คำนวณภาษีครึ่งปีแบบนี้ รับรองไม่มีวันเสียเงินเพิ่มแน่นอน!

โพสต์เมื่อ: 25 ส.ค. 2017 - ป้ายกำกับ: , ,


สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับพรี่หนอม TAXBugnoms และบล็อกภาษีข้างถนนที่เกือบจะไม่ได้อัพเดท ฮือๆ บอกตรงๆครับผมว่าตั้งแต่มีลูกน้อย แทบจะไม่มีเวลาเขียนอะไรยาวๆ ให้อ่านกันสักเท่าไร ส่วนใหญ่จะอยู่ในเพจและกรุ๊ปเสียมากกว่า (ถ้าสนใจก็กดเข้าร่วมได้ที่ คุยภาษีกับพรี่หนอม ครับ)

แต่สำหรับเรื่องของวันนี้ บอกเลยครับว่าจะเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องเขียน เพราะว่ามันเป็นเรื่องราวที่มีประโยชน์และจำเป็นสำหรับคนทำธุรกิจทุกคน นั่นคือเรื่องของภาษีครึ่งปีของนิติบุคคลทั้งหลายที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นภายใน 2 เดือนนับแต่วันครบกำหนดครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วน่าจะเป็นวันที่ 31 สิงหาคมนั่นเองครับ

51-01

ถ้าหากใครยังงง หรือสงสัยเรื่องของภาษีครึ่งปีของนิติบุคคล พรี่หนอมแนะนำให้อ่านเรื่องนี้ก่อนครับ 3 เรื่องต้องรู้ก่อนยื่นแบบภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจกันก่อนสักครั้งหนึ่ง

ปัญหาไม่ใช่การยื่น
แต่มันคือประมาณการขาดเกินต่างหาก

ใช่แล้วครับ !! เรื่องที่เป็นไม้เบื่อไม้เบากันมายาวนานสำหรับการยื่นภาษีครึ่งปีนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่คำนวณไม่เป็น หรือว่าไม่อยากจะเสียภาษีอะไรหรอกนะครับ แต่มันเป็นเรื่องของการคำนวณประมาณการครึ่งปี ซึ่งมักจะทำให้มีปัญหาเรื่องเงินเพิ่มที่ต้องเสียเพิ่ม เพราะกฎหมายนั้นเขียนระบุไว้ชัดในมาตรา 67 ตรีเลยว่า

มาตรา 67 ตรี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ(1) โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธ ิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือของภาษีที่ชำระขาดแล้วแต่กรณี

แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังให้ช่องทางในการตีความหมายของเหตุอันสมควรไว้ตาม ป.152/2558 จำนวน 2 ข้อดังนี้ครับ



1) หากกิจการได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้สิ้นรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว ถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควร

2) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว ไม่น้อยกว่ากำไรสุทธิที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว แต่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว เนื่องจากได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษี

51-03

อยากได้สั้นๆไวๆ เข้าใจง่าย มีไหม!!

อ่านภาษาภาษีไปแล้ว ตอนนี้มาดูแนวคิดแบบสั้นๆง่ายๆ ในสไตล์พรี่หนอมบ้างครับ ซึ่งถ้าหากเรารวบรวมจากข้อมูลทั้งหมดที่ว่ามา ขอบอกว่าสิ่งที่เราต้องรู้ทั้งหมดมีดังนี้ครับ

  • กำไรสุทธิของปีที่ผ่านมา
  • ภาษีเงินได้ของสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว (ภาษีที่คำนวณได้นะครับ ไม่ใช่ภาษีที่ชำระ)

ยกต้วอย่างเช่น ปี 2559 บริษัทบักหนอม มีกำไรสุทธิจริงที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 ไว้จำนวน 5,000,000 บาท และมีภาษีที่คำนวณได้จำนวน 1,000,000 บาท สิ่งที่บริษัทบักหนอมควรทำในปี 2560 เพื่อให้ปลอดภัยกับการเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี คือ

  • คำนวณภาษีครึ่งปีไว้ให้ไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท
  • ประมาณการกำไรของทั้งปีไว้ไม่ต่ำกว่า 5,000,000 บาท

ข้อแรกทำเพื่อให้เข้าเหตุอันสมควรตามข้อ 1 คือ การคำนวณภาษีไว้ไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีในรอบบัญชีปีที่แล้ว ส่วนข้อสองนั้นทำเพื่อให้เข้าเงื่อนไขข้อที่ 2 คือ ประมาณการกำไรทั้งปีไว้ไม่น้อยกว่าปีที่แล้ว

แต่จริงๆ ในกรณีที่ปีไหนมีกฎหมายในการลดอัตราภาษีจะทำแค่ข้อ 2 ก็ได้นะครับ แต่พรี่หนอมมองว่าถ้าหากทำตามข้อแรกแล้ว ส่วนใหญ่มักจะผ่านเกณฑ์ในข้อ 2 อยู่แล้วครับ



ทีนี้ประเด็นปัญหาจริงๆ คือ ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ทำกันตามนี้แต่แรก ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมายและเป็นที่ถกเถียงกันครับ ซึ่งในกรณีการพิจารณาเหตุอันสมควรนั้น ขอให้ยึดตามหลักการแนวนี้ครับ

1. ภาษีที่ใช้พิจารณาว่าเสียเกินกึ่งหนึ่ง ต้องเป็นภาษีที่คำนวณได้ ไม่ใช่ยอดภาษีที่ชำระ และถ้าหากกิจการขาดทุนในปีก่อนแล้ว จะถือว่าไม่เข้าข่ายเหตุอันสมควรครับ เพราะการขาดทุนนั้นจะทำให้กรณีเหตุอันสมควรถูกยกเว้นไปทันที โดยยึดหลักการตีความอย่างเคร่งครัดว่า “ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้สิ้นรอบระยะเวลาบัญชี” ซึ่งถ้าหากปีที่แล้วไม่ได้เสียภาษี ก็แปลว่าไม่สามารถที่จะหายอดกึ่งหนึ่งได้นั่นเองครับ

ยกตัวอย่างเช่น ปี 2559 บริษัทบักหนอม มีมีขาดทุนไม่ต้องเสียภาษี แปลว่าปี 2560 ต้องประมาณการด้วยความระมัดระวัง โดยใช้หลักการข้อสองนำทาง คือ กำไรไม่ต่ำกว่ากำไรปีที่แล้ว (แล้วอย่าลืมว่าใช้ได้เฉพาะกรณีลดอัตราภาษีเท่านั้นนะครับ) หรือควรประมาณการให้ไม่ขาดเกินกว่าร้อยละ 25 ตามที่กฎหมายกำหนด

2. การพิจารณาเหตุอันสมควรนั้น เมื่อคำนวณภาษีได้แล้ว เงินเพิ่มจะคิดหลังจากหักยอดภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่คิดจากภาษีที่คำนวณได้ เช่น ถ้าหากต้องเสียภาษีจริงๆ เช่นเมื่อประมาณการแล้วต้องเสียภาษีเพิ่ม ถ้าหากมีภาษีหัก ณ ที่จ่าย ก็สามารถนำมาใช้หักออกจากยอดภาษีที่ต้องชำระได้ แล้วจึงค่อยคิดเงินเพิ่มครับ (อ้างอิง : คำพิพากษาฎีกาที่ 7055/2544)

51-02

สรุปสุดท้ายด้วยความเห็น

สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของผม ผมมองว่าการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีนั้นเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและต้องระวังอยู่หลายจุดครับ ซึ่งบางหลักการยังมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น ตอนพิจารณาเหตุอันสมควรไม่ให้ใช้ภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่ให้ดูจากภาษีที่คำนวณได้ แต่พอจะปรับจริงๆกลับยินยอมให้ใช้ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพราะถือว่าเป็นภาษีที่ชำระ สุดท้ายเหมือนมันจะกลายเป็นเรื่องของการเสียเวลาอยู่ดีนั้นแหละครับผม

แต่อย่างไรก็ตาม… แม้ว่าจะบ่นไปแล้ว แต่อย่าลืมว่าเราทุกคนมีหน้าที่ปฎิบัติตามกฎหมายให้ถูกต้อง จึงต้องเข้าใจหลักการที่ควรทำ เพื่อป้องกันไม่ให้มีปัญหากับสรรพากร และต้องมาเสียเงินเพิ่มให้รำคาญใจ ดังนั้นขอให้ทุกคนโชคดีกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีครึ่งปีนี้กันทุกคนนะคร้าบบบ





Send this to friend

.