สรุป! ครบ จบ ทุกการเปลี่ยนแปลง “ภาษีเงินได้ปี 2560” และกลยุทธ์วางแผนภาษี

โพสต์เมื่อ: 05 ก.พ. 2017 - ป้ายกำกับ: ,


สวัสดีครับ กลับมาพบกับพรี่หนอมแห่ง TAXBugnoms ประจำการบทความใหม่ที่บล็อกภาษีข้างถนนกันอีกครั้ง โดยวันนี้จะมาชำแหละ ล้วงแคะ และแกะเกาให้ฟังถึงนโยบายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ ว่ามีผลกระทบอะไรยังไง และ #ดีต่อใคร กันบ้างครับ

ถ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงภาษีมาสักระยะหนึ่ง จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของนโยบายภาษีมาตั้งแต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งเรื่องของการเพิ่มค่าลดหย่อนต่างๆ รวมถึงการปรับปรุงนโยบายต่างๆมาเป็นระยะๆ แต่การปรับปรุงล่าสุดที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการลดหย่อนภาษี นั่นคือ เรื่องการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปี 2560 นี่แหละครับ

โดยการปรับปรุงครั้งนี้ มีกฎหมายใหม่ที่เพิ่งออกมาถึง 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44)  ตามมาด้วย พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 629) และ (ฉบับที่ 630) ครับ โดยความเห็นของผมที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนีมันไม่ใช่เรื่องของการอัพเดทให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันเท่านั้น แต่มันยังส่งผลไปถึงการทำธุรกิจและเรื่องราวต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคประเทศไทย 4.0 นี้ครับ

มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

ในบทความ สรุป! การเปลี่ยนแปลงนโยบาย “ภาษีเงินได้ปี 2560” นั้น ผมขอแยกออกเป็น 6 กลุ่มในเรื่องของการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยแยกออกเป็น การเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน อัตราภาษีเงินได้ การยื่นแบบแสดงรายการ การคำนวณภาษี และผลกระทบต่อธุรกิจ

ถ้าใครขี้เกียจอ่าน สามารถเลือกอ่านแบบย่อๆสั้นๆในบทความที่ผมเขียนไว้ที่ aomMONEY.com ได้เลยครับ ที่บทความชื่อว่า  12 เรื่องต้องรู้ สำหรับการปรับปรุงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2560 และ 3 มาตรการภาษีใหม่ ที่คนทำธุรกิจต้องรู้!! แต่ถ้าหากใครอยากลองอ่านดูยาวๆ ก็ตามนี้ครับ

เรื่องที่ 1
การเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่าย

เริ่มต้นจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องค่าใช้จ่ายที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครับ ผมสรุปไว้เรียบร้อยแล้วครับว่า ค่าใช้จ่ายต่างๆที่ใช้คำนวณภาษีนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง



ภาษีใหม่ ปี 2560

โดยตรงนี้จะเห็นได้ว่า ผลกระทบที่มีนั้นจะถูกแยกออกเป็น 2 กลุ่มย่อย นั่นคือ ส่วนของมนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ และค่าลิขสิทธิ์ ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นเพื่อให้เสียภาษีลดลง ในขณะที่รายได้ในกลุ่มของผู้ทำธุรกิจอย่าง รับเหมาและรายได้อื่นๆ จะถูกปรับอัตราค่าใช้จ่ายลดลงเพื่อให้เสียภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้เราจะมาพูดคุยกันอีกทีในเนื้อหาส่วนสุดท้ายครับว่าควรทำอย่างไรต่อไป

เรื่องที่ 2
การเปลี่ยนแปลงค่าลดหย่อน

ทีนี้มาลองดูฝั่งของค่าลดหย่อนกันบ้างครับ สำหรับรายการค่าลดหย่อนนั้น มีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆส่วน โดยผมแยกย่อยออกเป็น 2 ส่วน คือ ค่าลดหย่อนส่วนตัว และ ค่าลดหย่อนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

TBM-2

อีกกลุ่มหนึ่งเป็นค่าลดหย่อนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา ซึ่งเป็นสิทธิที่เพิ่มขึ้นจากครอบครัวเป็นหลักครับ ได้แก่ เรื่องของคู่สมรสและบุตร ดังนี้

ค่าลดหย่อนที่เปลี่ยนแปลงปี 2560

สำหรับเงื่อนไขเดิมของทั้งสองกลุ่มนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปครับ แต่จะมีเพิ่มเติมในส่วนของบุตรดังนี้ครับ



– ยกเลิกค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร 2,000 บาท
– กรณีมีบุตรชอบด้วยกฎหมาย สามารถลดหย่อนได้ไม่จำกัดจำนวนบุตร
– กรณีมีทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายและบุตรบุญธรรม หรือบุตรบุญธรรมเพียงอย่างเดียว หักลดหย่อนรวมกันสูงสุดต้องไม่เกิน 3 คนครับ

เรื่องที่ 3
การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้

สำหรับการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้นั้น จะกำหนดให้เงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 35% นั้นจะเปลี่ยนเป็นเริ่มต้นที่ 5,000,000 บาทขึ้นไป ซึ่งของเดิมนั้นจะเริ่มที่ 4,000,000 บาทขึ้นไปครับ

TBM-4

หมายเหตุ : สำหรับเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกนั้น จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 470) เหมือนเดิมครับ

จากตารางข้างต้น จะเห็นว่าในกรณีของคนที่มีรายได้สูงนั้น จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมขึ้นมา และประหยัดภาษีได้สูงสุด เป็นจำนวน 50,000 บาท (1,000,000 x 5%) ซึ่งการปรับอัตราภาษีครั้งนี้ ทางอธิบดีกรมสรรพากรได้เคยชี้แจงไว้ครับว่า เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้โครงสร้างอัตราภาษีที่แท้จริง หรือ Effective Rate มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 29% ใกล้เคียงกับกรณีบุคคลธรรมดาที่นำเงินไปลงทุนในบริษัทได้กำไรต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% ของกำไรสุทธิ กำไรที่เหลือ 80% นำมาจ่ายเป็นเงินปันผลนั่นเองครับ (อ่านเพิ่มเติม “ประยุทธ์”ปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแจกถ้วนหน้า แถมคนรายได้เกิน 4 ล้านลดภาษี 5%)

เรื่องที่ 4
การเปลี่ยนแปลงเรื่องยื่นแบบแสดงรายการ

สำหรับการเปลี่ยนแปลงเรื่องการยื่นแบบแสดงรายการนั้น กฎหมายฉบับใหม่ได้กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำไว้ดังนี้ครับ

TBM-5

ย้ำว่าเป็นจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องยื่นภาษีนะครับ และถ้าหากไม่ยื่นก็ถือว่ามีความผิดต้องถูกปรับด้วยจ้า ตรงนี้อย่าสับสนคำว่า ไม่เสียภาษี คือ ไม่ต้องยื่นภาษีนะครับ เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน

เรื่องที่ 5
การเปลี่ยนแปลงเรื่องวิธีการคำนวณภาษี

เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรายการเงินได้ทั้งหลาย ดังนั้นการคำนวณภาษีจะเปลี่ยนแปลงด้วยจากเดิมจะใช้ 60,000 บาท คูณด้วย 0.5% สำหรับกรณีเงินได้ที่ไม่ใช่เงินเดือน แต่ตอนนี้เปลี่ยนใหม่ตามกฎหมายฉบับล่าสุดเป็น 120,000 บาทครับ  (อ้างอิงมาตรา48(2))

แต่อย่างไรก็ตามสำหรับวิธีการคำนวณตามนี้ ถ้าหากภาษีที่คำนวณได้ยังไม่เกิน 5,000 บาทก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรครับ ยังยึดตามแนวทางของพระราชกฤษฎีกา 480 เหมือนเดิมครับ หรือพูดง่ายๆว่าถ้าหากเงินได้ทั้งปี (ที่ไม่ใช่เงินเดือน) ยังไม่เกิน 1,000,000 บาท ก็จะไม่ต้องเสียตามวิธีการนี้เหมือนเดิมครับ

TBM-6

เรื่องที่ 6
ผลกระทบของนโยบายภาษีใหม่ต่อธุรกิจ

ตอนแรกผมเกริ่นไว้ใช่ไหมครับว่า จะมีผลกระทบเรื่องภาษีใหม่ของกลุ่มคนที่ทำธุรกิจใช่ไหมครับ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้กำหนดให้กลุ่มบุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจจะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้น้อยลง ซึ่งแปลว่าหากเรายังมีรายได้เท่าเดิม การเสียภาษีจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นตามรูปนี้ครับ

TBM-7

นั่นแปลว่าจะต้องเสียภาษีมากขึ้นกว่าเก่าจากผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งถ้าหากใครอยากจะประหยัดภาษี ภาครัฐก็เหมือนว่าจะวางช่องทางไว้แล้ว โดยมีมาตรการสนับสนุนเรื่องของการเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล ซึ่งเคยวางแนวทางไว้ 5 แนวทางตามยุทธศาสตร์ ดังนี้ครับ

TBM-8

1. ยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการโอนทรัพย์สิน เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่บุคคลธรรมดาที่โอนกรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินใดๆ ให้แก่นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งด้วยครับ ซึ่งแนวทางตรงนี้ เพื่อสนับสนุนคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานะตัวเองจากบุคคลธรรมดามาเป็นนิติบุคคลครับ

2. เพิ่มรายจ่ายบางประเภทให้สามารถหักได้ 2 เท่า กรณีนิติบุคคลที่จดทะเบียนใหม่ มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลำบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท สามารถนำรายจ่าย ค่าจดทะเบียนจัดตั้ง ค่าทำบัญชี และค่าสอบบัญชี มาเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ 100% หรือ 2 เท่า ซึ่งแปลว่า สำหรับธุรกิจใหม่ที่เริ่มต้นจดทะเบียนจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามนี้ครับ

โดยทั้งข้อ 1 และ 2 นั้นจะให้สิทธิสำหรับธุรกิจที่เริ่มจัดตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2559 – 31 ธันวาคม 2560 นั่นเองครับ

กลยุทธ์วางแผนภาษีสำหรับนโยบายใหม่
ควรทำอย่างไรดี ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด?

มาถึงตรงนี้แล้ว หลายๆคนคงมีคำถามว่าควรทำอย่างไรดี สำหรับผมแล้วมองแยกออกเป็น 2 กรณีครับ นั่นคือ กรณีของกลุ่มมนุษย์เงินเดือน รับจ้างทั่วไป (เงินได้ประเภทที่ 1-3) กับ กลุ่มที่ทำธุรกิจ (เงินได้ประเภทที่ 7-8)

ผลกระทบของนโยบายภาษีใหม่
กรณีของกลุ่มมนุษย์เงินเดือน รับจ้างทั่วไป (เงินได้ประเภทที่ 1-3)

สำหรับกลุ่มแรกนั้น สิ่งที่ต้องสนใจจริงๆ คือ จำนวนค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่เพิ่มเข้ามานั้น มันทำให้เราเสียภาษีในจำนวนที่พอใจแล้วหรือไม่? ถ้าไม่ แล้วเท่าไรถึงจะพอใจ เราก็ปรับไปตามอัตราที่เราต้องการครับ

ยกตัวอย่างเช่น นายบักหนอมจอมแก่น มนุษย์เงินเดือนโสดสนิทเจ้าเก่า มีรายได้ต่อปีจำนวน 600,000 บาท เมื่อเขาลองคำนวณภาษีตามอัตราใหม่ พบว่าเขาสามารถประหยัดภาษีได้เพิ่มขึ้นถึง 7,500.บาท

TBM-9

ถ้าภาษีที่ประหยัดได้จำนวน 7,500 บาทในปีนี้ ทำให้นายบักหนอมพอใจ นายบักหนอมก็ไม่ต้องหาอะไรมาลดหย่อนเพิ่มครับ แต่ถ้านายบักหนอมยังไม่พอใจ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของนายบักหนอมที่จะต้องมาวางแผนภาษีและจัดการชีวิตต่อไปแล้วล่ะครับ ซึ่งแนวทางการประหยัดภาษีที่ถูกต้องนั้น ผมอยากให้ดูคลิปวีดีโอนี้ที่ผมเคยทำไว้ครับ

รายได้เท่าไรไม่ต้องเสียภาษี?

หลายคนมักจะบอกว่า เงินเดือนไม่ถึง 25,833.33 บาท หรือประมาณ 25,600 บาท จะไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งวิธีคิดนั้นมาจากขั้นตอนดังนี้ครับ

TBM-10

ลองนำค่าลดหย่อน ค่าใช้จ่าย และเงินได้สุทธิที่ได้รับยกเว้นภาษีมารวมกัน แล้วคิดกลับมาเป็นรายได้ต่อเดือนที่ทำให้ค่า = 0 พอดี เพียงเท่านี้ก็จะได้คำตอบแล้วครับ (ในกรณีที่มีประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็จะคำนวณได้ตัวเลขเงินเดือนที่มากกว่านี้อีกสักเล็กน้อยครับ) และต้องบอกว่าในกรณีนี้เป็นการคำนวณภาษีของมนุษย์เงินเดือนและฟรีแลนซ์ที่โสดสนิทไม่มีพันธะเท่านั้นนะครับ

ป.ล. เน้นอีกครั้งว่า!! วิธีการนี้เป็นการดูคร่าวๆ ไม่ได้เอาไว้ทำจริงจัง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญอยากให้สนใจที่วิธีการคำนวณภาษีของตัวเองให้เป็นก่อน นั่นคือทางเลือกที่ดีที่สุดครับผม เพราะต่อให้วันนีเรายังไม่ต้องเสียภาษี อนาคตเราก็อาจจะต้องเสียภาษีอยู่ดี ดังนั้นรู้ตั้งแต่ตอนนี้ถือว่าได้เปรียบกว่า จริงไหมครับ?

ผลกระทบของนโยบายภาษีใหม่
กรณีของกลุ่มที่ทำธุรกิจ (เงินได้ประเภทที่ 7-8)

ในทางกลับกัน สำหรับกลุ่มนี้นั้น จะถือว่าโดนผลกระทบอย่างหนักครับ เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่หักได้น้อยลงจนเป็นผลกระทบให้ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ซึงแนวทางในการวางแผนเพื่อเสียภาษีให้ถูกต้องนั้น ในความคิดเห็นของผมแล้ว อยากให้ดูกันก่อนครับว่า “กิจการของเรานั้นมีกำไรจริงๆเท่าไร?” เพื่อที่จะได้ตัดสินใจถูกต้องครับ

ยกตัวอย่างเช่น นายบักหนอมเจ้าเก่าเจ้าเดิมคนเมื่อกี้ อยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้นเลยลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจขายของออนไลน์ โดยมีรายได้ 2 ล้านบาทต่อปี และมีต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาขายจริงๆอยู่ที 1.7 ล้านบาท คำถามคือนายบักหนอมควรจะย้ายตัวเองไปเป็นนิติบุคคลหรือไม่ หรือว่าอยู่เฉยๆต่อไปดี เราลองมาคิดกันดูทีละขั้นตอนดีกว่าครับ

TBM-11

เริ่มจากวิเคราะห์ในมุมมองของ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก่อน เราจะเห็นว่าการเลือกหักค่าใช้จ่ายเพื่อเสียภาษีนั้นมีแนวทางอยู่ 2 อย่าง คือ การเลือกหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมาแบบใหม่ หรือ การหักค่าใช้จ่ายตามจริง ซึ่งจะมีสิ่งที่เราควรพิจารณาตามนี้ครับ

  • ต้นทุนในการหักค่าใช้จ่ายตามจริง  นั่นคือต้นทุนในเรื่องของเอกสารหลักฐานการนำมาใช้เป็นรายจ่าย ทั้งในเรื่องการจัดการและเก็บรักษา (เพือให้มีหลักฐานในการตรวจสอบ) ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายด้วยเวลาของเจ้าของกิจการ หรือ จ่ายเป็นตัวเงินไปเพื่อจ้างพนักงานมาทำหน้าที่แทน
  • ปัญหาในการคำนวณภาษีตามวิธีเงินได้พีงประเมิน ในกรณีที่เลือกหักตามจริง เราจะเห็นว่าต่อให้เรามีค่าใช้จ่ายมากเพียงไหน แต่สุดท้ายแล้วจะโดนกับตักของการคำนวณตามวิธีที่ 2 ที่ใช้ 0.5% คูณด้วยรายได้ทั้งปีเพื่อเสียภาษีอยู่ดี (มีผลกระทบเฉพาะกรณีที่มีรายได้เกินกว่า 1 ล้านบาทต่อปีเท่านั้นนะครับ)

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า การเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงนั้นเสียภาษีน้อยกว่า โดยเสียเพียงแค่ 10,000 บาทเท่านั้น แต่ถ้าหากนายบักหนอมมีการวางแผนภาษีโดยการเพิ่มค่าลดหย่อนต่างๆ  เช่น การซื้อ LTF RMF ประกันชีวิต ก็อาจจะมีสิทธิที่จำนวนภาษี 63,500 บาทจะลดลงได้เช่นเดียวกันครับ

อย่างไรก็ตาม ต่อให้เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบใดก็ตาม เจ้าของกิจการ หรือคนทำธุรกิจ ควรจะรู้ก่อนว่า กิจการของตัวเองนั้นมีกำไรหรือไม่? ซึ่งคำตอบนั้นจะมาจาก บัญชีรายรับรายจ่ายของธุรกิจ ซึ่งถ้าหากไม่เริ่มจากจุดนี้ ทุกๆอย่างก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีข้อมูลในการจัดการอย่างแน่นอนครับ

กลับมาดูที่ตัวอย่างอีกที ในกรณีนี้ถ้านายบักหนอมจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วยตัวเอง ก็จะรู้ว่าตัวเองนั้นมีกำไรเพียงปีละ 300,000 บาท (รายได้ – ค่าใช้จ่าย) ซึ่งเมื่อหักภาษีทีต้องเสียลงตามแต่ละวิธี จะเห็นว่ากำไรสุทธิที่แท้จริงจะเหลือเพียงเท่านี้ครับ

TBM-12

เน้นอีกทีนะครับว่า ถ้ายังตอบตัวเองไม่ได้ว่า กำไรที่แท้จริงของธุรกิจเป็นเท่าไร มันอาจจะเป็นการยากที่จะสรุปได้ครับว่า จะทำธุรกิจแบบไหนเพื่อประหยัดภาษีมากที่สุดครับ อย่าดูเพียงแค่ภาษี เพราะมันอาจจะทำให้เราวางแผนชีวิตผิดพลาดได้ง่ายๆครับ

รายได้เท่าไรควรจดบริษัท?

ถ้าหากตอบได้แล้วว่า กำไรสุทธิจริงๆของธุรกิจเป็นเท่าไร สิ่งที่เราต้องดูเพื่อเปรียบเทียบต่อไปในการประหยัดภาษี จะไม่ใช่จำนวนเงินภาษีที่ประหยัดได้ครับ แต่มันเป็น “กำไรที่เพิ่มขึ้น” เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกแล้ว หรือเขียนออกมาในรูปแบบง่ายๆ ได้ดังนี้ครับ

ภาษีที่ประหยัดได้ > ต้นทุนที่จ่ายเพิ่มขึ้น

ถ้าหากใครได้ฟังผมบรรยายมาบ้าง คงจะได้ยินที่ผมย้ำอยู่เสมอว่า การประหยัดภาษีไม่ใช่คำตอบที่สูงสุด แต่สิ่งที่ควรประหยัดจริงๆนั้น คือ ค่าใช้จ่าย เพราะว่า ภาษีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่าย และเป้าหมายของธุรกิจคือกำไรสูงสุด ต่างหากครับ

เพื่อความเข้าใจอันดี ผมอยากจะอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างเดิมให้ดูกันครับ เอาเป็นกรณีของนายบักหนอมคนขายของออนไลน์คนเดิมนี่แหละครับ โดยก่อนอื่นต้องรู้ก่อนครับว่า ถ้าหากกรณีของนายบักหนอมนั้น เลือกที่จะเสียภาษีในรูปแบบนิติบุคคลแล้ว จะเสียภาษีเท่าไร ยังไง โดยเปรียบเทียบกับบุคคลธรรมดาเมื่อกี้ให้ดูครับ

TBM-13

หมายเหตุ : อ้างอิงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 530) แก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 583) และ (ฉบับที่ 603)

เห็นไหมครับว่า เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นนิติบุคคลแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น คือ การประหยัดภาษีสูงสุด นั่นคือไม่ต้องจ่ายใดๆ เพราะกฎหมายได้ให้ช่องทางที่ถูกต้องกับเราแล้ว จากอัตราภาษีที่แตกต่างกัน

แต่คำถามที่นายบักหนอมเจ้าของกิจการร้านค้าออนไลน์ต้องถามตัวเองก่อนจะง้างมีอไปจดทะเบียนนิติบุคคล คือ แล้วค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ตามมานั้นจะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ซึ่งแน่ล่ะว่าในปีแรกต้องมี ค่าใช้จ่ายจัดตั้งนิติบุคคล (จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชี และค่าสอบบัญชี ส่วนปีต่อๆไป แม้จะไม่มีค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งนิติบุคคล ก็ยังจะมีค่าใช้จ่ายบัญชีและสอบบัญชีอยู่เช่นเคย

ดังนั้นเรากลับมาตั้งต้นที่ความสัมพันธ์ ภาษีที่ประหยัดได้ > ต้นทุนที่จ่ายเพิ่มขึ้น อีกทีหนึ่งครับ เพื่อที่จะได้รู้ว่าเราควรวางแผนยังไงต่อไป

สมมุติว่า นายบักหนอมตัดสินใจจัดตั้งบริษัทขึ้นมาจริงๆ โดยมีค่าใช้จ่ายในการจดจัดตั้งบริษัทจำนวน 10,000 บาท ค่าทำบัญชีปีละ 25,000 บาท และมีค่าสอบบัญชีปีละ 5,000 บาท รวมทั้งหมดในปีแรกจะต้องจ่ายเป็นเงิน 40,000 บาท และในปีต่อๆไป คือ ปีละ 30,000 บาท

ถ้าหากตอนแรกนายบักหนอมเลือกคำนวณภาษีตามวิธีหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา ภาษีที่ประหยัดได้จำนวน 63,500 บาท นั้นมากกว่า ต้นทุนที่จ่ายเพิ่มขึ้นจำนวน 40,000 บาท โดยคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 23,500 บาทที่ประหยัดไปได้ครับ และในปีต่อๆไปจะเพิ่มเป็น 33,500 บาท

TBM-14

แต่ถ้าหากนายบักหนอมเลือกคำนวณภาษีตามวิธีที่หักค่าใช้จ่ายตามจริง ภาษีที่ประหยัดได้จำนวน 10,000 บาทนั้น น้อยกว่าต้นทุนที่จ่ายเพิ่มขึ้นจำนวน 40,000 บาท และยังน้อยกว่าต้นทุนในปีต่อๆไปที่ต้องจ่ายปีละ 30,000 บาท

ตรงนี้ต้องมาถามตัวเองครับว่า ปกติแล้วเราเลือกคำนวณภาษีตามวิธีไหน แล้วจะยังไงต่อไปกับชีวิตดี ซึ่งถ้าหากคำนวณค่าใช้จ่ายตามจริงจะเห็นว่า การอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรอาจจะดีกว่า ถึงแม้ว่าจะมีนโยบายสนับสนุนภาษีจะดีแค่ไหน แต่มันอาจจะไม่เหมาะสมกับเราครับ

นอกจากต้นทุนที่เป็นตัวเงินแล้ว ผมอยากให้มองอีกเรื่องหนึ่งเพิ่มเติมด้วยครับ นั่นคือ ต้นทุนทางด้านเวลา ด้วยว่า ควรจะจัดการมันอย่างไร เพราะอย่าลืมนะครับว่า การเลือกคำนวณภาษีตามวิธีหักค่าใช้จ่ายแบบเหมานั้น เจ้าของธุรกิจไม่ต้องทำอะไรนอกจากรู้แค่ข้อมูลรายได้ของตัวเองเท่านั้น ส่วนที่เหลือคือกดปุ่ม ยื่นแบบ แล้วจ่ายเงิน จบ! แต่ถ้าเลือกแบบอื่นๆ อาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามมา ทั้งค่าจ้าง ค่าเสียเวลาที่เราจะไปทำงานอย่างอื่นที่ได้ผลตอบแทนมากกว่า ซึ่งตรงนี้ประมาณเป็นตัวเงินได้ค่อนข้างยากครับ

ถ้ามีคนถามว่าควรจดบริษัทเมื่อไร?
คำตอบของผม คือ ควรจดเมื่อมันช่วยเราประหยัดทั้งเงินและเวลา

เป็นคำตอบสุดท้ายที่ผมอยากจะสื่อให้ฟังครับ เมื่อเราดูแล้วว่าสิ่งที่เราประหยัดได้คือเงินแน่ๆ แล้วสิ่งที่ตามมาหลังจากเลือกประกอบกิจการในรูปแบบไหน เพราะว่า มันไม่มีรูปแบบตายตัว  แต่มันอยู่ที่ความพอใจที่จะเสียค่าใช้จ่ายนั้นต่างหากครับ

เรามาลองดูต่อไปว่า ถ้าหากนายบักหนอมต้องการจดบริษัท แล้วต้องเสียเวลามาจัดการเอกสารต่างๆด้วยตัวเอง สิ่งที่นายบักหนอมต้องคิด คือ ต้นทุนชีวิตของเรา ตีค่าเป็นเงินและเวลา มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตามมา หรือ ถ้าหากต้องจ้างคนมาดูแลเรื่องนี้ (นอกเหนือจากค่าสอบบัญชีและค่าทำบัญชี) ก็อย่าลืมบวกค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เข้าไปด้วยนะครับ โดยกำหนดที่เงินจำนวน 23,500 บาทต่อปีเป็นตัวตั้ง นายบักหนอมก็จะได้รับคำตอบเองครับว่า ควรจะเลือกทางไหนและอย่างไร

แต่สำหรับคนที่ต้องใช้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนในการประกอบธุรกิจ หรือต้องการวางแผนเพื่ออนาคตที่ไม่จบแค่ยอดขายปีละ 2,000,000 บาท มองอนาคตเป็นเห็นความแน่นอนในชีวิตของเขา การเลือกจดนิติบุคคลเพื่อมาทำกิจการนั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิดครับ กลับเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริมเสียด้วยซ้ำ เพราะนั่นแปลว่าเขาได้คิดคำนวณต่างๆมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อที่จะได้รับกำไรสูงสุดของกิจการนั่นเองครับ

เพราะหลักการคิดและมุมมองที่ต่างกัน มีผลต่อทางเลือกที่แตกต่างกันครับ…

บทสรุปของการเปลี่ยนแปลงภาษี
และกลยุทธ์การวางแผนภาษีที่เปลี่ยนไป

การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ถือว่าเป็นก้าวหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐ (ตามแนวทางประเทศไทย 4.0) เพื่อให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้เจ้าของธุรกิจทั้งหลายเข้าสู่ระบบการเสียภาษีที่ถูกต้องมากขึ้น

โดยความเห็นส่วนตัวผมเชื่อว่าในอนาคตนั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงภาษีต่างๆมากมายตามมาอย่างแน่นอนครับ ซึ่งหน้าที่ของเราก็คือ การปรับตัวเพื่อที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้ดีที่สุด บางทีแล้ว อาจจะหมดยุคที่เราต้องมาตั้งคำถาม หรือ หาช่องทางเพื่อที่จะเสียภาษีให้น้อยที่สุด แต่เปลี่ยนมา่เป็นการตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรให้กิจการอยู่รอดแม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีไปอีกกี่รอบก็ตามแต่?

สุดท้ายแล้วผมยังเชื่อว่า จุดเริ่มต้นที่ถูกต้องย่อมทำให้ถึงจุดหมายปลายทางที่ดีกว่า การประหยัดภาษีก็เช่นเดียวกันครับ ต่อไปนี้เราอาจจะต้องเปลี่ยนมุมมองมาที่ กำไรของกิจการ และแน่นอนว่ามันต้องมาจากการทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ถูกต้องตามจริง ไม่ใช่ถูกตามใจของเราอีกต่อไปครับ

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยในการเริ่มต้นวางแผนภาษีปี 2560 ของใครอีกหลายๆคนครับ :)





ปิดโหมดสีเทา

Send this to friend

.