fbpx

[Event] The Debate : มองจากมุมไหนก็โลกใบเดียวกัน by TaxBugnoms

โพสต์เมื่อ: 30 พ.ย. 2012

ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,


อะแฮ่มๆๆๆ วันนี้ “บล็อกภาษีข้างถนน” ขอเปลี่ยนมาพูดคุยเรื่องของการเงินและการลงทุนกับเค้าบ้าง เนื่องจากสโลแกนของบล็อกนี้ คือ “ความรู้เกี่ยวกับภาษี บัญชี การเงินและการลงทุน” แต่ที่บทความที่ผ่านๆมา มีแต่เรื่องของภาษีกับบัญชี เป็นหลัก แหะๆ เลยต้องทำหน้าที่ในฐานะนักลงทุนแมงเม่าตัวน้อยๆกับเค้าบ้าง (ฮา)

 

เมื่อวันพฤหัสที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ผมได้มีโอกาสไปฟัง”ไฟแนนเซียล” ทอล์กโชว์ ของทางหลักทรัพย์กสิกรไทย (Kasikorn Securities) ที่มีชื่อย๊าววยาวววว่า “The Debate : มองจากมุมไหนก็โลกใบเดียวกัน” โดย คุณต้น – เผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล และ คุณกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ซึ่งงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายมุมมองการเรียนรู้ เรื่องการลงทุนให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายสำหรับบุคคลทั่วไป ในรูปแบบในสไตล์โต้วาที ผสมกับความบันเทิงสลับกันไปเป็นระยะๆ

โดยนักวิเคราะห์ชื่อดังทั้ง 2 ท่านนี้ มีสไตล์การลงทุนในสไตล์ที่แตกต่างกัน คือ ฝ่ายคุณต้นจะเป็นแนวคิดแบบ “Momentum Investor” ส่วนฝ่ายคุณกวีจะเน้นไปในฝั่งของ “Value Investor” เอาล่ะ… เมื่อแตกต่างกันแบบนี้ก็เลยต้องมา “โต้วาที” กันซักหน่อย ^^

ถ้าหากใครสนใจอ่านประวัติของทั้งสองท่านนี้เพิ่มเติม ขอเชิญคลิกอ่านที่ลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ
กวี-เผดิมภพ’ ‘บัฟเฟตต์’ สไตล์ กับ ‘จอร์จ โซรอส’ สไตล์ โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

.
.

นอกจากนั้น “ไฟแนนเชียล ทอล์กโชว์” ครั้งนี้ยังได้นักวิเคราะห์จากทาง Macquarie มาช่วยเพิ่มเติมมุมมองในส่วนของเศรษฐกิจโลกเพิ่มเติม และ มีแขกรับเชิญพิเศษ คือ ผู้บริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 4 ท่านได้มาพูดคุยถึงมุมมองที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งได้แก่

คุณวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) (MAJOR)
คุณวันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) (SPCG)
คุณวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SAMART)
ดร. รณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CENTEL)

แหมมม … ดูๆไปแล้ว คล้ายๆกับมางาน Opportunity Day แบบย่อมๆเลยแฮะ ^^

นอกจากนั้นก็มีการแสดงต่างๆจากทางศิลปิน/ดาราชื่อดังต่างๆ ได้แก่ คุณ เจนนิเฟอร์ คิ้ม, เคน ภูภูมิ น้องเด็กๆน่ารัก (แหะๆ จำชื่อน้องไม่ได้) และศิลปินเฉพาะทางอย่าง “Exotic Percussion” เข้ามาคั่นอารมณ์ของทอล์กโชว์เป็นระยะๆ เพื่อให้ผู้ที่เข้าฟังไม่เครียดเกินไปนัก

อ้อ… ลืมบอกไปว่า งานนี้ยังมีผู้ช่วยดำเนินรายการอีกสองท่านคือ คุณกอล์ฟ เบญจพล และ คุณอ้น ศรีพรรณ มาทำหน้าที่พิธีกร(เสริม)ช่วยสร้างบรรยากาศให้สนุกสนาน เรียกเสียงฮาได้อย่างต่อเนื่อง …

เอาจริงๆ โดยส่วนตัวแล้ว ผมเฉยๆ กับการแสดงนะครับ แต่รู้สึกว่า เคน ภูภูมิ หล่อมากกกก ดูๆไปเริ่มจะเคลิ้มกับความหล่อของพ่อวีกิจของช้านนนน (เอ๊ะ!!! ยังไง … – -‘ )

โดยรวมแล้วบรรยากาศของงานก็เป็นแบบนี้ครับ ทีนี้เราจะมาเข้าสู่เนื้อหาที่สำคัญแต่ละช่วงที่ผมบันทึกไว้คร่าวๆ (เนื่องจากไม่ได้เอาอะไรไปจดเลย) เลยต้องงกๆเงิ่นๆ นั่งพิมพ์ใส่โทรศัพท์มือถือไว้ แหะๆ

เอาล่ะครับ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า ….

– มุมมองของ Macquarie ต่อเศรษฐกิจโลก –

ผู้บรรยายจากทาง Macquarie (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้ครับ -/\- ) ได้วิเคราะห์พร้อมทั้งบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกและเอเชีย ว่ามีมุมมองอย่างไร และคาดการณ์ว่าสถานการณ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป

จริงๆแล้วทางผู้จัดเค้ามีเครื่องแปลที่บรรยายเป็นภาษาไทยให้ฟังด้วยนะครับ แต่ด้วยความที่คิดว่าตัวเองมี skill ภาษาอังกฤษที่เริดดดด (หลงตัวเองสุดๆ) เลยไม่ได้หยิบมาเสียบฟัง ผลที่ได้ก็คือ ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง – -‘ แต่ก็สรุปออกมาเป็นข้อๆได้ดังนี้ครับ

1. ปัจจุบันปัญหาในประเทศกลุ่มที่พัฒนาแล้ว (Developed Country) มีสถานการณ์ที่ค่อนข้างแย่ลงจากเดิมที่เคยดีมากๆ ซึ่งจะสังเกตเห็นหลายๆประเทศเริ่มมีปัญหาทางด้านการเงิน เช่น ประเทศสเปนที่มีปัญหาวิกฤตหนี้ หรือ ทางสหรัฐอเมริกาที่มีผลกระทบจากหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff)

2. ในทางกลับกันประเทศในกลุ่มที่กำลังพัฒนา (Developing Country) กำลังจะเติบโตมากขึ่น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศในเอเชียนั้น ทาง Macquarie มองว่าจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

3. อย่างไรก็ตามมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่พัฒนานั้นได้มาถึงจุดที่ต่ำที่สุดแล้ว (คิดว่าไม่น่าจะแย่ไปกว่านี้) เศรษฐกิจโลกน่าจะเริ่มๆกลับมาทยอยฟื้นตัวขึ้น และมีมาตรการรองรับที่ดีขึ้นต่อไปเรื่อยๆ (โดยรวมคาดว่าน่าจะผ่านพ้นไปได้)

– AEC มีผลอย่างไร –

ในส่วนของทางด้าน AEC (Asean Economic Community) ที่กำลังจะเปิดเสรีในปี 2558 นั้น ทางฝั่ง Momentum Investor มองว่า จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่อไปนี้

1. กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานจะได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวครั้งนี้ โดยสินค้าพวก ปิโตรเคมี จะได้ รับผลกระทบเชิงบวก

2. กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จะได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วหุ้นในกลุ่มนี้มักจะเป็นหุ้น “เก็งกำไร” ซึ่งราคาจะอิงกับทาง เศรษฐกิจและการเมืองเป็นหลัก ต้องพิจารณาเป็นรายตัวไป

3. กลุ่มขนส่งต่างๆ เพราะว่าการขนส่งระหว่างประเทศจะเติบโตมากขึ้นเพือให้สอดคล้องกับการเปิดเสรี ดังนั้นย่อมมีการเดินทางไปมาหาสู่กันได้ง่ายขึ้น ทำให้หุ้นกลุ่มนี้น่าจะได้รับผลกำไรที่มากขึ้น เน้นไปยังกลุ่มที่ขนส่งผ่านทางอากาศและทางเรือ

ส่วนทางฝั่ง “Value Investor” มองว่า ในระยะยาวจะมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งธุรกิจที่ต้องลงทุนในการผลิต หรือต้องอ้างอิงจากแรงงานเป็นหลักจะไม่สามารถลดต้นทุน หรือแข่งขันได้ในระยะยาว ดังนั้นจึงพุ่งเป้าหมายไปยังธุรกิจในกลุ่มที่เป็น “บริการ” น่าจะดีกว่า เช่น ธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล ที่น่าจะสามารถทำกำไรได้สูง

นอกจากนั้น AEC น่าจะส่งผลกระทบที่ดีต่อ “ธุรกิจค้าปลีก” และธุรกิจเกี่ยวกับ “อาหาร” ซึ่งแนวคิดของ Value Investor มองว่าสามารถเติบโตได้ค่อน ข้างดีตามแนวคิด “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก”

– ความแตกต่างของแนวคิดระหว่าง Momentum Investor กับ Value Investor – 

Value Investor = “ดี – ถูก – ยาว”
หมายถึง
ลงทุนในบริษัทที่ดี มีราคาถูก และสามารถลงทุนระยะยาวได้

Momentum Investor = “ดี – เด่น – เน้นรอบ”
หมายถึง
เลือกลงทุนตอนช่วงที่เศรษฐกิจดี ในอุตสาหกรรมที่เด่น และดู
จังหวะขึ้นลงเพื่อซื้อ – ขายทำกำไร (เน้นซื้อขายเป็นรอบๆ ไม่ใช่ซื้อขายทุกวัน)

– ส่วนของการสัมภาษณ์และวิเคราะห์ 4 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ (แขกรับเชิญ) –

ในส่วนนี้ ผมได้จดเนื้อหาและจับใจความบางส่วนมาให้นะครับ ถอดคำจากทางผู้บริหารของแต่ละบริษัทที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับตัวบริษัท รวมถึงตอบข้อซักถามจากทางนักวิเคราะห์ทั้งสองท่าน แต่ถ้าใครจะนำไปใช้ ยังไงก็ตามอย่าลืมตรวจสอบข้อมูลก่อนนะครับว่า “ถูกต้อง” และ “เชื่อถือได้” มากน้อยแค่ไหน

โปรดอย่าลืมนะครับว่า…
“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”

– MAJOR –

เริ่มต้นที่ คุณวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) (MAJOR)
มาให้ข้อมูลของบริษัทเป็นคนแรก

1. MAJOR มองว่าเป้าหมายของธุรกิจโรงหนังในเอเชียค่อนข้างคึกคัก โดยเฉพาะจีนมีโรงหนังเพิ่มขึ้นจาก 5,000 โรงเป็น 13,000 โรงภายใน 1 ปี ซึ่งถือเป็นโอกาสเติบโตของธุรกิจ

2. ปัจจุบันเมเจอร์มีโรงหนังทั้งหมด 410 โรง มุ่งเป้าหมายที่จะขยายไปยังต่างจังหวัดให้มากขึ้น เน้นการเติบโตตามห้าง
สรรพสินค้าต่างๆ เซ็นทรัล โรบินสัน เดอะมอลล์ โลตัส ซึ่งสังเกตได้ว่าห้างสรรพสินค้าขึ้นที่ไหน เมเจอร์จะตามไปเปิดด้วย

3. สิ่งสำคัญคือ โรงหนังเพิ่มขึ้นเท่าไรก็ตาม แต่ต้นทุนหนังไม่เพิ่มตาม ขนาดปีที่แล้วเศรษฐกิจสหรัฐไม่ดี แต่ Hollywood มีรายได้เติบโตขึ้นถึง 6% ซึ่งเห็นได้ว่าโอกาสของธุรกิจนี้ยังมีอยู่ และยังดีอยู่

4. MAJOR เน้นพัฒนาโรงหนังดิจิตอล ฉายภาพคมชัดให้มากขึ้น เน้นการปรับปรุงตลอดเวลา และสร้างอินโนเวชั่นใหม่ๆ โดยมองว่าคนที่ดูแผ่นผี โหลตบิต เป็นคนละกลุ่มกับลูกค้าเป้าหมาย

5. ตลาดโรงหนังในไทยปัจจุบันยังไม่มีต่างประเทศเข้ามาลงทุน (น่าจะผูกขาดได้) แต่ MAJOR เองมีทางไปลงทุนในต่าง ประเทศบ้างแล้ว เช่น ประเทศอินเดีย และยังคงมองหาเป้าหมายในการลงทุนใหม่ๆ โดยการสร้างพันธมิตรในการลงทุน

6. รายได้ของ MAJOR จะเป็นช่วงฤดูกาล แต่ระหว่างฤดูกาลหน้าหนังก็จะมีหนังไทยมาช่วยประคองให้ โดยมีแนวโน้ม
ปัจจุบันคือคนดูหนังไทยประมาณ 40% หนังต่างประเทศ 60%

7. MAJOR มองว่าสัดส่วนการดูหนังไทยจะเพิ่มขึ้น เมื่อขยายโรงหนังไปยังต่างจังหวัดได้มากขึ้น และเมื่อไรที่หนังไทยชนะต่าง ประเทศ เมื่อนั้นรายได้จะเพิ่มขึ้นสูงมาก อีกทั้งบริษัทรูปแบบเป็น “Cash Company” เน้นรับเงินสด ดังนั้นเงินทุนหมุนเวียนจะค่อนข้างดี

วิเคราะห์โดยฝั่ง Value Investor
– MAJOR เป็นเป็นผู้นำด้านโรงหนัง ยังไม่มีคู่แข่ง ถือว่า “ดี” แต่ราคายังไม่ถูกมากนัก แต่ระยะยาวน่าจะดี ยิ่งมีการขึ้นค่าแรงทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่ม ดังนั้นความผันผวนรายได้จะน้่อยลง >> คนน่าจะมาดูหนังมากขึ้น

วิเคราะห์โดยฝั่ง Momentum Investor
– มองว่า บริษัทดี อุตสาหกรรมเด่น แต่ราคาไม่ไปไหน ตอนนี้ยังไม่ซื้อ รอดูจังหวะที่เหมาะสมก่อนแล้วค่อยซื้อ

– CENTEL –

ถัดมาที่ทางฝั่งของโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) มีการประกอบกิจการหลักๆอยู่ 2 ส่วนคือธุรกิจโรงแรม (เครือเซนทารา) และธุรกิจอาหาร ได้แก่ KFC, Mister Donut, Auntie Anne, Cold Stone ฯลฯ

ดร. รณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายเงินและบริหาร ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า

1. ในส่วนของธุรกิจโรงแรม จะดีในช่วงไตรมาส 4 และ ไตรมาส 1 ของทุกปี (เพราะเป็นฤดูท่องเที่ยว) ส่วนธุรกิจอาหารจะดีในไตรมาส 2 ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 (ช่วงเทศกาลและช่วงที่เด็กนักเรียนปิดเทอม)

2. ในปีนี้แนวโน้มคนเที่ยวเยอะกว่าปีที่แล้ว มีแนวโน้มที่ดีกว่ามากเนื่องจากปีก่อนน้ำท่วม – -‘ จากข้อมูลพบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวสำหรับปีนี้ (10 เดือน) มีประมาณ 17.7 ล้านคน โดยอัตราการเข้าพักอยู่ที่ประมาณ 75% ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ

3. ผลกระทบเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ มีผลกระทบแต่ทาง CENTEL ใช้มาตรการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านอื่นมาช่วยรองรับไปได้ แต่อย่างไรก็ตามมองว่าการท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ดังนั้นคิดว่าไม่กระทบมากนักต่อรายได้รวม

4. ปี 2013 – 2015 คาดการณ์ไว้ว่าจะมีคนมาเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอัตราส่วนคนส่วนใหญ่ในของโลกอยู่ในวัยทำงาน (25-60 ปี) มากที่สุด แถมเรายังได้เปรียบด้านภูมิประเทศที่สวยงาม ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้ดี

5. เนื่องจากธุรกิจโรงแรมมีการอ่อนไหวต่อสถานการณ์ต่างๆ เช่น การเมือง ภัยธรรมชาติ หรือเศรษฐกิจ และยังต้องลงทุน
โดยเงินจำนวนมาก ดังนั้นจึงไม่ควรใช้รูปแบบธุรกิจเก่าๆ แต่เปลี่ยนแปลงโดยใช้แบรนด์เซนทารา (CENTARA) เข้ามาช่วย โดยการขยายช่องทางธุรกิจด้วยการ “รับบริหาร” โรงแรมไปด้วย (ข้อดีคือไม่ต้องลงทุนเอง) โดยมองว่าจะมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องและช่วยประคับประคองในช่วงที่เป็น Low Season ได้

วิเคราะห์โดยฝั่ง Value Investor
– ธุรกิจดี โรงแรมเป็นธุรกิจยาว แถมอาหารก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ดังนั้นน่าสนใจแต่ตอนนี้ราคายังสูงไปหน่อย (รอให้ราคาลงก่อน)

วิเคราะห์โดยฝั่ง Momentum Investor
– น่าสนใจ น่าเล่นรอบ ถ้าเข้าได้แล้วรีบขายก่อนจะเข้าช่วง Low Season ก็น่าจะเหมาะ แถมยังมีธุรกิจอาหารมาช่วยด้วย
มองว่าซื้อตอนนีก็น่าจะคุ้ม เพราะราคาน่าจะไปได้อีก

– SAMART –

คุณวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด มาพร้อมกับโชว์มือถือไอโมบายสวยมากในราคาเพียง 6,000 บาท (แอบโฆษณาแฝงด้วยนะเนี่ย ^^)

1. เปิดด้วยคำว่า “ไทยมี 3G แล้ว” แต่อยู่ในระหว่างการพัฒนา – -‘ แต่ยังไงก็ต้องมี แน่นอน

2. SAMART มีบริษัทลูกที่ดำเนินการดีๆ เน้นๆ อยู่สามบริษัท ได้แก่

– SAMTEL รับวางระบบเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ โดยเป็นผู้วางระบบ Boarding Pass ในสนามบินสุวรรณภูมิ
– SIM ขายมือไอโมบาย / BUG 1113 ที่รู้จักกันดี
– บริษัทลูกในเขมร ทำเรื่องของวิทยุการบิน นำร่องการบิน มีรายได้ค่อนข้างดี

3. บริษัทฯมีธุรกิจที่น่าสนใจคือ “Call center” โดยเป็น Outsource ให้กับทางบริษัทเอกชนและราชการ เช่น บางกอกแอร์เวย์ แอร์เอเชีย สำนักงานประกันสังคม โดยเริ่มต้นจากย้ายพนักงานที่ทำส่วนของเพจเจอร์เดิม (รู้จักกันไหม – -‘) มาเป็น Call center ให้กับหน่วยงานต่างๆ ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 3,000 คน มีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี

4. SAMART มองว่าเทคโนโลยีมีผลมากขึ้นกับเราทุกวัน มีการเติบโตที่ไม่หยุดนิ่ง อย่าง I-Mobile เองก็เริ่มขยายกลุ่มสินค้าไปยังสมาร์ทโฟน มากกว่าเดิม แถมเทคโนโลยีในปัจจุบันเปลี่ยนเร็ว คนเปลี่ยนมือถือบ่อยๆ

5. ปัญหาของ SAMART คือ รายได้ยังไม่นิ่งมาก เนื่องจากมีรายได้ภาครัฐเป็นหลัก แต่ว่าก็ยังมีข้อดีตรงที่รัฐไม่เบี้ยวหนี้ กับน่าจะมีโครงการใหม่ๆเยอะ เนื่องจากรัฐบาลนี้เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน

6. SAMART เป็นบริษัทมีการเติบโตต่อเนื่อง มีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ

วิเคราะห์โดยฝั่ง Value Investor
– ธุรกิจดี มีการเติบโตอย่างโดดเด่น แต่ระยะยาวยังน่ากังวลเนื่องจากรายได้ยังผันผวนอยู่

วิเคราะห์โดยฝั่ง Momentum Investor

– มองว่าน่าสนใจ ยิ่งกำลังอยู่ในระหว่างวางเครือข่ายต่างๆ แถมยังชำนาญด้านเทคโนโลยี (น้ำขึ้นช่วงนี้ให้รีบตักไว้) และบริษัทฯมีอัตราการเติบโตที่ดี เป็นใครจะไม่คว้า :)

– SPCG –

คุณวันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ขึ้นมาเป็นคนสุดท้ายของงานนี้ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทว่า เป็นผู้นำในการพัฒนาโครงการโซล่าฟาร์ม หรือระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เชิงพาณิชย์แห่งแรกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน จำนวน 34 โครงการ (ล่าสุดประมูลเพิ่มได้อีก 2 โครงการ)

1. SPCG เป็นบริษัทพลังงานน้องใหม่ที่มาแรง ใช้ชื่อว่า “Solar Farm” เน้นผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ตั้งแต่ปี 2552

2. รัฐมีการสนับสนุนให้อัตราส่วนเพิ่มจากราคาปกติ ประมาณ 8 บาท ช่วยสนับสนุนโครงการรักษ์โลก โดยคนรับซื้อหลักๆคือ การไฟฟ้า ซิ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ

3. SPCG มีพื้นที่ตั้งอยู่ในบริเวณภาคอีสานเป็นหลัก เน้นลงทุนในที่ดินของตัวเอง มีอากาศร้อนมาก เหมาะกับการผลิตพลังงาน และน้ำไม่ท่วมโรงงานแน่นอนเนื่องจากเป็นที่ราบสูง :)

4. ในช่วงแรกกสนพัฒนาโครงการยากมาก ธนาคารไม่ให้กู้ ยกเว้น KBANK ที่ยอมให้กู้ (แอบ Tie-in โฆษณาเล็กน้อย) แต่ก็ดีที่ได้ KBANK มาสนับสนุนทั้งด้านหาพันธมิตรและให้ความรู้ต่างๆ จึงทำให้มีวันนี้

5. ตอนนี้เริ่มต้นไปได้ประมาณ 20 โครงการแล้ว โดยตัวบริษัทยังอยู่ในช่วงพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง และมีการหาพันธมิตรเพิ่มเติม เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนอีกมหาศาล แนวโน้มของบริษัทมองว่าระยะยาวน่าจะไปได้สวย และปีหน้าอาจจะสามารถลงทุนได้ครบทั้งหมด 34 โครงการ

6. ตัวที่ใช้ทำ Solar Farm ใช้แผง Solar Cell จากทาง Kyocera ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่ดีมาก มีทั้งความมั่นคงและ
สภาพคล่อง (ว่ากันว่า Kyocera ไม่เคยต้องกู้หนี้ใคร) โดยปกติแล้วแผง Solar Cell มีอายุการใช้งาน ประมาณ 50 ปี แต่ว่าทาง Kyocera รับประกันให้ 25 ปี แต่ SPCG ไปตรวจสอบลูกค้าเก่าของทาง Kyocera มาแล้ว (อายุ 30 ปียังใช้งานได้) ดังนั้่นมั่นใจได้เลยว่าแผงที่ Kyocera ผลิตให้นั้นไม่มีปัญหาแน่นอน

7. ตอนนี้พลังงานแสดงอาทิตย์ยังมีราคา “แพง” อยู่ แต่ว่าแนวโน้มในอนาคตจะต้องมีคนหันมาใช้เยอะขึ้นแน่นอน เนื่องจากอีกประมาณ 10 ปีก็าซธรรมชาติของไทยใกล้จะหมดแล้ว ยังไงก็ต้องมีพลังงานอื่นมาทดแทนอยู่ดี

8. ที่ผู้ถือหุ้นขายทิ้งกันเพราะว่ามีกำไรมาก (บางคนตอนแรกซื้อที่ราคา 1 บาท ขายไปตอนที่ 15 บาท) เคยมีผู้ถือหุ้นคนนึงลงทุนไปแสนบาท แค่ตอนขายขายไป 2.5 ล้านบาท (โอ้วววววว สุดยอด)

9. ในอนาคต SPCG มีการวางแผนขยายธุรกิจไปทำ ROOFTOP ให้กับบุคคลทั่วไป (พลังงานแสงอาทิตย์ในบ้าน) คิดว่าน่าจะเติบโตได้ดีกว่านี้ เรื่อยๆ ขอแค่รอเวลาละกัน

วิเคราะห์โดยฝั่ง Value Investor
– ปกติ VI จะไม่มองธุรกิจใหม่ แต่พลังงานทดแทนแบบนี้มีมานานแล้ว มองว่่าประเทศไทยมีอากาศร้อน เหมาะกับการผลิตแถมยังมีอนาคตไกลด้วย โดยรวมแล้วน่าสนใจ

วิเคราะห์โดยฝั่ง Momentum Investor

– ตอนนี้ยังไม่ครบ ยังขาดเงินทุนอยู่ น่าจะใกล้เวลาที่จะเข้าซื้อแล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลาจนกว่าจะผลิตได้เต็มกำลังก่อน (Full Operate) แต่ว่าถ้าใครคันมือก็ทยอยซื้อแบบเบาๆ ได้

– บทสรุป –

บทสรุปสุดท้ายที่ได้จากทอล์กโชว์นี้ ก็คือ การลงทุนรูปแบบไหนก็น่าสนใจ พิจารณาเลือกแบบที่ชอบ และใช้ความรู้ผสมผสานเข้าด้วยกัน บางคนมองว่าการทำกำไรในตลาดหุ้นมันง่าย แค่เข้าๆออกๆก็ได้กำไรแล้ว แต่จริงๆแล้วยากมากกกกก เพราะในจังหวะที่ตัดสินใจเข้าหรือออกนั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่ตัดสินใจยากที่สุด

– Credit ภาพประกอบบทความ –
Thailand Investment Forum  และ KSecurities

.
.

และทั้งหมดนี้ก็เป็นรีวิวขนาดยาวมากๆๆ (ย้ำว่ามากกกที่สุดในชีวิตของการเขียนบล็อก) ซึ่งเป็นการบันทึกข้อมูลที่ได้รับจากการรับฟัง “ไฟแนนเชียล ทอลก์โชว์” ครั้งนี้ แต่ยังไงก็ขอแนะนำว่าจงอย่า “เชื่อ” สิ่งที่ได้รับทั้งหมดจากที่อ่านมานี้นะครับ หากใครสนใจจะลงทุนก็ขอแนะนำให้วิเคราะห์ศึกษาให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในหุ้นสักตัวหนึ่ง แต่ถ้าใครศึกษามาดีแล้วก็ตัดสินใจได้เลยส์

สำหรับวันนี้ก็คงต้องจบเพียงเท่านี้แล้วล่ะครับ ถ้าถูกใจบทความก็ฝาก Like & Share หรือถ้ามีข้อสงสัย ติชม แนะนำ ก็สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่หน้าเพจ “บล็อกภาษีข้างถนน”  คร้าบบบบบ

:D

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy