เอาไงต่อดี ? เมื่อ LTF เปลี่ยนเงื่อนไขเป็น 7 ปีปฎิทิน

โพสต์เมื่อ: 10 ก.ค. 2016 - ป้ายกำกับ: , ,


สวัสดีครับกลับมาพบกับผม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมคืออัพเดทเรื่องภาษีแบบทันใจใน “บล็อกภาษีข้างถนน” สำหรับเรื่องราวในวันนี้เป็นเรื่องใหม่เพิ่งแกะกล่องกฎหมายมาแบบหมาดๆ สำหรับการลงทุนใน “LTF” หรือ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” ที่เพิ่งเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่แบบสดๆร้อนๆ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 317 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมานี้ ซึ่งเงื่อนไขสำคัญที่เปลี่ยนแปลงนั้นมีดังนี้ครับ

เงือนไขการถือครอง LTF
เปลี่ยนจาก 5 ปีปฎิทินเป็น 7 ปีปฎิทิน

(66) เงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในอัตราไม่เกินร้อยละสิบห้าของเงินได้พึงประเมิน เฉพาะส่วนที่ไม่เกินห้าแสนบาท สำหรับปีภาษีนั้น โดยเงินได้ดังกล่าวต้องเป็นเงินได้ของผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาแต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลและกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งผู้มีเงินได้ต้องถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวไม่น้อยกว่าเจ็ดปีปฏิทิน แต่ไม่รวมถึงกรณีทุพพลภาพหรือตายทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เงือนไขยกเว้นภาษีกำไรจากการขาย LTF
เปลี่ยนจาก 5 ปีปฎิทินเป็น 7 ปีปฎิทิน

(67) เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับเนื่องจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมหุ้นระยะยาวตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่เงินหรือผลประโยชน์ดังกล่าวคำนวณมาจากเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตาม (66) และผู้มีเงินได้ถือหน่วยลงทุนดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดปีปฏิทิน แต่ไม่รวมถึงกรณีทุพพลภาพหรือตาย”

อ้างอิง : กฎกระทรวง ฉบับที่ 317 (พ.ศ. 2559) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร

TAX-01

ถ้าใครอ่านภาษากฎหมายแล้วงงหรือมึนหัว ผมขอสรุปสั้นๆ แบบรั่วๆในสไตล์ TAXBugnoms ให้ฟังอีกครั้งครับว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการถือครอง LTF จาก 5 ปีปฎิทินให้เป็น 7 ปีปฎิทิน โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่การซื้อ LTF ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นมา ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวา่คม 2562 เพื่อเป็นการต่ออายุ LTF ไปอีก 3 ปี (จากเดิมที่เงื่อนไขจะหมดอายุภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 นี้ครับ) หรือจะอ่านเงื่อนไขทั้งหมดใน iTAX ก็ได้เช่นเดียวกันครับ กับ ค่าลดหย่อนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)



เปลี่ยนแล้วมีอะไรล่ะ เอายังไงต่อดี ?

มาถึงตรงนี้หลายคนคงจะสงสัย สับสน และเซ็งสุดๆ ว่าทำไมต้องถูกขยายระยะเวลาเพิ่มเติมจากเดิมที่มีชีวิตอยู่สบายๆ ถือครอง LTF 5 ปีปฎิทินแล้วขาย กลายไปเป็น 7 ปีปฎิทินแทน หรือที่เราชอบเรียกกันว่า 3 ปี 2 วัน กลายเป็น 5 ปี 2 วันนั่นเองครับ  (ซื้อสิ้นปี – ขายต้นปีที่ครบกำหนด)

สำหรับตัวอย่างการนับปีปฎิทินง่ายๆเป็นแบบนี้ครับ ถ้าเป็นกฎหมายเดิม หากเรามีการซื้อ LTF ในวันไหนก็ตามในปี 2559  (แม้จะเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2559 หรือวันเปิดทำการวันสุดท้าย) เราจะสามารถขายได้ตั้งแต่วันเปิดทำการแรกของปี 2563 ทันที พอเป็นแบบนี้บางคนเลยซื้อ 30 ธันวาคม และขายวันที่ 2 มกราคมครบ 3 ปี 2 วันซะงั้นแหละครับท่านผู้ชม

แต่พอเป็นกฎหมายใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือจะกลายเป็นว่าเราจะสามารถขายได้ภายในวันเปิดทำการแรกของปี 2565 แทน ซึ่งแบบนี้มันแปลว่าเราทุกคนต้องถือครองหน่วยลงทุนไปอีก 2 ปี … ไม่น่ะ ไม่… ม่ายยยยยยยย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้เปลี่ยนแค่ระยะเวลาการถือครองตามปกติครับ ซึ่งเงื่อนไขการลงทุนก็เหมือนเดิมทุกอย่างครับ คือ ซื้อได้สูงสุด 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท #เงื่อนไขการซื้อไม่แตกต่างจากเดิมเพิ่มเติมคือระยะเวลา

บอกเลยได้ไหม ซื้อต่อดี หรือไม่ควรซื้อล่ะครับคุณพี่!

เมื่อมาถึงตรงนี้ … ผมอยากให้กลับไปพิจารณาอีกที อย่างที่เคยพูดไว้หลายครั้ง ถ้าหากใครได้เคยฟังผมพูดในงานสัมมนา หรือ อ่านบทความและหนังสือเก่าๆของผม คงจะคุ้นกันดีนะครับว่าสิ่งที่ควรพิจารณาในการซื้อ LTF นั้น ควรพิจารณาถึง “เป้าหมายในการลงทุน” ประกอบกับ “การประหยัดภาษี”  ไปพร้อมๆกัน เพราะมีทั้งความเสี่ยงในการลงทุน และ เงื่อนไขทางภาษีที่อาจจะกระทบต่อ “กระแสเงินสด” ในการลงทุนของเรา หากใครสนใจเรื่องนี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ แนวทางลดหย่อนภาษี หรือดูคลิปวีดีโอที่ผมสรุปแนวคิดเรื่องนี้ไว้ครับ

 



 

ดังนั้น คำถามที่ว่านี้ คงต้องย้อนกลับมาหาตัวเราครับว่า ทุกวันนี้เราซื้อ LTF เพราะอะไร ถ้าซื้อเพราะต้องการลงทุน เราต้องรู้ว่าการลงทุนในหุ้น (แม้จะผ่านกองทุนรวมหุ้นอย่าง LTF ก็ตาม) นั้นต้องถือครองเป็นระยะเวลานานระดับหนึ่ง (ระยะเวลาปลอดภัยคือ 7 ปี) ซึ่งที่มาของแนวคิดนี้ ผมขออนุญาตอ้างอิงแนวคิดระยะเวลาการลงทุนในหุ้นจากโพสของเพจ Bear Investor ดังนี้ครับ

 

 

ดังนั้นถ้าใครคิดว่าการเปลี่ยนเงื่อนไขระยะเวลาในการลงทุน LTF เป็น 7 ปีปฎิทินนั้นนานเกินไป อาจจะแปลได้ว่า กระแสเงินสดในการลงทุนของเราอาจจะมีปัญหา (ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ควรลงทุน) หรือ เรารับความเสี่ยงในการลงทุนไม่ได้เอง (อันนี้ก็ไม่ควรลงทุนอีกเหมือนกัน) และเงื่อนไขตรงนี้ทำให้เรากลับมาตรวจสอบตัวเองก่อนครับว่าเราต้องการอะไรกันแน่จากการซื้อ LTF ครับ

พลาดซื้อไปแล้วอ่ะ ที่ผ่านมาขายคืนได้ไหม ไม่เอาแล้วววว

อย่างไรก็ตาม ผมอยากแนะนำสำหรับคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่สามารถกลับตัวกลับใจได้แน่ๆ และไม่มีปัญหาทางภาษี นั่นคือ กลุ่มคนที่ซื้อ LTF ในปี 2559 นี้เป็นปีแรกโดยไม่เคยซื้อมาก่อน ย้ำนะครับว่าต้องไม่เคยซื้อมาก่อน เพราะการคิดเรื่องการซื้อขาย LTF นั้นจะใช้วิธีการเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) ในการซื้อขาย คนกลุ่มนี้จะสามารถตัดใจขายได้ หากไม่อยากถือครองนานๆ หรือคิดว่าไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการลงทุนของตัวเอง ซึ่งจะเสียสิทธิอยู่เรื่องหนึ่งคือ “กำไรจากการขาย LTF” จะต้องนำมาเสียภาษี (ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% เมื่อขาย และนำมารวมคำนวณภาษีตอนปลายปี) เพราะถือว่าถือครองไม่ครบกำหนด 7 ปีปฎิทิน แต่ในเรื่องของการลดหย่อนภาษีจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะยังไม่ได้ใช้สิทธิสำหรับปีภาษี 2559 นี้ครับ แต่สำหรับคนที่ซื้อไปแล้วก่อนหน้านี้และซื้อในปี 2559 สิ่งที่ควรทำเมื่อรู้ว่าไม่เหมาะสมคือการ “หยุดซื้อ” แล้วมองหาการลงทุนแบบอื่นที่เหมาะกับตัวเองครับ

สรุป

โดยส่วนตัวของผม มองว่าเงื่อนไขการลงทุนใน LTF ที่เปลี่ยนแปลงนั้น ถือว่าเหมาะสมกับการลงทุนแล้วครับ จากเหตุผลของการลงทุนที่ต้องการให้เป็นการลงทุนระยะยาว “จริงๆ” รวมถึงเหตุผลในการซื้อของเราที่ต้องสนใจความต้องการ “ลงทุน” มากกว่าการ “ลดหย่อนภาษี” ซึ่งเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงจาก 5 ปีปฎิทินเป็น 7 ปีปฎิทินนั้นจะทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น และรู้ตัวเองว่าเราต้องการ “ลงทุน” ในอะไรที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของเราครับ

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าบทความเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนใน LTF ที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขไม่มากก็น้อยนะครับ และถ้าหากใครคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์ในการลงทุนและลดหย่อนภาษีแล้วล่ะก็ ผมรบกวนขอให้ช่วยส่งต่อบทความนี้ให้กับคนที่คุณรักกันด้วยนะคร้าบบ





Send this to friend

.