fbpx

มาทำบัญชีธุรกิจส่วนตัวกันนะเธอว์ ตอนที่ 2 : สมการบัญชี


เมื่อเราได้รู้จักกับความหมายของคำว่า “บัญชี” แล้ว สิ่งต่อมาที่เราควรจะรู้จักก็คือ “ความสัมพันธ์” ของรายการทางบัญชี และ “สมการบัญชี” ซึ่งสมการบัญชีจะระกอบด้วย สามทหารเสือที่ชื่อว่า “สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ (ทุน)” ซึ่งความหมายของแต่ละตัวนั้น มีดังนี้ครับ

สินทรัพย์ หมายถึง สิ่งที่มีมูลค่าเป็นตัวเงินที่บุคคลหรือกิจการเป็นเจ้าของ เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ

หนี้สิน หมายถึง จำนวนเงินที่บุคคลหรือกิจการมีภาระผูกพันที่จะต้องจ่ายให้ในภายหน้า เช่น เจ้าหนี้ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (ที่ยังไม่จ่าย)

ส่วนของเจ้าของ (ทุน) หมายถึง สิทธิความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ที่แท้จริง หรือสินทรัพย์ของกิจการหลังจากหักหนี้สิน (บางทีอาจจะเรียกว่า “สินทรัพย์สุทธิ”)

และสมการบัญชี จะมาจากความสัมพันธ์ของเจ้า 3 ตัวนี้เอง คือ …

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน

“สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน”

โดยสมการบัญชีข้างต้นนี้ จะมีส่วนประกอบอีกสองส่วน คือ “รายได้” และ “ค่าใช้จ่าย” ซึ่งหลายๆคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างนะครับ ทีนี้เรามารู้จักกับความหมายของดูกันสักหน่อยดีกว่าครับ

รายได้ คือ ผลตอบแทนที่กิจการได้รับทั้งทางตรงหรือทางอ้อม
ค่าใช้จ่าย คือ ส่วนที่หักออกจากรายได้ เช่น ต้นทุน ค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ

ซึ่งเจ้า “รายได้” กับ “ค่าใช้จ่าย” นี้มีผลกระทบต่อสิ่งที่เรียกว่า “กำไร” หรือ “ขาดทุน” ของกิจการ เพราะว่า ถ้าเกิดรายได้ “มากกว่า” ค่าใช้จ่าย ผลก็คือ “กำไร”แต่ถ้าเกิดค่าใช้จ่าย “มากกว่า” รายได้ ผลก็คือ “ขาดทุน” นั่นเองครับ

และผลกระทบต่อกำไรหรือขาดทุนของกิจการ จะส่งผลกระทบไปยัง “ทุน” ของกิจการด้วยเช่นกัน แต่จะกระทบยังไงนั้น ขอแนะนำให้รู้จักกับคำว่า “รอบระยะเวลาบัญชี” หรือ “งวดบัญชี” กันก่อนครับ

รอบระยะเวลาบัญชี (รอบบัญชี) หรือ งวดบัญชี คือ “ช่วงเวลา” ที่เกิดรายการค้าต่างๆเกิดขึ้น และจะใช้สรุปผลว่าในแต่ละช่วงเวลานั้นกิจการมีผลกำไรหรือขาดทุนอย่างไร และโดยปกติแล้ว รอบระยะเวลาบัญชีจะอยู่ที่ 1 ปี

เมื่อมีรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว จะทำให้มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของแต่ละช่วงเวลา ดังนั้น กำไรหรือขาดทุนของแต่ละรอบบัญชีนั้น จะส่งผลกระทบต่อ “ทุน” ของกิจการดังนี้ครับ

ทุน (ต้นงวด) + กำไร (ขาดทุน) = ทุน (ปลายงวด)

ดังนั้น กำไรหรือขาดทุนในแต่ละงวด เปรียบเสมือนสิ่งที่ทำให้ “ทุน” ปลายงวดของเราเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั่นเองครับ ทีนี้เราลองมาดูภาพประกอบกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเพิ่มความเข้าใจกันดีกว่าครับ

ขอสรุปอีกครั้งจากภาพประกอบข้างต้นออกมาเป็นข้อย่อยๆ ดังนี้ครับ

1. เริ่มต้นจากการแบ่งออกเป็นสองฝั่งของสมการ โดยให้ฝั่งทางซ้ายของสมการ เป็นของสินทรัพย์ และฝั่งขวาของสมการเป็นหนี้สินและทุนตามสมการบัญชี (สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน)

2. รายได้และค่าใช้จ่าย จะมีความสัมพันธ์กับ “ทุน” โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้น จะหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้น และรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นก็หมายถึง กำไรที่ลดลง นั่นเองครับ ดังนั้นเราจึงนำรายได้ไปไว้ฝั่งเดียวกับ ทุน คือทางฝั่งขวาและ ค่าใช้จ่ายไปไว้อีกฝั่งหนึ่งครับ

3. ในแต่ละ “รอบระยะเวลาบัญชี” นั้น กำไรและขาดทุนในข้อ 2. จะเป็นส่วนที่ไปเพิ่ม/ลด “ทุน” ของกิจการ

4. ความหมายของฝั่งซ้ายและขวาที่ว่านั้น จะมีความหมายเชื่อมโยงไปถึงศัพท์บัญชีที่เรียกว่า “เดบิต (Debit หรือ Dr.)” และ “เครดิต (Credit หรือ Cr.)” ที่ใครๆ หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า “เดบิต” = ซ้าย “เครดิต” = ขวาหรือ “รับซ้าย จ่ายขวา” อะไรทำนองนี้บ้างนะครับ ..

ผมถือโอกาสอธิบายเพิ่มสักหน่อยนะครับว่า จริงๆแล้ว “เดบิต” กับ “เครดิต” คืออะไร? ตั่งใจฟังกันนะครับ

เดบิต ก็คือ ฝั่งซ้ายของสมการ
เครดิต ก็คือ ฝั่งขวาของสมการ
(ตอบแบบนี้จริงๆนะเธอว์ …..  TwT)

ทีนี้ หลักการของสมการ ก็คือ ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาต้องเท่ากัน ดังนั้นการลงบัญชีทุกครั้ง “เดบิต” ต้องเท่ากับ “เครดิต” (ตามหลักการบัญชีคู่) นั่นเองงงงง

.
.
ทีนี้ ถ้าหากเอาสมการทั้งหมดมารวมกัน แปลว่า ใน 1 รอบบัญชีของกิจการจะต้องมีสมการเป็นดังนี้ครับ

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน + (“รายได้ – รายจ่าย” ของแต่ละรอบบัญชี)

หลังจากที่เรารู้จักสมการบัญชีแล้ว ผมขออนุญาตเพิ่มเติมเนื้อหาสำหรับคนที่สนใจเรื่องบัญชีอีกสักนิดนะครับ เพราะมีเพื่อนๆเคยถามมาทางหลังไมค์ว่าถ้าอยากรู้ว่าจะต้องลงบัญชีด้านไหน หรือลงบัญชีเดบิตและเครดิตยังไงบ้าง  ผมขอแนะนำให้ฟังง่ายๆแบบนี้ละกันครับ

จากรูปข้างบน เราจะเห็นว่า ทางซ้ายจะประกอบด้วย สินทรัพย์และค่าใช้จ่าย ส่วนทางขวาจะประกอบด้วย หนี้สิน ทุน และรายได้ เราก็จะใช้หลักการง่ายๆคือ “ตัวไหนเพิ่ม ให้ลงด้านนั้น” เช่น สินทรัพย์เพิ่มขึ้น ก็ลงบัญชีด้าน “เดบิต” สินทรัพย์ หรือถ้ารายได้เพิ่มขึ้น ก็ลง “เครดิต” ด้านรายได้ เป็นต้นครับ ทีนี้เรามาลองดูตัวอย่างประกอบกันนะครับ

ตัวอย่างของการบันทึกบัญชี

1. กิจการนำเงินสดไปซื้อคอมพิวเตอร์

เงินสด คือ สินทรัพย์ คอมพิวเตอร์ ก็คือ สินทรัพย์ เพราะว่าเป็น “สิ่งมีมูลค่าเป็นตัวเงินที่บุคคลหรือกิจการเป็นเจ้าของ” ถูกต้องไหมครับ เราก็จะได้การบันทึกบัญชีออกมาเป็นดังนี้

คอมพิวเตอร์ >> “สินทรัพย์” เพิ่มขึ้น ลงบัญชี Dr. คอมพิวเตอร์
เงินสด >> “สินทรัพย์” ลดลง ลงบัญชี Cr. เงินสด

ตามหลักการของสมการ “ซ้าย = ขวา” เมื่อ กิจการ”ได้” คอมพิวเตอร์มา ก็ต้อง”เสีย” เงินสด ไป นั่นเอง ….

2. ขายสินค้า ได้รับ เงินสด

“ขายสินค้า” ถือเป็น “รายได้ “ของกิจการ เพราะว่าเป็นผลตอบแทนที่กิจการได้รับ ส่วน “เงินสด” เราได้รับกลับมา ซึ่งก็คือ “สินทรัพย์” ของกิจการ “เพิ่มขึ้น” ดังนั้น การบันทึกบัญชีก็จะเป็นดังนี้ครับ

ขายสินค้า >> “รายได้” เพิ่มขึ้น ลงบัญชี Cr. รายได้ (ขายสินค้า)
เงินสด >> “สินทรัพย์” เพิ่มขึ้น ลงบัญชี Dr. เงินสด

และก็เป็นไปตามหลักการของสมการเช่นเดียวกัน คือ  “ซ้าย = ขวา” เมื่อเรามี “รายได้” จากการขายเพิ่มขึ้น กิจการก็ “ได้รับ” เงินสดเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ตอนแรกว่าจะเขียนตอนนี้สั้นๆ แต่พอเขียนไปๆมาๆ ชักจะติดลม เนื้อหาเลยอาจจะยาวเกินไปหน่อยนะครับ อาจจะน่าเบื่อไปบ้างสำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องของบัญชี แต่ผมก็อยากให้ลองศึกษาไว้เบื้องต้นด้วยนะครับ เพราะว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำธุรกิจส่วนตัวของทุกๆคนครับ (ขอกระซิบว่า ตอนนี้ผมตั้งใจเขียนมากๆเลยละครับ แหะๆๆ)

ในตอนต่อไป (ตอนที่ 3) เราจะไปพูดคุยกันถึงความหมายของ “งบการเงิน” กันดูบ้างครับ ว่างบการเงินแต่ละประเภท บอกอะไรกับเราบ้าง และเราจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลตรงนี้ได้อย่างไร ฝากติดตามด้วยนะครับ

สุดท้ายนี้ ขอแรงสนับสนุนๆเล็กๆน้อยจากเพื่อนๆพี่น้องๆที่เข้ามาอ่านบทความนี้ แล้วเห็นว่ามีประโยชน์ โปรดช่วยกด Like หรือ Share บทความนี้ให้บ้างนะฮ้าฟฟฟฟฟฟ

:D

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy