่าใช้จ่ายแต่ละแบบนั้นใช้ปีต่อปีครับ ปีไหนเลือกแบบไหนก็ต้องใช้วิธีนั้นไปครับ

2. ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายจริงสำหรับรายได้ประเภทไหน จะต้องใช้วิธีเดียวกันสำหรับรายได้ประเภทนั้นไปตลอด เช่น รายได้ประเภทที่ 7 เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง ก็แปลว่ารายได้ทุกตัวต้องหักตามจริงทั้งหมด จะมาจริงบ้างเหมาบ้างไม่ได้ แต่สามารถเลือกให้รายได้ประเภทอื่นเป็นเหมาได้อยู่ เช่น เลือกหักค่าใช้จ่ายจริงของรายได้ประเภทที่ 7 แต่มาเลือกหักค่าใช้จ่ายเหมาสำหรับรายได้ประเภทที่ 5 แบบนี้ไม่มีปัญหาครับ

3. การตีความของเจ้าพนักงาน และความชัดเจนของเอกสารหลักฐาน ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือการพิสูจน์ความถูกต้องของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครับ ดังนั้นตรงนี้ต้องชี้แจงให้ชัด หลักฐานครบ เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาในอนาคตครับผม

ทั้งหมดนี้คือแนวทางที่พรี่หนอมนึกออกและคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลายๆคนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2560 นี้นะครับ ซึ่งถ้าหากใครมีข้อสงสัยก็สามารถแวะมาพูดคุยกันได้ที่แฟนเพจ TAXBugnoms หรือเข้ามาร่วมกรุ๊ป คุยภาษีกับพรี่หนอม ได้ตลอดเวลาเลยนะครับ

สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่คิดจะวางแผนภาษีอย่างถูกต้อง สามารถหักค่าใช้จ่ายได้จริงตามที่ตั้งใจไว้ และไม่มีปัญหาใดๆกับพี่สรรพากรนะคร้าบบบ





ปิดโหมดสีเทา

Send this to friend

.