ว่าด้วยเรื่องของ การออม การวางแผนภาษี และ มนุษย์เงินเดือน – ตอนที่ 14 | หยุดจ่ายภาษีซะที !!!!


กลับมาพบกันอีกครั้ง (ครั้งที่เท่าไรแล้วเนี่ย – -‘) กับบทความเรื่อง การออม การวางแผนภาษี และมนุษย์เงินเดือนใน “ตอนที่ 14” หลังจากที่เราได้รูัจักกับวิธีการออมที่สามารถช่วยประหยัดภาษีไปแล้ว ทีนี้เราจะกลับมาพูดในเรื่องที่จะต้องทำหลังออมเงินเรียบร้อยแล้ว ว่าเราจะนำเงินออมพวกนี้มาช่วยประหยัดภาษีได้อย่างไรบ้าง

ก่อนอื่นผมขออนุญาตพาคุณกลับมาทบทวน ความเข้าใจในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ “มนุษย์เงินเดือน” อีกสักครั้งครับ ^^/

วิธีการคำนวณเงินได้สุทธิ

เนื่องจากวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ “มนุษย์เงินเดือน” นั้นจะใช้วิธีคำนวณจาก “เงินได้สุทธิ” คือ รายได้ (เงินเดือน) บวก รายได้อื่น (ถ้ามี) ลบด้วย ค่าใช้จ่าย และ ค่าลดหย่อน เราลองมาไล่ดูทีละตัวกันนะครับ

1. รายได้หลัก คือ เงินเดือน (ในกรณีนี้ผมขอสมมุติให้ทุกคนไม่มีรายได้อื่นละกันนะครับ)
2. ค่าใช้จ่ายของเงินเดือน ประมวลรัษฎากร กำหนดให้หักได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
3. ค่าลดหย่อนต่างๆ

จะเห็นได้ว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรในส่วนที่ 1 และ 2 นี้ได้ เหลือเพียงแค่ค่าลดหย่อน โดยค่าลดหย่อนผมแนะนำให้ในหลายๆตอนที่ผ่านมา ก็คือ “ค่าลดหย่อนที่เป็นการออมเงินระยะยาว” ได้แก่ ค่าลดหย่อนดังต่อไปนี้ครับ

ค่าลดหย่อนประเภทต่างๆ

– เงินสมทบกองทุนประกันสังคม
– การออมเงินประเภทจ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่างๆของบริษัท
– เงินสะสมค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
– เงินสะสมค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
– เบี้ยประกันชีวิต และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ



ถ้ายังจำไม่ได้ก็ลองอ่านดูในตอนเก่าๆ ได้นะครับ หรือถ้าใครยังมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับเรื่อง “ค่าลดหย่อน” ก็สอบถามที่หน้าเพจของ “บล็อกภาษีข้างถนน” ได้เสมอครับ

ทีนี้พอเรารู้จักกับ “ค่าลดหย่อน” ที่เป็น “การออม” และก็ได้ทำการออมในระหว่างปีไว้แล้ว ทีนี้จุดสำคัญมันอยู่ที่ว่า “นายจ้าง” หรือ “กิจการ” เค้าทราบหรือไม่ว่า คุณได้ออมเงินที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ …

ลองนึกย้อนกลับไปดูสิครับว่า ในช่วงต้นปีของทุกๆปีนั้น ฝ่ายบุคคลจะมีจดหมายหรืออีเมลล์แจ้งกับคุณว่า ให้กรอกและส่งรายละเอียดการหักลดหย่อนของคุณ ที่เรียกว่า “แบบแจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อน” หรือ “ล.ย.01” ให้กับทางฝ่ายบุคคล ซึ่งแบบฟอร์มนี้เองเป็นแบบฟอร์มที่ทุกคนต้องกรอก เพื่อแจ้งให้ฝ่ายบุคคลทราบว่า เรามีค่าลดหย่อนอะไรบ้าง จะได้นำไปคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ถูกต้อง โดยปกติแล้ว ทุกกิจการจะต้องมีแบบฟอร์มนี้ให้กับพนักงานกรอกเพื่อเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ครับ

ตัวอย่าง ล.ย. 01 (คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่)

แต่ปัญหาที่ผมเจอมาในเรื่องนี้ หรือจะเรียกว่าประสบการณ์ตรงเลยก็ได้ มีอยู่ 2 รูปแบบคือ “กิจการไม่ได้ถาม” หรือ “พนักงานไม่ได้บอก” (แต่ส่วนมากมักจะเป็นอย่างหลัง อิอิ)  ทำให้เกิดผลกระทบดังตัวอย่างที่จะได้อ่านต่อไปนี้ครับ

ตัวอย่าง
1. นายป่านมีเงินเดือนเดือนละ 50,000 บาท คิดเป็นเงินได้รวมทั้งปี 600,000 บาท
2. สถานภาพของนายป่าน โสด ไม่มีครอบครัว ไม่มีหนี้สิน
3. ระหว่างปีนายป่านวางแผนที่จะลงทุนออมเงินดังนี้

– ประกันชีวิต 40,000 บาท และประกันชีวิตแบบบำนาญ 10,000 บาท
– กองทุน LTF 50,000 บาท
– กองทุน RMF 25,000 บาท

เราลองมาคำนวณภาษีของนายป่านแบบง่ายๆ ดูครับ
1. เงินได้รวมทั้งปีจำนวน 600,000 บาท สามารถหักค่าใช้จ่าย 40% ไม่เกิน 60,000 ดังนั้นนายป่านจะเหลือเงินได้ 540,000 บาท (600,000 – 60,000)
2. หลังจากนั้นนำมาหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท ทำให้เหลือเงินได้ 510,000 บาท (540,000 – 30,000)
3. สุดท้ายต้องนำมาหัก ค่าลดหย่อนประกันชีวิต / ประกันชีวิตแบบบำนาญ กองทุน LTF และ RMF รวมทั้งสิ้น 125,000 บาท ทำให้เหลือเงินได้สุทธิ 385,000 บาท (510,000 – 125,000)



เมื่อคำนวณตามอัตราภาษีตามตารางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว นายป่านต้องเสียภาษีทั้งหมด 23,500 บาท ((385,000 – 150,000) x 10%) ซึ่งแปลว่า ถ้ากิจการรู้ข้อมูลค่าลดหย่อนทั้งหมดของนายป่านแล้ว นายป่านจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เดือนละ 1,958.33 บาท (23,500/12)

แต่ถ้านายป่านเกิดไม่แจ้งข้อมูลในข้อ 3 ให้ทางกิจการรับรู้ เมื่อฝ่ายบุคคลนำไปคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายในแต่ละเดือน นายป่านก็จะมีเงินได้สุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 510,000 บาท และจะต้องเสียภาษีทั้งหมด 37,000 บาท  [((500,000 – 150,000) x 10%) + (10,000 x 20%)] และจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เดือนละ 3,083.33 บาท (37,000/12) หรือเพิ่มขึ้นจากเดิมเดือนละประมาณ 1,000 บาท

พอถึงปีถัดไป เมื่อนายป่านกรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็ต้องไปทำเรื่องขอคืนภาษีที่ตัวเองได้ถูกหักเกินไว้จำนวน 13,500 บาทอีกทีหนึ่ง และนั่นก็คือที่มาของชื่อตอนนี้ว่า “หยุดจ่ายภาษีซะที !!!!” หมายถึง “หยุดจ่ายภาษีเกินซะที” จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปขอคืนให้ยุ่งยากไงละครับ อิอิ

ทีนี้อาจจะมีคนแย้งผมว่า เราก็ปล่อยให้หักภาษีไว้เกินก็ไม่เป็นไรนี่นา พอตอนสิ้นปีก็ขอคืนได้อยู่แล้ว เคยทำแบบนี้มาทุกๆปี ก็ไม่มีปัญหาอะไร
ผมเห็นด้วยครับ ที่ว่ายังไงเงินตรงส่วนนี้คุณก็ได้คืนแน่นอน แต่ว่าคุณต้องเสียเวลาและเสียโอกาสมากแค่ไหน ลองคิดดูนะครับ

1. ผลประโยชน์ของตัวคุณเอง “เสียทั้งเวลาและโอกาส” ลองคิดดูสิครับว่า คุณต้องรออีกกี่เดือนกว่าจะได้เงินภาษีคืน แทนที่จะได้คืนทุกๆเดือนโดยที่ไม่ต้องเสียอะไร และถ้าคุณสามารถนำเงินในส่วนนี้ไปลงทุนได้ผลตอบแทนสูงๆได้อีกต่อหนึ่ง คิดๆดูแล้วก็น่าเสียดายใช่ไหมล่ะครับ

2. ผลประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการลดขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่สรรพากรลง ทำให้มีเวลามากขึ้นในการทำงานส่วนอื่น แถมยังไม่ต้องเปลืองทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเอกสาร กระดาษที่ต้องยื่นเพื่อให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ถ้าลดการใช้จ่ายพวกนี้ได้ ผมว่าก็เป็นการวิธีการช่วยชาติแบบง่ายๆ อีกทางหนึ่งได้เหมือนกันนะครับ :)

ถ้าเกิด “มนุษย์เงินเดือน” ทุกคนสามารถทำได้แบบนี้จริงๆ ก็เรียกได้ว่าหมดเวลากับการที่เราต้องมานั่งขอคืนภาษีและมานั่งรอให้สรรพากรคืนภาษี เรียกว่า ประหยัดทั้งเขาและเรา คุ้มยิ่งกว่าคุ้มใช่ไหมล่ะครับ ^^

.
.

สำหรับตอนต่อไป ผมจะสรุปเนื้อหาทั้งหมดและคิดว่าคงจะเป็นตอนสุดท้ายของบทความชุด การออม การวางแผนภาษี และมนุษย์เงินเดือนแล้วล่ะครับถ้าเพื่อนๆ อยากอ่านตอนจบไวๆ ก็กด Like และ Share ให้บ้างนะครับ (หรือจะ Like และ Share ให้ทุกตอนก็ได้ครับ อิอิ)

สุดท้ายนี้ผมขอบคุณทุกคนที่ติดตามบทความกันมาตลอดนะครับ อย่าเพิ่งทิ้งกันไปไหนล่ะ รออ่านตอนหน้าตอนสุดท้ายกันก่อนนะคร้าบบบบบบ

:D

 





Send this to friend

.