[ภาษี] Update!! เค้าจะยกเลิก LTF และ RMF จริงๆหรอครับ

โพสต์เมื่อ: 29 พ.ค. 2014 - ป้ายกำกับ: , , , ,


จากข่าวล่ามาเร็วล่าสุดเมื่อวันก่อน เป็นข่าวที่มีหัวข้อสั้นๆ แต่สั่นสะท้านทุกวงการลดหย่อนภาษีว่า.. “คลังเลิกลดหย่อน LTF-RMF เสนอลดภาษีบุคคลธรรมดา” เพื่อ “ปฎิรูปภาษี” โดยยกเลิกสิทธิลดหย่อนภาษีกองทุนรวม LTF และ RMF

คลังเลิกลดหย่อน LTF RMF(ขอบคุณที่มาจาก เพจคลินิกกองทุน และ หนังสือพิมพ์ ข่าวหุ้น)

ดังนั้นบทความพิเศษตอนนี้ @TAXBugnoms อยากจะขอแชร์ข้อมูลดีๆ แนวคิดใสๆ และแถลงไขความเข้าใจผิดที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะมีหลายคนหลังไมค์มาถามว่า “ตกลงมันเกิดอะไรกันแน่?” อันดับแรก! เรามาทำความเข้าใจกันอีกครั้งนะครับว่า “แรกเริ่มเดิมทีกองทุนรวมเฉพาะ LTF เท่านั้นที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปี 2559 เป็นปีสุดท้าย” แต่สำหรับข่าวล่ามาเร็วนี้เข้าใจว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงปฎิรูปทั้ง LTF และ RMF ไปพร้อมๆกันเลย เนื่องจากเหตุผลว่า “ประชาชนที่มีรายได้น้อยและปานกลางได้รับประโยชน์จริงๆหรือไม่” หรือพูดอีกแง่นึงก็คือกลัวว่าสิทธิประโยชน์นี้จะเอื้อประโยชน์ให้ “คนที่มีรายได้มาก” มีโอกาสลดหย่อนภาษีมากกว่า “คนที่มีรายได้น้อย” เอ่อ… ว่าแต่คนแบบไหนเรียกว่ารายได้มากหรือรายได้น้อยกันละเนี่ย

ใครได้ประโยชน์จาก LTF และ RMF กันแน่

จากการค้นคว้าวิจัยด้วยตัวเอง (ฟังดูอนาถพิลึกนะครับ TwT) พบว่ามีกลุ่มคนอยู่ 4 ประเภท ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อกองทุน LTF และ RMF เพื่อประหยัดภาษี อันได้แก่

1. คนที่ไม่สามารถซื้อ LTF/RMF เพื่อประหยัดภาษีได้ : คนกลุ่มนี้เรียกว่าผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง เนื่องจากลำพังจะยาไส้ยังไม่มีปัญหา แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อกองทุนเพื่อประหยัดภาษีกันละโว้ยยย (โทษครับ อินไปหน่อย)

2. คนที่ซื้อ LTF/RMF เพื่อลดหย่อนภาษีบ้างตามอัธยาศัย : คนกลุ่มนี้ได้วางแผนการเงินโดยแบ่งเงินออม หรือรายได้บางส่วนมาซื้อกองทุนไม่ว่าจะเป็นเพื่อการลงทุนหรือประหยัดภาษี แต่ไม่ได้ใช้สิทธิเต็มทั้งจำนวน

3. คนที่ซื้อ LTF/RMF เพื่อลดหย่อนภาษีเต็มจำนวน : คนกลุ่มนี้มีการวางแผนการเงินที่เรียกได้ว่ายอดเยี่ยม ถ้าเป็นเกมส์ก็เรียกได้ว่าเก็บทุกเม็ด อารมณ์ประมาณเล่นคุกกี้รันแล้วเก็บเพชรได้ทุกเม็ด และคนกลุ่มนี้เองแหละที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

4. คนที่ชีวิตนี้ไม่คิดจะซื้อ LTF/RMF : คนกลุ่มนี้ไม่มีผลใดๆ ชั้นไม่ซื้อซักอย่าง LTF หรือ RMF ช่างแมร่งงงงง /ฝากออมทรัพย์โลด



หากเราเปรียบเทียบข้อมูลง่ายๆ เราจะเห็นว่า กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ที่สุดคือกลุ่มที่ 3 นั่นคือได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเต็มเพดานที่กฎหมายอนุญาต แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากการแบ่งประเภทนี้คือ เราไม่รู้เลยว่าคนกลุ่มไหนคือคนรวยหรือคนจน เพราะมันมาจากอุปนิสัยในการใช้เงินและการวางแผนทางการเงินของแต่ละบุคคลมากกว่า LTF และ RMF จากรูปประกอบข้างบนจะเห็นได้ว่า คนที่มีโอกาสประหยัดภาษีได้มากนั้น คึอ กลุ่มคนที่มีรายได้สูง จึงปฎิเสธไม่ได้ว่า “ผู้ที่มีรายได้สูงกว่า ย่อมมีโอกาสมากกว่า” เพราะหลักเกณฑ์ในการซื้อกองทุน LTF และ RMF นั้นอ้างอิงกับรายได้ที่เกิดขึ้นในระหว่างปี แต่รูปประกอบด้านล่างนั้น คือการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามความเป็นจริง เนื่องจากบางคนอาจจะมีรายได้สูงแต่ใช้สิทธิลดหย่อนและในขณะเดียวกันก็อาจจะมีบางคนไม่ได้ใช้สิทธิ์ ดังนั้นคำถามหนึ่งที่ทางสรรพากรอาจจะต้องพิจารณาคือ คนที่มีรายได้สูงนั้น ใช่คนกลุ่มเดียวกันกับคนที่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ และที่สำคัญก็คือ ผู้ที่มีรายได้สูงนั้น เราจะนิยามได้อย่างไร ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า “เอื้อประโยชน์คนรวย” อาจจะไม่ได้เป็นจริง หากเรื่องนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์จากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้

วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการลงทุนคืออะไร

เนื่องจาก LTF และ RMF นั้นเป็นกองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการออมระยะยาว โดย LTF จะเน้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาตลาดหุ้นไทย เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ลงทุน และเสถียรภาพให้มากขึ้น ส่วน RMF มีวัตถุประสงค์เพื่อสะสมเงินไว้ใช้หลังวัยเกษียณและความมั่นคงของชีวิตหลังเกษียณ อีกข้อหนึ่ง คือ ปัจจุบันระบบประกันสังคมและการบริการด้านสาธารณสุขยังมีไม่พอเพียงต่อความต้องการของประชาชน รวมถึงสวัสดิการต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุ โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุไว้ว่าคนไทยจำนวน 62% นั้นไม่เคยคิดถึงวันเกษียณ และไม่เคยวางแผนใดๆทางการเงินเลย (โอ้ววแม่เจ้า) ณ จุดนี้ เราคงต้องถามตัวเองว่า วัตถุประสงค์ในการลงทุนของเรานั้นคืออะไร? หากเรามองว่าเป็นการลงทุนระยะยาวหรือเพื่อเกษียณ เราก็นั่งหน้ามนยิ้มแป้นลงทุนต่อไปให้สบายใจ เพราะถึงไม่ลดหย่อนภาษีเราก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเรามองว่าเป็นการลงทุนเพื่อ “ลดภาษี” เป็นหลัก เราอาจจะต้องถามตัวเองต่อไปอีกสองข้อว่า “ทุกวันนี้เราลงทุนโดยรู้ความเสี่ยงหรือไม่” และ “เรามีหนทางอื่นในการลงทุนแล้วหรือยัง” 

แล้วอนาคตตรูจะเป็นอย่างไร?

บอกตรงๆว่า งานนี้มีหนาว เพราะหลังจากปี 2559 จำนวนคนซื้อที่จำนวนลดลงในแต่ละปี อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดทุนอย่างแน่นอน โดยข้อมูลจากเฟสบุ๊กส่วนตัว คุณวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง ได้ให้ข้อมูลจำนวนเงินลงทุนและสัดส่วนของกองทุน LTF และ RMF ไว้ดังนี้

ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ณ 23 พค 57 
———————————————————— 

LTF 52 กองทุน 225,807 ล้านบาท สัดส่วนต่อกองทุนรวมทั้งอุตสาหกรรม 6.48% RMF 125 กองทุน 144,987 ล้านบาท สัดส่วนต่อกองทุนรวมทั้งอุตสาหกรรม 4.16%

ตัวเลขข้างต้นแสดงให้เห็นว่า หากยกเลิกกองทุน น่าจะมีผลกระทบไม่น้อยต่อตลาดกองทุนรวม และอาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยรวมหรือไม่ อันนี้ @TAXBugnoms คงตอบไม่ได้เช่นเดียวกันคร้าบ แต่เท่าที่ลองสอบถามเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ผู้เชี่ยวชาญในวงการ มักจะได้รับคำตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ตก” หรือไม่ก็ “ตกหนักแน่” เพราะหลายๆคนมองว่า คนส่วนใหญ่ซื้อเพราะต้องการผลประโยชน์ทางภาษีมากกว่าลงทุน เนื่องจาก (ความคิดเห็นส่วนตัว) สามารถลงทุนในหุ้นได้ผลตอบแทนมากกว่า หรือว่าสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมอื่นๆที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าได้

Update เพิ่มเติมจากข่าววันนี้ (19 มิถุนายน 2557)

LTF ลดหย่อนภาษี

(ขอบคุณภาพประกอบจาก Thailand Investment Forum)



สำหรับข่าวล่ามาเร็ววันนี้จากเนื้อข่าวบอกว่า … จะมีการยกเลิก กองทุน LTF และ RMF ที่จะหมดอายุในปี 2559 ซึ่งก็สร้างความตระหนกตกใจขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง แต่ส่วนตัวแล้ว ผมให้ข้อสังเกตไว้นิดนึงครับว่า ตามกฎหมายนั้น กองทุนที่จะหมดสิทธิ์การลดหย่อนภาษีในปี 2559 นั้น มีแต่กองทุน LTF เท่านั้น !!!! (ถ้าซื้อตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป เราจะไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่กองทุนยังอยู่นะจ๊ะ)

ที่กล้าพูดแบบนี้เพราะจากหลักฐานทั้งหมดในมือผม (วะฮะฮ่า) นั่นคือ หนังสือชี้ชวน ไม่ได้ระบุไว้เลยว่า กองทุน RMF จะหมดสิทธิลดหย่อนภาษีในปี 2559 แต่อย่างใด อยากให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ลองดูข้อมูลเปรียบเทียบกันระหว่างหนังสือชี้ชวนกองทุน JUMBO25LTF กับ JUMBO25RMF เราจะเห็นได้ว่า มีเพียงแต่เนื้อหาในส่วนหนังสือชี้ชวนกองทุน LTF เท่านั้นที่ระบุว่า “ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเฉพาะการลงทุนก่อนปี 2560 เท่านั้น” แต่สำหรับกอง RMF นั้นไม่มีเงื่อนไขดังกล่าวระบุไว้เลย!!!!

JumBo25LTF-horz

แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข่าวสารและข้อเสนอที่ทางกรมสรรพากรแจ้งต่อทางคสช. ไว้ ซึ่งเราทุกคนก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ขอให้ทุกคนอย่าเพิ่งตื่นตระหนกตกใจกันไปจนรีบขายตั้งแต่ปีนี้นะครับ (ย้ำอีกครั้งว่าปี 2559 นะครับที่หมดสิทธิ์)

ท้ายที่สุดแล้ว ผมหวังว่าในอนาคตนี้คงมีหลักการและแนวทางปฎิบัติที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ผมขออนุญาตเตือนใจอีกครั้งหนึ่ง คือ ถึงแม้ว่าจะมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือไม่ก็ตาม แต่เราทุกคนควรจะสนใจการลงทุนเป็นหลักเพื่ออนาคตในวันหน้า และเพื่อที่จะได้ลัลล้ายามเกษียณนะคร้าบบบบบ





Send this to friend

.