สัญญาเช่า ความแตกต่างระหว่างมุมมองทางบัญชีและภาษี (1)

โพสต์เมื่อ: 20 ก.ค. 2010 - ป้ายกำกับ: , , , ,


ผู้แต่ง: ธีรยุทธ์ สถิตย์พรอำนวย

บทนำ

ภายใต้สภาพเศรษฐกิจเช่นปัจจุบันนี้ การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่มีมูลค่าการลงทุนค่อนข้างสูงนั้น เช่น ที่ดินและอาคาร เครื่องจักร ยานพาหนะ ผู้ประกอบการหลายราย มักหลีกเลี่ยงในการซื้อสินทรัพย์เหล่านั้นเป็นกรรมสิทธิ์ไม่ว่าจะซื้อด้วยเงินสดเต็มจำนวน เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงในแง่การขาดสภาพคล่องกระแสเงินสดของกิจการ โดยเฉพาะกิจการที่เพิ่งเริ่มดำเนินงานใหม่ในปีแรก ที่ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก หรือ แม้แต่กิจการที่ดำเนินงานต่อเนื่องหลายปี แต่หากกำลังขยายงานนั้น ก็จำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่น้อยไปกว่ากัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงไม่ต้องการนำเงินสดเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเหล่านั้นจำนวนสูงเกินไป เพื่อป้องกันปัญหาการขาดความสภาพคล่อง วิธีที่ผู้ประกอบการนิยมใช้กัน คือ การเข้าไปทำสัญญาเช่าสินทรัพย์แทน โดยเสียค่าเช่าตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ก็สามารถครอบครองสินทรัพย์เหล่านั้น เพื่อใช้ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจต่อไป โดยไม่ต้องกังวลใจกับสภาพคล่องของกิจการ

การได้มาซึ่งสินทรัพย์ในแง่ของสัญญาเช่านั้น แม้จะมีข้อดีดังที่กล่าวข้างต้น แต่บ่อยครั้งกลับนำพาซึ่งปัญหาของภาระภาษีที่ถูกเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรประเมินภาษีเงินได้เพิ่มเติม ตลอดจนเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม อันเกิดจากความรู้ความเข้าใจของผู้ประกอบการ (รวมไปถึงผู้ทำบัญชี) ที่คลาดเคลื่อนระหว่างแนวทางบัญชีและแนวทางภาษีอากรที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก จนทำให้ผู้เขียนไม่มั่นใจว่า การซื้อสินทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์ อาจจะได้ประโยชน์กว่าการทำสัญญาเช่าสินทรัพย์ หากผู้ประกอบการขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างดังกล่าว จนนำไปสู่ความเสี่ยงที่กิจการอาจต้องถูกประเมินภาษีเงินได้เพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี เนื่องจากข้อจำกัดของเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ โดยเฉพาะกิจการขนาดย่อม หรือที่เรียกกันว่า “กลุ่มเอสเอ็มอี” ที่ถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย ผู้ประกอบการหลายรายของกลุ่มเอสเอ็มอี ส่วนใหญ่จึงยังคงลงทุนในสินทรัพย์ถาวรภายใต้สัญญาเช่า ซึ่งเห็นได้จากการเจริญเติบโตของธุรกิจกลุ่มให้เช่าสินทรัพย์ หรือ กลุ่มให้บริการลีสซิ่ง นั้นเอง ที่ยังคงมีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประกอบการทุกท่าน ได้ใช้ผลประโยชน์จากสินทรัพย์ภายใต้สัญญาเช่าได้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปราศจากปัญหาภาระภาษีที่อาจติดตามมา บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ผู้ประกอบการและผู้ทำบัญชี ได้เข้าใจถึงแนวทางการบัญชีสำหรับสัญญาเช่า ที่เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 29 (ปรับปรุง 2550) เรื่อง สัญญาเช่า และแนวทางภาษี สำหรับสัญญาเช่า ตามประมวลรัษฎากร ที่มีความแตกต่างกัน เพื่อให้ผู้ทำสัญญาเช่าในประเภทต่าง ๆ ได้เข้าใจวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป ตลอดจนข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับสัญญาเช่าโดยเฉพาะในมุมมองความคุ้มค่าของภาษีของกิจการที่ต้องจ่ายไป





Send this to friend

.