Welcome To ยุค 3E : ความน่ากลัวที่แท้จริงของระบบจัดเก็บภาษีไทย

โพสต์เมื่อ: 20 ต.ค. 2017 - ป้ายกำกับ: , , , ,


“ถ้าหากเปรียบเทียบระดับความน่ากลัวของระบบ National E- Payment เท่ากับฝ่ามือหนึ่งข้าง พร้อมเพย์คงเป็นแค่เพียงข้อเดียวของนิ้วก้อย” พรี่หนอมเคยพูดประโยคนี้ไว้หลายครั้ง ทั้งในงานสัมมนารับเชิญของที่ต่างๆ และงานสัมมนาที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปอย่างงาน ปัญหางบการเงิน VS วางแผนภาษีพร้อมรับ Thailand 4.0 เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความลงทั้ง บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ถึงเรื่อง #พร้อมเพย์ และ #เครื่องEDC ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะใช้ในการจัดการเรื่องเงิน บัญชี และภาษี โดยที่บอกเสมอว่ามันเป็นทางเลือกให้เลือกใช้ ถ้าหากใครคิดว่าดีมีประโยชน์ก็ใช้ ใครคิดว่าไม่ก็อาจจะไม่ต้องใช้ก็ได้ เพราะกฎหมายยังมีขอบข่ายให้ทางออกอยู่

แต่สำหรับ ระบบ 3E ที่จะเล่าให้ฟังในวันนี้ ไม่ได้มีการให้ทางเลือกครับ แต่เป็นการบังคับว่า “ต้องใช้” สำหรับผู้ประกอบการทุกคน และทุกประเภทธุรกิจ และนั่นคือเหตุผลที่ผมบอกว่าความน่ากลัวทั้งหมดนั้นอยู่ที่ระบบนี้ครับ!

ไม่อยากจะบอก (แต่ก็ต้องบอก) ว่าผมได้พยายามรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาเป็นเวลาร่วมเดือน เพื่อเขียนสรุปความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องของระบบ 3E นี้ ตั้งแต่ e-withholding Tax, e-Tax invoice และ e-Filing ออกมาเป็นบทความที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถทำความเข้าใจระบบทั้งหมดนี้ได้ด้วยตัวเองครับ

ต้องขอโทษจริงๆที่อาจจะเขียนยาวไปหน่อย แต่รับประกันว่าจำเป็นต้องอ่าน และฝากแชร์ให้คนอื่นอ่านด้วยครับ!!!

รู้จักกับระบบ 3E
e-Withholding TAX | e-Tax Invoice & E-Receipt | e-Filing

ระบบ 3E หรือความน่ากลัวที่แท้ทรู #จริง ของระบบการจัดเก็บภาษีประเทศไทยนั้น มันเป็นชื่อที่ผมตั้งขึ้นเองครับ (ถ้าใครไปเจอที่อื่น แปลว่าเขาก็อปพรี่หนอม #TAXBugnoms ไปนะครับ ฮ่าๆ)

โดยระบบที่ว่านี้ เกิดจาก โครงการที่ 3 ของยุทธศาสตร์ National E Payment และมีชื่อเต็มๆว่า โครงการระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์  ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการลดการจัดส่งและจัดเก็บเอกสารแบบกระดาษ และเชื่อมโยงระบบการชำระเงินกับระบบภาษีและการส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (แฮ่ม.. ฟังแล้วรู้สึกเสียวๆใช่ไหมล่ะครับ)



ETax01

รายละเอียดของโครงการนี้ประกอบด้วยโครงการย่อยๆ 3 โครงการ อย่าง e-Withholding TAX | e-Tax Invoice & E-Receipt | e-Filing ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้ครับ

ETax02

จากข้อมูลสรุปทั้งหมดในตารางนี้ จะเห็นว่าในปัจจุบันมีการเริ่มต้นใช้งานระบบ e-Withholding Tax ไปแล้วครับ ส่วนระบบ e-Tax invoice ก็กำลังจะเริ่มเปิดให้ใช้งานตัง้แต่เดือนมกราคม 2561 และสุดท้ายระบบ e-Filing จะใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 ซึ่งตรงนี้อย่าเพิ่งแตกตื่นตกใจไปครับ ว่าระบบจะเปิดจะใช้แล้วทำไมยังไม่มีอะไรออกมาสักที เอาเป็นว่าค่อยๆอ่านไปก่อนครับ เดี๋ยวพรี่หนอมจะอธิบายพร้อมสรุปให้ฟังในตอนท้ายอีกทีนะฮะ

รู้จักกันแบบสรุปสั้นๆง่ายๆ ไปแล้ว ตอนนี้เรามาเริ่มต้นทำความรู้จักแบบละเอียดกันต่อเลยดีกว่าครับ…

e-Withholding TAX : ธนาคารจัดหนักแทนผู้ประกอบการ

E-Witholdingtax(ที่มา : เอกสารการดําเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment โดยกรมสรรพากร)

จากรูปตามเอกสารข้างต้น จะเห็นว่าระบบ e-withholding Tax นั้นมีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของ การทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้จ่าย การออกหนังสือรับรอง และการนำส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากร โดยผลักภาระและความรับผิดชอบไปให้กับธนาคารเป็นคนดำเนินการแทน ส่วนทางฝ่ายผู้รับเงินนั้นยังมีชีวิตดี๊ดีย์แบบเดิมครับ สบายใจและอยู่ได้แบบง่ายๆ เพียงแต่ต้องรู้ว่าตัวเองมีรายได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ และเอาไปยื่นภาษีให้ถูกต้อง แค่นั้นเองครับ



E-Witholdingtax-02

สำหรับการบังคับใช้นั้น กรมสรรพากรจะใช้วิธีการออกกฎหมายใหม่มาโดยกำหนดว่า หากเป็นการรับชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิคส์ จะต้องใช้ระบบ e-Withholding Tax เท่านั้นครับ เพียงเท่านี้ก็ปิดเกมแบบสวยๆ และไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีใครใช้อีกต่อไป

โดยส่วนตัว พรี่หนอมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับสำหรับระบบ e-Withholding Tax นี้ โดยเฉพาะ คนที่จ่ายเงิน เพราะทุกอย่างนั้นธนาคารจัดการแทนให้หมด เพียงแค่สั่งเท่านั้น แถมข้อมูลทุกอย่างก็มั่นใจได้ว่าส่งครบถ้วนกับสรรพากรไม่ต้องวุ่นวาย แถมฝ่ายนักบัญชีเองก็ลดเวลางานในการจัดทำเอกสารภาษีหัก ณ ที่จ่ายและการยื่นภาษีไปในตัว ตอนนี้เห็นว่าจะติดอยู่แค่เรื่องเดียว คือ ถ้าคนรับเงินบอกว่าไม่ให้หักภาษี ณ ที่จ่าย แบบนี้จะทำยังไงกันดีน้อ #เรื่องนี้ต้องปล่อยให้สรรพากรจัดการต่อไป

ปัจจุบันเห็นว่าเริ่มมีการให้บริการแล้วนะครับ โดยทางธนาคารกรุงไทย (เอิ่มม.. อันนี้ไม่ใช้บทความโฆษณาธนาคารนะครับ แต่เห็นว่าตอนนี้มีที่นี่ที่เดียวครับ ใครเจอที่อื่นก็ส่งมาให้ได้ทางกล่องข้อความเพจ TAXBugnoms นะครับ)

E-Witholdingtax-03

(ที่มา : เวปไซด์ธนาคารกรุงไทย)

e-TAX invoice และ e-Receipt : ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับกลุ่มที่ 2 อย่าง e-TAX invoice และ e-Receipt  นั้น คงต้องบอกว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบบเก่าไปสู่ระบบใหม่ โดยผมสรุปออกมาเป็นตารางเปรียบเทียบได้ตามนี้ครับ

E-Witholdingtax-04

อันที่จริงแล้วระบบ e-TAX invoice และ e-Receipt นั้นมีการเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2555 ครับเพียงแต่ว่าในช่วงที่ผ่านมายังไม่ได้รับการตอบรับสักเท่าไรนัก และช่องทางการนำส่งยังมีปัญหาในการใช้งาน แต่พอมีโครงการ National e-Payment เลยถูกนำมาปรับปรุงและปัดฝุ่นใหม่โดยลดความซับซ้อนลงให้สามารถใช้ง่ายขึ้นครับ

เราจะออกใบกำกับภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิคส์ได้อย่างไร?

หลักการของการออก ใบกำกับภาษีและใบรับผ่านระบบอิเล็กทรอนิคส์ จะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องและความมีตัวตน เพื่อรองรับว่าใบกำกับภาษีนั้นถูกต้องและใช้ได้จริงก่อนครับ ซึ่งวิธีการตรวจสอบนั้นจะใช้ระบบของ ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Certificate) และ ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) เพื่อเช็คให้มั่นใจว่ามีการออกเอกสารทางอิเล็กทรอนิคส์อย่างถูกต้องนั่นเองครับ

เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น… ผมขออนุญาตอธิบายทั้ง 2 ตัวนี้ง่ายๆในสไตล์ TAXBugnoms ให้ฟังกันนะครับ

ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (Certification Authority) เปรียบเสมือนบัตรประชาชนยืนยันตัวตนของเรานั่นเองครับ โดยต้องผ่านการตรวจสอบรับรองจากหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อให้มั่นใจว่าออกโดยคนนี้ชัวร์ไม่มั่วนิ่มแน่นอน

ส่วน ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) เปรียบเสมือนกับลายเซ็นยืนยันในเอกสารหลักฐานที่ออกไปนี่แหละครับ เพื่อให้สามารถยืนยันและพิสูจน์ได้ว่าส่งออกมาจากคนดีคนเดิม ไม่ได้มีการเพิ่มเติมแก้ไขข้อความนะจ๊ะ

e-TAX invoice

(ที่มา : ภาพรวมการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ )

ถ้าให้พูดสรุปอีกทีก็คือ สำหรับคนที่อยากจะใช้ระบบนี้ ต้องมีการยืนยันตัวตนออนไลน์และรับรองว่าเราสามารถพิสูจน์ความถูกต้องของเอกสารที่ออกไปนั่นเองครับ (เหมือนการสร้างตัวละครในโลกออนไลน์ยังไงอย่างนั้นเลยจ้า)

ส่วนรูปแบบของใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิคส์นั้น จะอยู่ในรูปแบบของไฟล์ XML หรือ จัดทำผ่านระบบ RD Portal ของกรมสรรพากรก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจและความพร้อมในการจัดทำใบกำกับภาษี ซึ่งตรงนี้ต้องพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไปครับ

ถ้าสร้างเสร็จแล้ว มีตัวตนแล้ว จะไปไหนยังไงต่อ?

คำตอบนี้ง่ายมากๆ ครับ ถ้าขออนุมัติใช้งานระบบ e-TAX invoice และ e-Receipt และออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิคส์ ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือนำข้อมูลที่มีไปส่งสรรพากรครับ โดยวิธีการส่งข้อมูลนั้น จะมีหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละธุรกิจ โดยมีให้เลือก 3 ช่องทางครับ คือ

Host to Host สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีข้อมูลจำนวนมาก โดยสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับสรรพากรโดยตรง และสามารถนำส่งข้อมูลให้กับสรรพากรในรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดครับ

e-tax-42

(ที่มา : ภาพรวมการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์)

Service Provider สำหรับขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีข้อมูลจำนวนไม่มาก โดยเลือกใช้บริการของทาง Service Provider หรือผู้ให้บริการจัดทำข้อมูลที่สรรพากรรับรอง เพื่อให้สามารถนำส่งข้อมูลแก่กรมสรรพากรได้ง่ายขึ้นครับ

e-tax-43

(ที่มา : ภาพรวมการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์)

Upload File เป็นช่องทางนำส่งข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก ที่สามารถ Upload ข้อมูลเข้าไปที่ระบบของกรมสรรพากรผ่านเวปไซด์กรมสรรพากรได้โดยตรง

e-tax-44

(ที่มา : ภาพรวมการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์)

โดยหนทางทั้งหมดที่พูดมานั้น เป็นทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของระบบบัญชี หรือ ERP ที่พัฒนาผลงานด้วยตนเองครับ หรือใช้ซอฟท์แวร์ที่สนับสนุนด้านนี้ครับ เอ๊ะ แต่ว่าสำหรับคนที่ยังไม่มีระบบเป็นของตัวเองไม่ตายหรือ จะต้องทำยังไงต่อล่ะ? มาดูกันต่อเลยครับผม

อย่างที่บอกครับว่า สำหรับคนที่ไม่มีระบบบัญชี ก็ต้องทำอยู่ดีครับ เพราะว่านโยบายนี้คือนโยบายที่จะมาเปลี่ยนแปลงระบบการออกใบกำกับภาษี โดยทางกรมสรรพากรจะให้ทางเลือกอยู่ 2 ทางครับ คือ ใช้ระบบ e-Tax invoice และ e-Receipt โดยจัดทำเอกสารผ่านระบบ RD Portal ของกรมสรรพากร

e-tax-45

หรือเลือกอีกทางหนึ่งคือ มาใช้ระบบที่มีชื่อว่า e-Tax invoice by email ซึ่งเป็นระบบที่สร้างขึ้นมาสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทให้สามารถจัดทำใบกำกับภาษีในรูปแบบ File ทั่วไปอย่าง Word, Excel หรือ PDF และใช้วิธีการประทับรับรองเวลา หรือ Time Stamp เข้ามาตรวจสอบการส่งข้อมูลใบกำกับภาษี เพื่อยืนยันและพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูล โดยส่งสำเนา (CC) ผ่านระบบของตัวกลางอย่างสพธอ หรือ ETDA เพื่อให้รับรองเวลาในการส่งได้อย่างถูกต้องนั่นเองครับ

etaxinvoicebyemail

(ที่มา : https://www.etax.teda.th/)

เรามาดูต่อถึงความแตกต่างระหว่างระบบของ e-Tax invoice และ e-Tax invoice by e-mail กันบ้างครับว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อที่จะได้เลือกใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับธุรกิจเราครับ

FSAD

(ที่มา : เอกสาร “ใบกํากับภาษีอิเล็กทรอนิกส ใบรับอิเล็กทรอนิกส์” จากกรมสรรพากร)

โดยในปัจจุบันนั้น ระบบ e-Tax invoice by e-mail นั้นมีการเปิดให้เริ่มใช้งานแล้วครับ โดยมีทั้งการใช้งานผ่าน Application และเวปไซด์กรมสรรพากร เพื่อช่วยในการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้องครับ

สำหรับเรื่องนี้ พรี่หนอมขอให้ข้อสังเกต (ที่ต้องรอการตรวจสอบ) ก่อนครับว่า ถ้าหากระบบทั้งหมดสมบูรณ์จริงสิ่งที่น่าจะหายไปจากการทำงานของผู้ประกอบการ คือ รายงานภาษีซื้อขาย เพราะสามารถนำส่งข้อมูลทั้งหมดผ่านระบบของกรมสรรพากรได้ กรมสรรพากรน่าจะสามารถทำ รายงานภาษีซื้อขายได้แบบอัตโนมัติ ดังนั้นก็น่าจะลดงานลงได้อีกครับ บัญชีก็จะไม่เหนื่อยต้องทำ เพราะข้อมูลทั้งหมดนำส่งสรรพากรได้ทั้งหมดแล้ว รวมถึงการยกเลิกการจัดเก็บเอกสารในรูปแบบกระดาษอีกด้วยครับ

ETAXAll

(ที่มา : เอกสาร “ใบกํากับภาษีอิเล็กทรอนิกส ใบรับอิเล็กทรอนิกส์” จากกรมสรรพากร)

นอกจากนั้น สิ่งที่จะหายไปหลังจากที่ใช้ระบบนี้ นั่นคือ “ใบกำกับภาษีปลอม” เพราะสามารถตรวจสอบการเชื่อมโยงกันของภาษีซื้อและภาษีขายได้ง่ายขึ้นครับ และคนที่ขายโดยไม่ออกใบกำกับภาษีก็จะมีปัญหาได้เช่นเดียวกัน ทำให้สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็จะเข้าสู่ระบบเต็มรูปแบบ ทำให้ผู้ประกอบการที่ทำภาษีถูกต้องนั้นสามารถแข่งขันได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่ต้องมีเรื่องของส่วนต่างภาษีมูลค่าเพิ่มให้ลำบากใจอีกต่อไปครับ

ซึ่งตอนนี้คำถามหลักๆที่หลายคนอยากรู้ก็คือ แล้วระบบจะใช้เมื่อไร ตอนไหน อย่างไร จะใช้ตอนต้นปี 2561 จริงหรือเปล่า อันนี้ความเห็นส่วนตัวของพรี่หนอมคิดว่าการเริ่มใช้ตอน 1 มกราคม 2561 นั้นจะเป็นการนำร่องให้ค่อยๆปรับตัวกันไปครับ ซึ่งเหมือนกันกับนโยบาย e-Tax invoice by e-mail ที่ค่อยๆเปิดใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 นั่นแหละครับ เพราะการปรับตัวนั้นต้องใช้เวลาอยู่ดีครับ

ฎฑฎ

พรี่หนอมได้เข้าไปสำหรับหน้าของเวปไซด์ส่วนที่เป็นของ  e-TAX invoice และ e-Receipt แล้วก็เห็นว่ายังมีหลายส่วนที่ยังไม่เรียบร้อยดี ดังนั้นข้อสันนิษฐานที่วางไว้น่าจะเป็นจริงครับ (แต่อย่าลืมนะครับว่ายังไงก็ต้องใช้อยู่ดีครับ จะช้าหรือเร็วหน้าที่ของเราคือการเตรียมตัวให้พร้อม… จริงไหมครับ)

เอาล่ะครับ ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงสรุปเนื้อหาทั้งหมด พรี่หนอมขอพูดถึงเรื่องของตัวสุดท้าย หรือ นโยบาย E ตัวที่สามอย่าง e-Filing กันก่อนครับ

e-Filing : ปิ๊งรักนักยื่นภาษีออนไลน์

สำหรับตัวสุดท้ายนี้ สามารถอธิบายได้ง่ายๆสั้นๆ เลยครับ นั่นคือ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีทั้งหมดในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งจะเป็นตัวสุดท้ายที่ปรับปรุงหลังจากที่มีการใช้ e-Withholding Tax e-TAX invoice และ e-Receipt ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยตามกำหนดการนั้นจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2562 สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ก่อนครับ ซึ่งพรี่หนอมคิดว่าถ้าหาก 2 ระบบก่อนหน้านี้ผ่านไปได้ด้วยดี เชื่อเลยครับว่าระบบ e-filing น่าจะง่ายขึ้นมากเลยล่ะครับ #จบ

บทสรุป ของ 3E จะเกิดอะไรกับสังคมไทยบ้าง

ถ้าดูจากกรอบการดำเนินงานทั้งหมดตามรูปข้างบน จะเห็นว่าเท่าที่ผ่านมาก็เป็นไปตามนั้นจริงครับ โดยช่วงปี 2560 ที่ผ่านมาตามนโยบาย National e-Payment เริ่มมีการใช้พร้อมเพย์ เครื่องรับชำระเงิน EDC และการเพิ่มออฟชั่นต่างๆอีกมากมายตามที่ได้วางไว้ครับ

ETAXAlel
(ที่มา : เอกสารการดําเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment โดยกรมสรรพากร)

อย่างไรก็ดี สุดท้ายแล้ว พรี่หนอมเชื่อว่า ณ ตอนนี้สิ่งที่ต้องคิดให้ดี คือ การเตรียมตัวมากกว่าครับ เพราะผู้ประกอบการทุกคน คงไม่สามารถมองแค่เรื่องของการจัดการภาษี หรือวางแผนภาษีเพียงเท่านั้น แต่มันเป็นการปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ที่ใครปรับตัวได้ก่อนนั้น ก็ย่อมที่จะเป็นผู้ชนะในเกมส์นี้ครับ

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่การหนีภาษีไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปครับ :)

หมายเหตุ : สำหรับคนที่สนใจเรื่องนี้ สามารถศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

1. เอกสารการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment
2. e-Tax invoice และ e-Receipt : เวปไซด์กรมสรรพากร
3. e-Tax invoice by email : เวปไซด์กรมสรรพากร / TEDA





Send this to friend

.