รายได้ทางอินเตอร์เน็ตต้องเสียภาษีหรือไม่

รายได้ทางอินเตอร์เน็ต เช่น พวก Google Adsense, Amazon, Hotel Affiliate และรายได้จาก Affiliate อื่นๆ ต้องเสียภาษีหรือไม่

ผู้เขียนเคยได้รับคำถามจากเพื่อนๆ ที่มีรายได้ทางอินเตอร์เน็ตว่าจะต้องยื่นภาษียังไงบ้าง หรือจริงๆแล้วไม่ต้องยื่นเสียภาษีอะไรเลย? และก็เคยเขียนบทความแนวๆนี้ลงที่ บล็อก ไว้บ้าง แต่คิดว่าคงไม่ละเอียดพอ เลยนำมาปัดฝุ่นและใส่เนื้อหาเพิ่มเติมเข้าไปให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นขอไล่เนื้อหาไปตามแต่ละหัวข้อเลยละกันครับ

1. ภาษีคืออะไร

ภาษีอากร คือ สิ่งที่รัฐบาลบังคับเก็บจากราษฎร เพื่อใช้เป็นประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่ได้มีสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษีอากร

2. ผู้มีหน้าที่เสียภาษีคือใคร

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับกรณีนี้ ก็คือ บุคคลธรรมดาที่มีรายได้ (เงินได้พึงประเมิน) ที่เข้าข่ายตามกม. (ประมวลรัษฎากร) โดยมีหน้าที่เสียจากการประเมินด้วยตนเอง (Self Assessment) ซึ่งแปลว่า เราๆท่านๆที่มีรายได้ตรงส่วนนี้ ต้องนำมาพิจารณาเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเป็นผู้ยื่นแบบด้วยตัวเอง

3. รายได้ทางอินเตอร์เนต ถือเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่

รายได้ดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทอื่นๆ ที่ไม่เข้าข่ายตามมาตรา 40(1) – 40(7) ครับ

4. การคำนวณรายได้และค่าใช้จ่ายของรายได้จากอินเตอร์เนต

เนื่องจากประเทศไทย มีหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีที่น่าสนใจอยู่สองเรื่องคือ
1. แหล่งเงินได้
2. ถิ่นที่อยู่

หลักการพิจารณาในการคำนวณภาษี

ข้อ 1. แหล่งเงินได้ กล่าวอย่างง่ายๆคือ แหล่งเงินได้ที่มาจากประเทศไทย ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีทั้งจำนวน (กิจการหรือหน้าที่ในประเทศไทย) ซึ่งรายได้ในส่วนที่รับจาก Adsense Amazon ก็จะหลุดตรงนี้ไป แต่หากมีรายได้จากการรับทำ SEO หรือพวกติดแบนเนอร์ และอื่นๆ ที่เกิดจากประเทศไทย ต้องนำมาคำนวณถือเป็นรายได้ในส่วนนี้

ข้อ 2. ถื่นที่อยู่ ถ้ามีเงินได้จากต่างประเทศ (แหล่งเงินได้ต่างประเทศ) ต้องพิจารณาสองปัจจัยที่จะตามมา ได้แก่

2.1 ผู้มีเงินได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันหรือไม่?
2.2 นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกันกับที่เกิดเงินได้หรือไม่?

ในส่วนนี้ ขอแนะนำเรื่องการวางแผนภาษีว่า ถ้ามีเงินได้แล้ว สามารถนำเข้าในปีถัดไปได้หรือหาทางฝากไว้ที่ต่างประเทศได้ (มีเงินทุนหมุนเวียน) ก็สามารถเลือกที่จะทำได้ ไม่ถือเป็นความผิดครับ เช่น นาย ก มีเงินได้จาก Adsense และ Amazon ในปี 2009  แต่ได้รับเช็ค/โอนเงินเข้าบัญชีที่ประเทศไทย ปี 2010 ตรงนี้แปลว่าไม่ต้องเสียภาษีแน่นอน และ ไม่ผิดกฎหมาย

ผ่านเรื่องหลักเกณฑ์ของรายได้ไปแล้ว ทีนี้มาดูเรื่องค่าใช้จ่ายกันบ้าง

โดยปกติแล้ว เงินได้ประเภท 40(8) นั้น ประมวลรัษฎากรมีทางเลือกให้สองทาง คือ หักตามความจำเป็นและสมควร(จ่ายจริง) และ หักเป็นการเหมา (ร้อยละของเงินได้)

แต่เมื่อดูหลักเกณฑ์การหักเหมาตาม ตารางแสดงอัตราการหักค่าใช้จ่ายของกรมสรรพากรแล้ว จะเห็นว่าไม่มีให้อัตราเหมาให้เลือกหักสำหรับรายได้จากอินเตอร์เนตเลย แต่ข้อที่อาจจะใกล้เคียงที่สุด ก็คือ ข้อ (25) การขายของนอกจากที่ระบุไว้ในข้ออื่น ซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต ซึ่งหักได้ร้อยละ 80 ของเงินได้

หมายเหตุ: ส่วนนี้คือการตีความกฎหมายส่วนตัว แต่ถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุด ก็คือ เลือกหักตามจริง เนื่องจาก ข้อ (44) ระบุไว้ว่า เงินได้ที่มิได้ระบุไว้ตั้งแต่ข้อ (1)-ข้อ (43) ให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น ซึ่งแปลว่า เราไม่มีทางเลือกที่จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้เลย

แต่เมื่อจะหักค่าใช้จ่ายตามจริงแล้ว จะมีคำถามตามมาว่า แล้วจะเอาหลักฐานอะไรไปโชว์หรือแสดงต่อเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร

ด้วยความไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ ขอแนะนำให้ผู้มีเงินได้เก็บรายละเอียดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น หลักฐานการซื้อ, ใบเสร็จรับเงิน, Invoice, Slip บัตรเครดิต หรือแม้กระทั่งการจ่ายผ่าน Paypal ที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้จ่าย และ Print ทุกอย่างเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าได้จ่ายจริง และหากมีการจ้างงานเด็กในสำนักงาน ก็ควรทำรายละเอียดการจ่ายเงินไว้ด้วย หรือให้มีการเซ็นรับเงิน เพราะยังถือเป็นหลักฐานที่เราสามารถอ้างอิงได้

ขอแนะนำว่า ทางที่ดีที่สุด คือ ทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย จะทำให้ทราบว่า ตัวเองมีกำไรจริงๆเท่าไร อีกทั้งยังจะสะดวกในการคำนวณภาษีมากขึ้น (ซึ่งผู้มีรายได้ส่วนใหญ่มักจะละเลยเรื่องนี้กัน)

5. ค่าลดหย่อนอื่นๆ

หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว เรายังสามารถหักลดหย่อนอื่นๆได้อีก ไม่ว่าจะเป็น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ภรรยา บุตร ประกันชีวิต กองทุนต่างๆ เงินบริจาค ซึ่งตรงนี้สามารถดูได้จากหลักเกณฑ์การคำนวณตามแบบ ภงด. 90

6. อัตราภาษีเงินได้

อัตราภาษีของประเทศไทย คำนวณโดยอัตราก้าวหน้าครับ แปลว่า ผู้ที่มีรายได้ยิ่งสูงยิ่งเสียภาษีมาก…
รายละเอียด อัตราภาษี

7. บทลงโทษที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 22 ผู้เสียภาษีต้องรับผิดชอบค่าปรับหนึ่งเท่าของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ
มาตรา 27 มีโทษปรับอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน
มาตรา 37 พยายามจงใจให้การเท็จ จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสองแสนบาท
มาตรา 37 ทวิ ถ้าไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5000 บาท หรือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน

นอกจากนั้นแล้ว ประมวลรัษฎากรได้ให้อำนาจเจัาพนักงานสรรพากรในการประเมินภาษี ไม่ว่าจะเป็น
มาตรา 19 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้น นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย
มาตรา 38 ภาษีเงินได้นี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้

ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากเว็บไซด์ของกรมสรรพากรโดยตรง เรื่อง ความรู้เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

กลยุทธ์การวางแผนภาษี 5 วิธี

โดย ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร  23-9-2545
ที่มา : http://www.nationejobs.com

1. รายได้ที่ยกเว้นภาษี

มีรายได้บางประเภทที่ได้รับการ “ยกเว้นภาษีเงินได้” ซึ่งดูได้จาก ประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 42 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ที่สำคัญ ได้แก่ กำไรจากการขายหุ้นในตลาดหุ้น

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนมีโอกาสทำกำไร จากหุ้น พอๆ กับการขาดทุน ซึ่งถ้าเขาขาดทุน ก็ไม่สามารถ นำมาเป็นค่าใช้จ่าย ในทางภาษีเช่นกัน ในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน ก็เป็นเรื่องยาก ที่จะทำกำไร มีทางเลือกหนึ่ง คือ การลงทุนในกองทุน เพื่อรอรับผลได้ในรูป ของการเพิ่มราคา ของหน่วยลงทุน ซึ่งการขายหน่วยในตลาด โดยได้กำไร ก็ไม่ต้องเสียภาษี

ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล ที่ออกก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2529 ก็ได้รับ การยกเว้นภาษี เช่นกัน แต่พันธบัตรเหล่านี้ ก็ครบอายุการไถ่ถอนไปหมดแล้ว ดังนั้น การหารายได้ ที่ยกเว้นภาษี จากพันธบัตรรัฐบาลจึงยาก

2. รายได้ที่ได้รับการลดอัตราภาษี

แม้ว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะเริ่มต้นที่ 5% เมื่อคุณมีรายได้เกิน 50,000 บาท และเพิ่มเป็น 37% เมื่อเกิน 4 ล้านบาท แต่ก็มีรายได้ 2 ประเภท ที่รัฐบาลลดหย่อนภาษีได้

(1) ปันผลเสียภาษีเพียง 10% นอกจากนี้ ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มที่เสียภาษีไม่ถึง 37% คุณก็ขอเครดิตภาษี 3/7 จากเงินปันผล และใช้ภาษีหัก ณ ที่จ่ายอีก 10% มาชดเชย การเสียภาษีเงินได้ของคุณได้อีก ในกรณีนี้ ถ้าคุณยื่นแบบขอคืนเงินภาษี ก็จะได้รับเงินคืน มากพอสมควร แต่วิธีขอเครดิต และขอคืนภาษีนี้ จะใช้ไม่ได้ผล เมื่อคุณเสียภาษีถึงอัตรา 37%
(2) ดอกเบี้ย ซึ่งได้เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% แล้วเงินส่วนที่เหลือ (balance) ก็เป็นรายได้ ที่ไม่ต้องเสียภาษี การขอคืนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อคุณ มีรายได้ไม่เกิน 600,000 บาทต่อปี หากปราศ จากการลดหย่อนอัตราภาษีในกรณีเช่นนี้แล้ว ผู้มีฐานะมั่งคั่ง จะต้องจ่ายภาษี มากจากรายได้ดอกเบี้ย
ในสหรัฐ ดอกเบี้ยพันธบัตรเทศบาล (Municipal Bond) ก็ไม่ต้องเสียภาษี จึงได้รับความนิยมมาก เพราะชาวอเมริกัน ต้องจ่ายภาษี ตามอัตราปกติ จากรายได้ดอกเบี้ย ถ้าคุณต้องจ่ายภาษีที่ 37% และได้รับดอกเบี้ย ที่ยกเว้นภาษีรายได้ เช่นที่ 8% ก็หมายความว่า คุณมีผลตอบแทน ก่อนหักภาษีเท่ากับ ประมาณ 12.7% (โดยคำนวณจากเอา 8 ตั้งแล้วหารด้วย 63%)

3. รายได้ที่หักรายจ่ายได้สูง

ประมวลรัษฎากร จำแนกเงินได้บุคคลธรรมดา ออกเป็น 8 ประเภท ซึ่งคุณสามารถ เลือกว่าจะทำรายได้ ประเภทไหน และหาเงินอย่างไร แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการมีรายได้ ประเภทเงินเดือน และค่าจ้างในฐานะ พนักงานลูกจ้าง เพราะมาตรการหักภาษีเหมา 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี เป็นผลเสีย ต่อตัวคุณเอง ถ้าคุณมีอาชีพให้บริการ ก็ลองผันแปรตัวเอง ไปอยู่ในกลุ่มผู้มีวิชาชีพอิสระ คือ แพทย์ วิศวกร นักบัญชี สถาปนิก ทนายความ และปราณีตศิลปกรรม ข้อสำคัญ “จงอยู่ให้ห่างจากกลุ่มพนักงานที่รับเงินเดือนประจำ”

ลองดูตัวอย่างของวิศวกร คนหนึ่ง ถ้าเขามีรายได้ 400,000 บาทต่อเดือน หรือ 4.8 ล้านบาทต่อปี หากรับเงินเดือน เป็นพนักงานประจำ เขาจะได้รับค่าลดหย่อนเพียง 60,000 บาทต่อปี ดังนั้น เขาจะเสียภาษีทั้งสิ้น 1.3 ล้านบาท หรือราว 110,000 บาทต่อเดือน ทำให้เขาเหลือเงินเดือน ที่แท้จริงเพียง 290,000 บาท แต่ถ้าเขาเปลี่ยนสถานะตัวเอง ไปเป็นที่ปรึกษาวิศวกรรม เขาจะหักรายจ่ายเหมา 30% โดยไม่จำกัดจำนวนขั้นสูง เท่ากับได้หักเพิ่มเป็น 1.44 ล้านบาท ทำให้เขาเสียภาษีเงินได้เพียง 841,500 บาท ซึ่งหมายความว่าลดภาษีไป 458,500 บาทต่อปี หรือเท่ากับ 38,200 บาทต่อเดือน ข้อได้เปรียบของวิธีนี้ก็คือ คุณจะประหยัดภาษีได้ทุกเดือน ตราบเท่าที่ยังทำงานอยู่ ไม่ใช่ประหยัดแค่เดือนเดียว

4. การหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงแทนการเหมา

ถ้าคุณเป็นวิศวกร และยังไม่พอใจ กับการลดหย่อนเหมา 30% คุณก็หักค่าใช้จ่าย ตามความเป็นจริง แทนการหักแบบเหมา กล่าวคือ เพิ่มรายจ่ายให้มากๆ แล้วคุณก็ จะได้รับการลดหย่อน มากขึ้น

เช่น คุณอาจลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมสำนักงาน โดยตั้งบริษัท ซึ่งการจ่ายดอกเบี้ย ที่จ่ายให้ธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นเท่าใด ก็จะได้รับการลดหย่อนภาษี ซึ่งเมื่อเทียบกับ การซื้อบ้านซึ่ง ทางการอนุญาต ให้คุณหักได้ปีละ 50,000 บาท

นอกจากนี้ คุณยังสามารถ หักค่าเสื่อมราคาคอนโดมิเนียม อุปกรณ์สำนักงาน และเฟอร์นิเจอร์ พร้อมกับ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งค่าบำรุงรักษา เพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้ แล้วคุณยังมีความสุข กับคอนโด ที่อาจมีราคาเพิ่มขึ้น หากตั้งอยู่ในทำเลที่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น คุณสามารถเช่า หรือซื้อรถยนต์สวยๆ สักคัน และหักค่าใช้จ่าย ภาระดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคา ไม่เกินคันละ 1 ล้านบาท ค่าประกันภัย และค่าน้ำมัน เป็นค่าใช้จ่าย ของบริษัท ซึ่งรายการเช่นนี้ ช่วยให้คุณจ่ายภาษีลดลงอีก แต่คุณต้องขยัน เก็บใบเสร็จรับเงิน ทำบัญชี และเก็บตัวเลขต่างๆ เอาไว้ให้ดี เพื่อใช้เป็นหลักฐาน ในการหัก ค่าใช้จ่าย ดังนั้น คุณต้องเรียนรู้ศิลปะ การจัดเก็บเอกสาร และบัญชี แต่ถ้าคุณ ทำไม่ได้ ก็จ้างคนอื่น มาทำให้จะปลอดภัยกว่า

5. กระจายรายได้

กฎหมายไทย จำแนกรายได้ส่วนบุคคลเป็น 8 ประเภท ดังนั้นคุณสามารถหารายได้ ได้มากกว่า 1 ประเภท ในแต่ละปี ลองดูตัวอย่าง ของกุมารแพทย์รายหนึ่ง ซึ่งปกติทำงาน อยู่ในโรงพยาบาลตอนกลางวัน โดยรับเงินเดือนประจำ ในช่วงเวลาเย็น เขาไปเปิดคลินิกส่วนตัว และมีรายได้เพิ่มอีกในฐานะเป็นแพทย์ ที่มีวิชาชีพอิสระ ถ้าเขาเปิดร้านขาย ของชำเพื่อขายขนมและ ของเล่นให้ลูกค้า และคนไข้ เขาก็จะมีรายได้ จากการค้าเข้ามาอีกด้วย กุมารแพทย์บางราย ทำงานหนัก และมีรายได้มาก แต่ไม่ค่อยมีเวลาใช้จ่ายเงิน ดังนั้น เงินออม ของพวกเขา จึงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งถึงจุด ที่สามารถซื้อบ้าน และให้เช่าเพื่อรับเงิน ค่าเช่า

รวมทั้งยังสามารถ ลงทุนหากำไร ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ ผลคือ กุมารแพทย์รายนี้ มีรายได้ถึง 4-5 ประเภท เขาอาจจ่ายภาษีที่ 5% สำหรับเงินเดือน ที่รับจากโรงพยาบาลเสียภาษีที่ 20% สำหรับรายได้จากคลินิก 30% สำหรับรายได้ จากการค้า และ 37% สำหรับรายได้จากค่าเช่าบ้าน ถ้าเขามีการวางแผนลดภาษี ก็อาจจะทำได้ดังนี้

(1) หาเพื่อนมาคนหนึ่งแล้วจัดตั้งคณะบุคคล โดยให้เพื่อนถือหุ้นเล็กน้อย ในร้านขายของชำ ซึ่งภาษีเงินได้จากการค้าขายจะจ่ายโดยคณะบุคคลนี้ ซึ่งเริ่มเสียภาษีในอัตราต่ำที่ 5% ตามอัตราภาษีบุคคลธรรมดา และส่วนแบ่งกำไร ที่แพทย์ได้รับ จากคณะบุคคลยังได้สิทธิ ยกเว้นภาษีอีกด้วย

(2) ใส่ชื่อของลูกในโฉนดที่ดิน ของบ้าน เพื่อให้ค่าเช่า ตกเป็นรายได้ ของเด็ก เพราะเขาไม่มีรายได้อื่น จึงอยู่ในกลุ่มที่เสียภาษีต่ำสุด และเด็กยังสามารถ หักลดหย่อนภาษีได้อีก 30,000 บาท แทนที่จะจดทะเบียนบ้านในชื่อตัวเอง และขอลดหย่อนภาษีผู้มีบุตร ซึ่งจะได้เพียงปีละ 15,000 บาท

หากเขาอยากมีชื่อเป็น เจ้าของบ้านต่อไปโดยไม่ใส่ชื่อลูกในโฉนด กุมารแพทย์ผู้นี้ สามารถจดทะเบียนสิทธิเก็บกิน ของบ้านให้แก่ลูกของเขา ดังนั้น ค่าเช่าบ้านจะเป็นรายได้ ของเด็ก ขณะที่เขายัง เป็นเจ้าของบ้าน สิทธิเก็บกินในทรัพย์สิน สามารถจดทะเบียน ได้ตั้งแต่ 1-30 ปี หรือตลอดอายุของเด็กผู้ทรงสิทธิประโยชน์ของวิธีการนี้คือ กุมารแพทย์ผู้นี้ ยังคงเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งจะขายบ้านเมื่อใดก็ได้ เพราะถ้าเขาให้ลูกผู้เยาว์ เป็นเจ้าของในโฉนด การซื้อขาย ต้องได้รับอนุมัติ จากศาลครอบครัวก่อน ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยาก

ยังมีวิธีการอีกมาก ที่จะประหยัดเงินภาษี ซึ่งหมายความว่า ถ้าคุณปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญภาษี เขาสามารถแนะนำ เกี่ยวกับวิธีประหยัดภาษี อย่างถูกกฎหมาย คล้ายกับการซื้อซอฟต์แวร์ ทุกคนจ่ายเงิน 200 บาท ซื้อกฎหมายได้ 1 เล่ม แต่หัวใจสำคัญ อยู่ที่วิธีการนำกฎหมาย มาปรับใช้ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

Page 48 of 50« First...1020304647484950