เลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่
ผมได้รับคำถามจากหน้า Facebook https://www.facebook.com/TaxBugnoms ถามว่า… หากเสียภาษีฐานแตะ 20% ควรเอารายได้เงินปันผลจากหุ้นมารวมเพื่อเครดิตภาษีหรือไม่ เลยขออนุญาตเอามาเขียนตอบในบล็อก เพื่ออธิบายให้ชัดเจนมากขึ้นนะครับ หลักการพิจารณาว่าจะเลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่นั้น ต้องดูจาก อัตราภาษีของผู้เสียภาษี (ตนเอง) เปรียบเทียบกับ อัตราภาษีเงินได้ของบริษัทที่จ่ายเงินปันผล หากอัตราของผู้เสียภาษี ต่ำกว่า อัตราภาษีเงินได้ของบริษัทฯ แล้ว หมายความว่า เราควรเลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผลครับ ตัวอย่างเช่น 1) อัตราภาษีของเราอยู่ที่ฐาน 20% และเงินปันผลที่ได้รับมานั้น บริษัทฯได้เสียภาษีจำนวน 30% ซึ่ง หมายความว่า กำไรของบริษัทฯ 100 บาท ได้ถูกหักภาษีไปแล้ว 30 บาท เหลือเพียง 70 บาทมาจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นซึ่งต้องหัก ณ ที่จ่ายอีก 10% คือ 7 บาท รวมทั้งสิ้นแล้วเป็นภาษีที่ถูกหักไป 30 + 7 = 37 บาท หรือ 37% นั่นเอง เมื่อเปรียบเทียบกับฐานภาษีของเราที่ [...]
มาตรา 47 การหักลดหย่อน
มาตรา 47 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว (หักค่าใช้จ่าย) เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อีก ลดหย่อนให้สำหรับ (ก) ผู้มีเงินได้ 30,000 บาท (ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 30,000 (ค) บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย วรรคท้าย การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ใน มหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความ อุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42 ประเด็นที่น่าสนใจ ถาม: ถ้าลูกมีเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้น ตามมาตรา 42 หรือกฎกระทรวง 126 พ่อแม่สามารถเอาลูกมาหักลดย่อน 15,000 หรือ 17,000 ได้หรือไม่ ตอบ: ได้เพราะ 47 (1) (ค) แต่มิให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกลาวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วง [...]
เครดิตภาษีเงินปันผล
มาตรา 47 ทวิ ให้ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (4)(ข) ซึ่งได้รับจากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับเครดิตในการคำนวณภาษี โดยให้นำอัตราภาษีเงินได้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ต้องเสียหารด้วยผลต่างของหนึ่งร้อยลบด้วยอัตราภาษีเงินได้ดังกล่าวนั้น ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้หลายอัตรา ผู้จ่ายเงินได้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ชัดเจนว่าเงินได้ที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด เครดิตภาษีที่คำนวณได้ตามความในวรรคหนึ่ง ให้นำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้นำเครดิตภาษีที่คำนวณได้ดังกล่าวหักออกจากภาษีที่ต้องเสีย ถ้ายังขาดหรือเหลือเท่าใดให้ผู้มีเงินได้เสียภาษีสำหรับจำนวนที่ขาด หรือมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เหลือนั้นคืน ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีเงินได้ซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้แสดงข้อความที่กำหนดให้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามวรรคหนึ่งไม่ถูกต้อง อันเป็นเหตุให้เครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนเกินกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับ ให้ผู้จ่ายเงินได้รับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้เท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับคืนเกินไป หรือที่ชำระไว้ไม่ครบ และถ้าผู้จ่ายเงินได้หรือผู้มีเงินได้ไม่ชำระเงินดังกล่าวภายในเจ็ดวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งจากพนักงานประเมิน ให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพบว่าเครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนน้อยกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับ ให้แจ้งผู้มีเงินได้ทราบถึงสิทธิที่จะได้รับเงินที่เหลือนั้นคืนตามกฎหมาย ประเด็น • ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(4) (ข) แปลว่า ผู้ได้รับเงินปันผล • บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยแปลว่าต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในไทยเป็นผู้จ่ายเท่านั้น ถ้าเป็นบริษัทในต่างประเทศ ห้ามนำเงินปันผลมาเครดิตภาษี • ความในวรรค 3 กล่าวว่า “ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีเงินได้ซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย แปลว่า [...]









