fbpx

มาทำบัญชีธุรกิจส่วนตัวกันนะเธอว์ ตอนที่ 5 : กำไรทางภาษี


หลังจากที่ “ตอนที่ 4” เราได้รู้จักกับความแตกต่างระหว่าง กำไร(ขาดทุน) ทาง “บัญชี” และ “ภาษี” กันไปแล้ว ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ในตอนนี้ เราจะลงลึกไปยังรายละเอียดของวิธีการปรับปรุง “กำไรทางบัญชี” ให้เป็น “กำไรทางภาษี” กันต่อเลยครับ ว่ามีวิธีการปรับปรุงอย่างไร

(ส่วนหนึ่งของ ภ.ง.ด. 50 รอบบัญชีปี 2554)

รูปที่เราเห็นนี้ คือ แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50 ในส่วนที่อธิบายถึง “รายได้ รายจ่าย และกำไรหรือขาดทุนสุทธิ” ซึ่งเป็นส่วนที่เราจะต้องกรอกเพื่อแสดงผลการดำเนินงานของธุรกิจ โดยใช้ข้อมูลจาก “งบกำไรขาดทุน” ของกิจการ ตั้งแต่ข้อ 1. ถึงข้อ 9. ที่เขียนว่า “กำไรสุทธิ” หรือ “ขาดทุน” สุทธิ “ตามบัญชีกำไรขาดทุน” 

และส่วนที่เราจะต้องกรอกตั้งแต่ข้อ 10. เป็นต้นไป  นั่นคือรายการ “ปรับปรุง” ทางภาษีนั่นเองครับ..

– อะไรคือรายการปรับปรุงทางภาษี –

“รายการปรับปรุงทางภาษี” คือ รายการที่เราจะนำมาปรับปรุงให้ “กำไรหรือขาดทุนทางบัญชี” กลายเป็น “กำไรหรือขาดทุนทางภาษี” ซึ่งการปรับปรุงนั้น จะยึดแนวทางปรับปรุงตาม “มาตรา 65 ทวิ” และ “มาตรา 65 ตรี” แห่งประมวลรัษฎากรครับ (อาจจะมีกฎหมายอื่นๆด้วยนะครับ แต่หลักใหญ่ใจความจะยึดตาม 2 มาตราหลักนี้)

สำหรับข้อกฎหมายเกี่ยวกับรายการปรับปรุงทั้งหมดนั้น สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้ครับ
http://www.rd.go.th/publish/5939.0.html

แต่ถ้าเกิดเพื่อนๆคนไหนที่ขี้เกียจอ่านแล้วล่ะก็ ผมได้สรุปรายการปรับปรุงออกมาเป็น 4 ประเภทย่อยๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายๆตามสไตล์ “บล็อกภาษีข้างถนน” แล้วล่ะครับ

เอาล่ะ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีรายการอะไรบ้าง…

1) รายได้ที่ทางบัญชี “ไม่ถือ” เป็นรายได้ แต่ทางภาษี “ถือ” เป็นรายได้

รายการนี้ คือ รายการที่เกิดขึ้นโดยที่หลักการบัญชี จะไม่ถือเป็นรายได้ แต่ว่า ทางภาษีจะถือว่าเป็น “รายได้” เช่น รายการส่งสินค้าไปยังต่างประเทศบางรายการ ทางกฎหมายจะถือว่าเป็นการ “ขาย” (มาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร)

ผลสรุป: รายได้ทางภาษีของเราจะสูงกว่าทางบัญชี และทำให้กำไรทางภาษีของเราเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

2) รายได้ที่ทางบัญชี “ถือ” เป็นรายได้ แต่ทางภาษี “ไม่ถือ” เป็นรายได้

รายการนี้อาจจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “รายได้ที่ได้รับยกเว้น” ซึ่งเป็นรายการที่บัญชีจะรับรู้เป็นรายได้ตามมาตรฐานการบัญชี แต่ทางภาษีแล้ว จะไม่ถือว่ารายการนี้เป็นรายได้ เช่น เงินปันผลบางประเภททางภาษีจะให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ แต่ทางบัญชีจะรับรู้รายการดังกล่าวเป็นรายได้ทั้งจำนวน

ผลสรุป: รายได้ทางภาษีของเราจะต่ำกว่าทางบัญชี และทำให้กำไรทางภาษีของเราลดลงจากรายได้ที่รับยกเว้นนั่นเองครับ

3) รายจ่ายที่ทางบัญชี “ไม่ถือ” เป็นรายจ่าย แต่ทางภาษี “ถือ” เป็นรายจ่าย

รายการนี้อาจจะเรียกอีกชื่อว่า “รายจ่ายที่หักได้เพิ่มขึ้น” ซึ่งเป็นรายการที่ภาษีให้สิทธิในการใช้เป็นรายจ่ายของธุรกิจได้เพิ่มขึ้น ซึ่งทางบัญชีจะไม่ถือว่ารายการนี้เป็นรายจ่าย ตัวอย่างเช่น รายจ่ายบริจาคบางประเภทให้แก่องค์กรต่างๆ ทางกฎหมายจะให้สิทธิหักเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เป็นต้น

ผลสรุป: รายจ่ายทางภาษีของเราจะสูงกว่าทางบัญชี และทำให้กำไรทางภาษีของเราลดลงจากรายจ่ายที่หักได้เพิ่มขึ้น

4) รายจ่ายที่ทางบัญชี “ถือ” เป็นรายจ่าย แต่ทางภาษี “ไม่ถือ” เป็นรายจ่าย

รายการนี้เป็นรายการที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี (โดยเฉพาะคนที่เจอกับพี่สรรพากร) โดยจะมีอีกชื่อเรียกว่า “รายจ่ายต้องห้าม” ซึ่งเป็นรายจ่ายที่ทางบัญชีสามารถลงเป็นรายจ่ายในการดำเนินการธุรกิจได้ แต่ทางภาษีไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการดำเนินการ เช่น รายจ่ายค่ารับรอง หรือ รายจ่ายที่ธุรกิจได้จ่ายไปเกินสมควร

ผลสรุป: รายจ่ายทางภาษีของเราจะต่ำกว่าทางบัญชี และทำให้กำไรทางภาษีของเราเพิ่มขึ้นจากรายจ่ายต้องห้ามเหล่านี้

.
.

หลักการข้างต้นนี้ ถือเป็นหลักการส่วนใหญ่ที่ใช้สำหรับการปรับปรุง “กำไรทางบัญชี” ให้เป็น “กำไรทางภาษี” แต่จริงๆแล้วยังมีรายละเอียดและข้อกฎหมายอีกหลายๆข้อที่ผู้ทำธุรกิจยังต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติมในการปรับปรุงกำไรทางบัญชีอีก ซึ่งขึ้นอยู่กับการดำเนินการของธุรกิจและรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆประกอบกันครับ

เอาล่ะครับ ตอนนี้เราก็ได้รู้วิธีการปรับปรุงกำไรทางบัญชีของธุรกิจให้เป็นกำไรทางภาษีกันไปแล้ว ส่วนตอนต่อไปหลังจากนี้ผมจะแนะนำให้เพื่อนๆรู้จักกับ “หน้าที่” ของเจ้าของธุรกิจ ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้างเพื่อที่จะทำให้ธุรกิจของเรานั้น ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (มากที่สุด)

.
.

ฝากติดตามตอนต่อๆไป พร้อมกับ Like และ Share บทความนี้ให้ด้วยนะคร้าบบบบบบ

:D

 

 

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy