จะจดทะเบียนบริษัท “เพื่อประหยัดภาษี” ต้องมีรายได้เท่าไร ?

โพสต์เมื่อ: 04 พ.ค. 2016 - ป้ายกำกับ: , ,


สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms กันอีกครั้ง สำหรับบทความวันนี้ เป็นบทความสั้นๆ ตอบคำถามแฟนเพจหลายๆท่านที่ชอบถามมาเรื่อยๆครับว่า “ควรจะจดทะเบียนบริษัทเมื่อไรดี” หรือ “มีรายได้เท่านี้ จดบริษัทดีไหม” ซึ่งผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ที่ Aommoney กับบทความ ทำธุรกิจยังไงให้ประหยัดภาษีสูงสุด : 3 เคล็ดลับวางแผนภาษีธุรกิจ ซึ่งจะมีคำตอบในบทความแล้วครับว่า หากพิจารณาจากยอดภาษีอย่างเดียว ควรจะทะเบียนนิติบุคคล (ห้างฯ หรือ บริษัท) เมื่อมีเงินได้สุทธิเกินกว่า 750,000 บาท เพื่อเปลี่ยนสถานะจากบุคคลธรรมดามาเป็นนิติบุคคล

โดยปกติแล้ว วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะคำนวณจากวิธีการ เงินได้พึงประเมิน หรือ เงินได้สุทธิ ซึ่งมีวิธีการคำนวณอยู่ 2 วิธี นั่นคือ เงินได้สุทธิ และ เงินได้พึงประเมิน สำหรับใครยังไม่เคยรู้วิธีการคำนวณภาษีที่กำลังจะพูดต่อไปนี้ ผมขอแนะนำให้อ่านบทความในซีรีย์ ภาษีง้ายง่าย กันก่อนครับ

ส่วนใหญ่คนที่ถามเข้ามาทางเพจนั้น มักจะเป็นเรื่องของการเสียภาษีเงินได้จากธุรกิจขายของออนไลน์ หรือธุรกิจซื้อมาขายไป ซึ่งรายได้ที่มากขึ้นก็จะทำให้เสียภาษีมากขึ้นตามไปด้วยครับ ผมเลยเอาตัวอย่างร้านค้าออนไลน์ที่มีรายได้แตกต่างกันจากบทความ ถ้าสรรพากรตรวจสอบข้อมูลธนาคารเพื่อเก็บภาษี เราจะรับมืออย่างไรดี ? มาให้ดูเป็นตัวอย่างกันครับ

TAXNF

ทีนี้ถ้าเรามาลองดูตารางเปรียบเทียบจำนวนภาษีที่ต้องเสียระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลที่เพิ่งปรับปรุงกฎหมายใหม่ในปี 2559 – 2560 นี้ เราจะเห็นว่าบุคคลธรรมดาจะต้องเสียภาษีมากกว่าเมื่อมีเงินได้สุทธิอยู่ในช่วงประมาณ 750,000 บาท ต่อปีสำหรับปี 2559 และประมาณ 1,000,000 บาทในปี 2560 ครับ

TAXRATE-01

TAXRATE-02

ถ้าหากลองคำนวณเงินได้สุทธิย้อนกลับเป็นรายได้เต็มจำนวนก่อนหักค่าใช้จ่าย (โดยไม่รวมค่าลดหย่อน) ก็จะอยู่ที่ประมาณ 3,750,000 บาท (750,000 / 0.2) ทีนี้ คำถามคือ 3.75 ล้านบาทที่ว่านี้ คือจำนวนเงินที่เราจะใช้ตัดสินใจย้ายสภาพจากบุคคลธรรมดาไปเป็นนิติบุคคลใช่ไหมครับ #เกินล้านจดบริษัททันทีคิดแบบนี้ก็ได้เหรอ?



คำตอบ คือ ผิดดดดดดดดดด!! ครับ

สาเหตุที่ผมบอกว่าตัวเลขรายได้ตลอดทั้งปีประมาณ 3.75 ล้านบาทนั้นเป็นคำตอบที่ผิด เพราะว่าจุดที่เหมาะสมจริงๆนั้น เรายังต้องพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีก 2 หัวข้อ ดังต่อไปนี้ครับ

1. อัตรากำไรที่แท้จริงของกิจการ เพราะตัวอย่างนี้คิดจากค่าใช้จ่ายเหมาในอัตรา 80% ซึ่งถ้าหากกิจการเรามีค่าใช้จ่ายจริงที่มากกว่านั้น และสามารถนำมาใช้ได้จริง ก็แปลว่าเรามีสิทธิที่จะมีรายได้สูงกว่านั้นครับ

2. ต้นทุนในการบริหารจัดการ  อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ค่าใช้จ่ายต่อปีในการจัดการบริหารกิจการที่มีเพิ่มขึ้นหลังจากที่เราตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบัญชี (ค่าทำบัญชี, ค่าสอบบัญชี) และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการด้านเอกสารต่างๆ เพราะการจดทะเบียนนิติบุคคลต้องมีค่าใช้จ่ายพวกนี้เพิ่มขึ้นมาอย่างแน่นอน ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องจ่ายเพิ่มเข้าไป เพื่อให้ประหยัดภาษี แต่ต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่ธุรกิจของเราต้องการจริงๆ คือ การประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งหมด!!! อย่าให้กำแพงของการประหยัดภาษีมาบังตา จนทำให้ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายพวกนี้ที่อาจจะมากกว่าเลยนะครับ

ยกตัวอย่างกิจการแห่งหนึ่งมีกำไรอยู่ที่ 20% เท่ากับอัตราเหมา แต่ต้องจ่ายค่าทำบัญชีอยู่ที่ 20,000 บาท ค่าสอบบัญชี 10,000 บาท และมีต้นทุนที่ต้องจ่ายในการบริหารจัดการอีกประมาณ 120,000 บาท (เดือนละ 10,000 บาท – สำหรับจ้างพนักงาน)

สิ่งที่ต้องคำนวณ คือ ให้บวกตัวเลขค่าใช้จ่ายทั้งหมดออกมาก่อนครับ จากตัวอย่างก็คือ 150,000 บาท นั่นคือเงินที่เราต้องจ่ายไปทั้งหมดต่อปีเพื่อจดทะเบียนบริษัทฯให้ “ประหยัดภาษี”

เมื่อได้ตัวเลขออกมาแล้ว … ทีนี้สิ่งที่เราต้องดูเป็นลำดับสุดท้ายก็คือ ตอนนี้เราเสียภาษีอยู่ที่อัตราเท่าไร และเป็นจำนวนแค่ไหน ถ้าหากธุรกิจเราตอนนี้เสียภาษีโดยคำนวณจากเงินได้สุทธิจำนวน 1,000,000 บาท ก็อาจจะแปลว่าเรายังไม่คุ้มที่จะต้องย้ายไปเป็นนิติบุคคล เพราะถ้าย้ายไปแล้วก็จะประหยัดภาษีได้เพียงแค่ 45,000 บาท ในปี 2559 และ 10,000 บาทในปี 2560 (คำนวณจากตัวเลขสีแดงในตารางภาษีสะสม)

ST-04

ดังนั้นจุดที่เหมาะสมในการจดทะเบียนนิติบุคคลจริงๆก็จะเลื่อนไปที่เงินได้สุทธิประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งจะเสียภาษีต่างกันอยู่ประมาณ 195,000 บาทในปี 2559 แทน (ซึ่งถ้าหากพิจารณาปี 2560 ด้วยก็จะเห็นว่าต้องเลื่อนไปเป็นเงินได้สุทธิ 3 ล้านบาทแทน) และถ้าคิดย้อนกลับมาเป็นรายได้จริงๆก่อนหักค่าใช้จ่ายแบบคร่าวๆ ก็จะอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท (หรือ 15 ล้านบาทในปี 2560) (หมายเหตุ : บทความนี้มีการแก้ไขตัวเลขเพิ่มเติมนะครับ เนื่องจากมีการคำนวณผิดพลาดเล็กน้อยครับ)



ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดการเรื่องภาษีของธุรกิจ ไม่ใช่ว่าดูแค่อัตราภาษีแล้วจะเลือกจดหรือไม่จดบริษัทครับ แต่คุณต้องดูก่อนครับว่าปัจจุบัน อัตรากำไรเป็นเท่าไร และ ประมาณการค่าใช้จ่ายในการจัดการบริหารต่างๆในอนาคตนั้นมีมากแค่ไหน บางคนมักจะลืมคิดต้นทุนในการบริหารจัดการของตัวเองที่เป็นเวลาในแต่ละวันที่เสียไป ผมแนะนำให้ลองคิดด้วยนะครับ เพราะทันทีที่คุณเปลี่ยนเป็นรูปแบบ “นิติบุคคล” นั่นแปลว่าคุณมีภาระเพิ่มขึ้นอีกมากมายที่ต้องทำครับ

สรุป

เห็นไหมครับว่า การที่จะฟันธงว่า “รายได้เท่าไรควรจดบริษัทนั้น” มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่มาบอกกันเพียงแค่ตัวเลขคร่าวๆ ดังนั้น สิ่งสำคัญในการจัดการเรื่องเหล่านี้ คือ การเห็นความสำคัญของการคำนวณภาษีอย่างถูกวิธี รู้จักอัตรากำไรของธุรกิจตัวเอง มีการคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆที่ถูกต้องหรือใกล้เคียงความเป็นจริง นั่นแหละครับ!! มันจะยิ่งตอบคำถามของเราได้ดียิ่งขึ้นครับ

สุดท้ายนี้… ผมหวังว่าจะได้รับคำตอบกันนะครับว่า ธุรกิจของเรานั้น ควรจะจดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อประหยัดภาษีหรือไม่ ด้วยเหตุผลที่เจ้าของธุรกิจนั้นนั้น เข้าใจในการจัดการและบริหารอย่างถูกต้อง เพราะการทำธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และการจัดการด้านภาษีของธุรกิจนั้นต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการที่ถูกต้องประกอบกันครับ

… อย่าลืมให้ความสำคัญกับเรื่องภาษีอย่างถูกต้องกันด้วยนะครับ :)





Send this to friend

.