Startup และ SMEs ได้สิทธิลดอัตราภาษีแบบยังไง? มาทำความเข้าใจกันหน่อย!

โพสต์เมื่อ: 03 พ.ค. 2016 - ป้ายกำกับ: , , ,


สวัสดีครับ!! กลับมาพบกับพรี่หนอม TAXBugnoms กับบทความใน “บล็อกภาษีข้างถนน” กันอีกแล้วครับ หลังจากที่เมื่อวันก่อนผมเพิ่งเขียนบทความแชร์ประสบการณ์การทำงานไปในหัวข้อ 3 ด้านที่คุณควรคิด .. เพื่อชีวิตที่ดีด้านการงานและการเงิน วันนี้เลยกลับมาต้อนรับเดือนพฤษภาคม 2559 ด้วยข่าวคราวเรื่องภาษีกันอีกครั้งคร้าบ

สำหรับประเด็นในวันนี้ จะเป็นเรื่อง นโยบายการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลใหม่ของ Startup และ SMEs ที่ใครหลายคนกำลังสับสนถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นระหว่างธุรกิจสองตัวนี้ ผมเลยตั้งใจเขียนบทความนี้มาอธิบายให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เข้าใจกันมากขึ้นครับผม และถ้าใครเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ก็ฝากส่งต่อให้กับเพื่อนๆด้วยครับ #กราบงามๆ

Startup VS SMEs : ทั้ง 2 ชื่อนี้มีความหมายแตกต่างกันอย่างไร?

ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว หากใครได้ติดตามข่าวคราวของวงการ Startup คงจะเห็นข่าวคราวหรือได้ไปงาน Startup Thailand 2016 ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเค้าว่ากันว่าจัดหนักจัดเต็มรวมดาวเด่น Startup กันทั่วฟ้าเมืองไทยกันเลยทีเดียวล่ะครับ #แต่ผมไม่ได้ไป #จบ

แต่การเริ่มต้นทำธุรกิจแบบ Startup นั้น ต่อให้มีนวัตกรรมสุดยอดแค่ไหนก็ตาม ย่อมไม่ได้แปลว่าจะหลุดรอดหนีพ้นเรื่องภาษีไปได้หรอกนะครับ วะฮะฮ่า (แกจะหัวเราะไปทำไม? – -“) เพราะถือว่าเป็น “หน่วยภาษี” ในรูปแบบนิติบุคคลอยู่ดีครับผม (สำหรับ Startup ที่จดทะเบียนนิติบุคคลอย่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้.. หลายๆคนอาจจะเริ่มสงสัยว่า แล้วไอ้ Startup ที่ว่ามันคืออะไรกันแน่ฟระเนี่ย และมันเหมือนหรือแตกต่างกับ SMEs อย่างไรบ้าง เอาล่ะ.. ผมขอเริ่มที่นิยามก่อนนะครับ

ความหมายที่แตกต่างกัน?

หากลองค้นหาความหมายของคำนี้ดู เราจะพบว่า Startup นั้นมีความหมายมากมายหลากหลายเลยครับ เช่น การรวมตัวกันของกลุ่มคนที่กำลังอยากจะแก้ปัญหาอะไรบางอย่างเพื่อที่จะหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการทำซ้ำและขยายตัวเป็นรูปแบบธุรกิจ (ที่มา : What is Startup? ) หรือ การเริ่มต้นธุรกิจเพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด มีวิธีสร้างรายได้ที่สามารถหาเงินแบบทำซ้ำและขยายได้ง่าย (ที่มา : Startup คืออะไร?) หรือแม้แต่กระทู้พันทิปที่ตั้งคำถามว่า Startup กับ SME แตกต่างกันอย่างไร ก็มีให้เราเลือกอ่านหลากหลายอย่างสบายใจไม่รู้จบ #มันใช่หรอ

สำหรับตัวผมเอง คิดว่าสิ่งที่ Startup แตกต่างจาก SMEs นั้นมาจาก 2 ประเด็นนี้ครับ ประเด็นแรก คือ เรื่องของนวัตกรรมที่ก้าวกระโดดที่สร้างความแตกต่างชนิดที่เลียนแบบได้ยาก ส่วนอีก ประเด็นหนึ่ง คือ แหล่งที่มาของเงินในการทำธุรกิจมักจะมาจากการระดมเงินทุน

ในขณะที่ SMEs ซึ่งเป็นคำเก่าแก่ที่เราได้ยินมาสักพัก ซึ่งย่อมาจากภาษาอังกฤษคำว่า Small and Medium Enterprises หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” หมายถึง ธุรกิจขนาดเล็กและกลางที่ครอบคลุมความหมายเรื่อง ผลิต บริการ การค้า ต่างๆ โดยทั่วไปตามปกติ



ทั้งหมดนั้นคือนิยามของ Startup และ SMEs ที่แตกต่างกันครับ แต่ถ้าหันมามองในด้านภาษี เราจะพบความจริงข้อหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็น Start up หรือ SMEs ก็ตาม รูปแบบของทั้ง 2 ธุรกิจนี้มีสถานะเดียวกันคือ “นิติบุคคล” และมีหน้าที่ “เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล” (หมายเหตุ : ในกรณีที่เป็นธุรกิจที่จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)

อ้อ.. ขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่า สำหรับบทความในตอนนี้เราจะไม่ได้พูดคุยถึงภาษีมูลค่าเพิ่มนะครับ ซึ่งทั้ง Startup และ SMEs นั้นเข้าข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน หากประกอบกิจการที่ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มครับ

แม้ธุรกิจเหมือนกัน แต่ “เสียภาษี” ต่างกัน

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ หากใครสังเกต (อีกแล้ว) ก็จะพบว่าสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายภาษีของไทย มักจะให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยวิธีการลดอัตราภาษีต่างๆลง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของภาครัฐในตอนนี้นั้น มักจะอยู่ที่ธุรกิจขนาดเล็กและกลางเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทั้งทาง Startup และ SMEs ก็ได้รับสิทธิประโยชน์แตกต่างกันไปครับ ทีนี้เรามาดูกันต่อว่า สำหรับสิทธิประโยชน์ของ Startup เปรียบเทียบกับธุรกิจ SMEs ให้ชัดๆกันดีกว่าว่ามันมีอะไรบ้าง?

สิทธิประโยชน์ทางภาษีของ Startup

สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ Startup นั้น เราต้องแยกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ นักลงทุนที่ลงทุนในบริษัทลงทุน, กลุ่มที่เป็นบริษัทลงทุนหรือกิจการเงินร่วมลงทุน (VC) และ กลุ่มบริษัท Startup ที่ประกอบกิจการตามที่รัฐต้องการสนับสนุน (บริษัทเป้าหมาย) หากอธิบายเป็นภาพประกอบจะออกมาในรูปแบบประมาณนี้ครับ

ST-01
โดยขั้นตอนของการลงทุนจะเริ่มตั้งแต่นักลงทุนไปยังบริษัทลงทุน (VC) เป็นลำดับแรก และลงทุนต่อไปยังบริษัทเป้าหมาย และผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนได้รับจากการลงทุนนั้นจะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เงินปันผล และ กำไรจากการขาย (โอน) หุ้น

แต่สำหรับบทความนี้ ผมขอพูดถึงเพียงกลุ่มล่างสุด หรือ กลุ่มบริษัทเป้าหมาย (Startup) เพียงกลุ่มเดียวครับ ซึ่งสิ่งที่ทาง Startup จะได้รับก็คือ สิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเป็นจำนวน 5 ปี  หลังจากที่ปฏิบัติตามเงื่อนไข 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ครับ

1. กิจการแบบไหน : กิจการที่จดทะเบียนนิติบุคคลระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 31 ธันวาคม 2559 รวมถึงมี ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท โดยกิจการดังกล่าวต้องไม่มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือได้รับสิทธิ BOI แต่อย่างใด

2. ประกอบธุรกิจอะไร : ประเภทธุรกิจของบริษัท Startup จะต้องเป็นธุรกิจ 1 ใน 10 ประเภทนี้ ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องในการผลิต และได้ขออนุมัติพร้อมกับรับการรับรองจากทาง สวทช. เป็นที่เรียบร้อยอีกด้วยครับ



1) อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร
2) อุตสาหกรรมเพื่อประหยัดพลังงาน ผลิตพลังงานทดแทน และพลังงานสะอาด
3) อุตสาหกรรมฐานเทคโนโลยีชีวภาพ
4) อุตสาหกรรมการแพทย์และสาธารณสุข
5) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมบริการ และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
6) อุตสาหกรรมวัสดุก้าวหน้า
7) อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับ
8) อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
9) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และบริการสารสนเทศ
10) อุตสาหกรรมฐานการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม หรืออุตสาหกรรมใหม่

โดยประเด็นสำคัญ คือ กิจการดังกล่าวต้องมีรายได้จากธุรกิจที่จดทะเบียนกับทางสวทช. (เรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า กิจการที่รัฐต้องการสนับสนุน) ในอัตราที่ไม่ต่ำกว่า 80% ของรายได้ทั้งหมด 

3. ลงทะเบียนยังไง : สำหรับกิจการที่เข้าเงื่อนไขทั้ง 1 และ 2 นั้น ต้องยื่นคำร้องในเว็บไซด์กรมสรรพากรภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เพื่อให้อธิบดีฯ อนุมัติ (รอแจ้งผลอนุมัติภายใน 15 วัน) และจะมีผลได้รับสิทธิในวันถัดจากวันที่อธิบดีอนุมัติเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกครับ

อ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ที่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 602) และ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 265) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับกิจการที่ประกอบอุตสาหกรรมเป้าหมาย

 

สิทธิประโยชน์ทางภาษีของ SMEs

หลังจากที่จบสิทธิประโยชน์ทางฝั่ง Startup ไปแล้ว คราวนี้เรามาดูทางฝั่งของ SMEs กันบ้างครับ สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ ธุรกิจ SMEs ที่มีทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้รับสำหรับรอบบัญชีปี 2558 – 2559 นั้นเป็นไปตาม Infographic ของกรมสรรพากรดังนี้ครับ

 
แต่สำหรับกลุ่มที่จดแจ้งตามนโยบายนิรโทษกรรม เอ้ย นโยบายบัญชีชุดเดียว (อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ เอาไงดี จดแจ้งขอสิทธิประโยชน์ภาษีดีไหม ? แล้วพี่สรรพากรจะยกโทษให้จริงหรือเปล่า ? ) นั้นจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมสำหรับรอบบัญชีปี 2559 ในการยกเว้นภาษีทั้งจำนวน และลดอัตราภาษีสำหรับส่วนที่เกิน 300,000 เหลือเพียง 10% ในปี 2560 ซึ่งมากกว่าสิทธิประโยชน์ของกลุ่มที่ไม่ได้จดแจ้งนั่นเองครับ ซึ่งตรงนี้ผมได้ทำตารางเปรียบเทียบมาให้ดูกันครับ

ST-03

อ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ที่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 603) และ พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 595)

อย่างไรก็ตาม จากรูปข้างต้นเราจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น Startup และ SMEs ก็เป็นกลุ่มที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่านิติบุคคลประเภทอื่นๆ ที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 20% ตั้งแต่กำไรสุทธิบาทแรก ซึ่งเข้าใจได้ว่าทางภาครัฐเองคงคาดหวังให้เกิดการลงทุนมากขึ้นในธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กต่างๆที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงนี้ ซึ่งถือเป็นแรงขับชั้นดีที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศก้าวหน้าต่อไป

บทสรุป

ถ้าหากพูดในเรื่องภาษี ผมคิดว่าสิ่งที่บรรดาเจ้าของธุรกิจทั้ง Startup และ SMEs ควรรู้เป็นอย่างยิ่งก็คือ “สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ” และ “เงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามให้ถูกต้อง” ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ของตัวเองอย่างครบถ้วน แต่ในส่วนของการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายภาษีต่างๆ ที่ทางภาครัฐเลือกใช้และฝากความหวังไว้นั้น ผมก็ได้เพียงแต่หวังว่าเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตจะดีขึ้นอย่างที่คาดคิดไว้ เพราะมิฉะนั้นแล้วการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ว่าก็อาจจะกลายเป็นวิธีการ “ทำลายแหล่งรายได้ของรัฐทางอ้อม” โดยที่ไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลยแม้แต่น้อย

… สุดท้ายเราทุกคนคงต้องคอยดูกันต่อไปครับ :)





Send this to friend

.