fbpx

เงินน้อยก็รวยได้ ตอนที่ 2 : ต้องมีคนรับผิดชอบเรื่องนี้!!

โพสต์เมื่อ: 07 ม.ค. 2013

ป้ายกำกับ: , , , , ,


หลังจากผ่านชีวิตของ “มนุษย์เงินเดือน” ไปประมาณ 2-3 ปี ฐานเงินเดือนก็ปรับเพิ่มขึ้น ผมเริ่มมีเงินเดือนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเงินจำนวนนี้เป็นจำนวนเงินที่เพียงพอที่ใช้จ่ายอย่างสบายๆ สำหรับคนหนุ่ม โสด ใจดี สปอร์ต กทม. มีรถขับ และกำลังเข้าสู่ยุคที่โทรศัพท์ (เริ่ม) ถ่ายรูปได้

แต่การที่ผมมีเงินเดือนมีเพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้ผมเริ่มต้น “ออม” แต่อย่างใด หลังจากที่หักเงินให้ที่บ้านในแต่ละเดือน เงินเดือนส่วนที่เพิ่มขึ้น ผมก็เอาไปใช้เพิ่มขึ้นแทน นับวันยิ่งใช้จ่ายหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ อะไรที่อยากได้ ก็ต้องได้ (ถ้ามีเงินในตอนนั้น) หนังสือ นิตยสาร ซีดีเพลง ซีดีหนัง หลายสิบชิ้นต่อเดือน ซื้อมาโยนทิ้ง ซื้อมาซ้ำก็มี ยังคงใช้ชีวิตไม่ต่างจากเดิม เสื้อผ้าแพงๆ ร้านอาหารอร่อยๆ ก็ยังเข้าเป็นประจำ

– เข้าร้านหนังสือไปดูหนังสือออกใหม่ ก็ต้องหยิบติดมือมาสักเล่ม โดยไม่ต้องตัดสินใจ!!!
– แวะซื้อของที่ห้างฯ ก็ต้องไปนั่งทานข้าวด้วย หรือไม่ต้องซื้อขนมติดไม้ติดมือมากิน
– ตอนเช้าก่อนทำงานต้องดื่มกาแฟ เที่ยงตบด้วยชานมไข่มุกแสนอร่อย เย็นขอน้ำผลไม้ปั่นอย่างดี หรือไม่ก็น้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยวอร่อยๆ
– จะไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถ ขนาดไปกินข้าวหน้าหมู่บ้าน (แม่มมม) ยังขับรถไปเลย
– อยากได้มือถือใหม่ ไม่ยากนี่ แค่ทำให้เครื่องเก่าพังไวๆ แปบเดียวก็ซื้อเครื่องใหม่แล้ว
– คอมพิวเตอร์นี่บ้านไม่แรงทันใจ ต้องอัพเกรดสักหน่อย 

จริงแล้วยังมีอาการประหลาดๆแบบนี้อีกมากมายครับ และการใช้จ่ายแบบนี้ก็ทำให้ผมเกิดอาการ “เงินขาดมือ” อยู่เรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นขนาดไหนก็ตาม จนผมเรียกอาการแบบนี้ของตัวเองว่า “อาการเสพติดการใช้เงิน” แต่จะให้ไปเลิกที่ไหนดีล่ะ ติดยาเค้าก็มีถ้ำกระบอก เสพติดการใช้เงินจะไปไหนได้ล่ะเนี่ยยยยย แหม่ คิดแล้วอยากย้อนเวลากลับไปจริงๆ!!!

– เค้ามี “เงินออม” กันหมดแล้ว –

เรื่องราวของคนที่ไม่รู้จักออมแบบผม ก็ดำเนินมาเรื่อยๆ สุขบ้างทุกข์บ้างกับการมีชีวิตแบบใช้เงินเดือนชนเดือน รูดการ์ดไม่ทันคิด ชีวิตมีแต่เรื่องใช้จ่าย มาตลอดๆๆๆ แต่แล้วก็มีวันนึง มันก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมคิดได้ว่า เอ๊ะ !! มันชักจะยังไงๆกับการใช้ชีวิตแบบนี้แล้วล่ะ!!!

วันนั้นเป็นวันศุกร์ก่อนสิ้นเดือน เพื่อนๆพี่ๆในกลุ่มที่ทำงานด้วยกันกำลังจะไปฉลองที่ร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งใจกลางเมือง แต่แล้วเจ้า “โจอี้” เพื่อนรุ่นเดียวกัน ก็บอกว่า “เฮัยแปบนึง กรูขอไปกดเงินก่อน”

“เฮัย กรูไปด้วย” ผมตอบอย่างรวดเร็วหลังจากที่เปิดกระเป๋าสตางค์ดูแล้วเห็นแบงค์ยิ่สิบอยู่สามใบ “เงินจะหมดแล้วแฮะ แวะไปกดบ้างดีกว่า”

พอไปถึงตู้เอทีเอ็ม ผมก็กดรหัส 4 หลัก (ต็อกๆๆๆ) แล้วถอนเงินออกมา 2,900 บาท (อารมณ์ของคนไม่อยากได้แบงค์พัน แหะๆ) เหลือบดูเห็นยอดเงินในบัญชีคงเหลือ 2,XXX บาท ทำเอาผมเศร้าไปสักพัก เหลืออีกตั้งอาทิตย์กว่าจะใช้พอยังไงล่ะเนี่ย

หลังจากนั้นก็ส่งต่อให้โจอี้เข้ามากดบ้าง ระหว่างที่โจอี้กำลังกดเงินอยู่นั้น ด้วยความที่ผมมีนิสัยชอบสอดรู้สอดเห็น เลยถือโอกาสแอบดูเงินมันซะหน่อย แฮร่ๆๆ สาวๆที่ออฟฟิศหลายคนเค้าเม้าท์กันว่าว่าไอ้โจอี้มันเก็บเงินเก่ง ไหนขอดูหน่อยสิว่ามันจะมีเงินเหลือสักเท่าไร ทำงานมาเกือบๆสามปีนี่ อย่างดีก็ห้าหมื่นละวะ!!! (ทำท่าคิดในใจแบบมีฟามสุข)

“ต็อก ต็อก ต็อก ต็อก” เสียงกดรหัสสี่หลัก พร้อมกับเครื่อง ATM ที่ทำงานอย่างว่องไว หลังจากนั้นมันก็ถอนเงินออกมา 1,900 บาท (ไอ้นี่มันก็ไม่ชอบแบงค์พันสองใบเหมือนกันแฮะ ผมแอบหัวเราะ) พร้อมกับเหลือบตาไปดูอย่างว่องไวที่ยอดเงินคงเหลือ อ๊ะ เห็นแล้ว!!!!

.
.

ยอดเงินในบัญชีคงเหลือของท่าน 4XX,XXX บาท

.
.

“เอ่อ… เฮ้ย โจอี้มึงเก็บเงินในบัญชีได้สี่แสนเลยหรือว่ะ”  ผมกลั้นใจถามออกใป (ในใจนึกสงสัยว่ามันต้องแอบขายตรง ได้เงินจากหวย ไม่งั้นก็มีสาวหมวยมาเลี้ยง แต่ที่ใกล้เคียงทีสุดน่าจะเป็นเงินของที่บ้านมันแน่ๆ )

“เออดิ ทำไมหรอวะ คนอื่นก็เก็บได้เหมือนกันนี่ มึงก็ทำเป็นเว่อร์ไปได้” โจอี้ตอบกลับมาเสียงเรียบๆ พร้อมกับยิ้มโชว์ฟันขาวสดใส

หลังจากที่โจอี้ตอบกลับมาใน วินาทีนั้น ผมนึกย้อนดูตัวเอง ภาพในอดีตที่แสนจะสดใสย้อนกลับมา…
– ในขณะที่เราใช้เงินแบบเดือนชนเดือน แต่โจอี้เก็บเงินจนมีใช้สบายไปเป็นปีๆ
– ในขณะที่เราทำงานดึกกลับบ้านด้วยรถส่วนตัว โจอี้เลือกขึ้นรถเมลล์แล้วเบิกค่าเดินทางจากบริษัท
– ในขณะที่เรากำลังเพลิดเพลินกับการใช้จ่าย โจอี้ก็เพลิดเพลินกับการเก็บออม

ทำไมชีวิตต้องเป็นแบบนี้ด้วยวะ!!! “ยังไม่มีเงินเก็บเลยสักบาท คนอื่นเค้าเก็บเงินไปไหนกันหมดแล้ว ถุ้ยยยย!!!

บอกตรงๆเลยว่า มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากครับ สำหรับที่คนทำงานมาได้สามปี แต่พอเหลียวมองตัวเองที่ผ่านมา กลับเห็นอดีตมัวแต่เพลิดเพลินกับการใช้จ่ายอยู่เสมอๆๆๆๆ กับคำถามตัวเองอยู่ตลอดว่า “เงินมันหายไปไหนหมด (วะ)”

ผมยังจำความรู้สึกแรกได้เลยว่า ในตอนแรกที่เข้าทำงานให่ม่ๆ ผมมีความหวังที่จะมีเงินเก็บเหมือนคนอื่นๆทั่วไป แต่มัวหลงสนุกอยู่กับการใช้จ่ายแบบไม่ต้องสนใจใคร อาจจะเพราะว่าไม่มีภาระ หรืออะไรก็แล้วแต่ พอมารู้สึกตัวอีกทีก็เห็นคนรอบตัว พี่ๆน้องๆเพื่อนๆ เริ่มมีเงินเก็บ เงินออม เป็นหลักหมื่นหลักแสน ทั้งๆที่บางคนมีรายได้น้อยกว่าผมครึ่งต่อครึ่ง

เฮ้ย!!! วิธีคิดของเรามันต้องมีอะไรที่ผิดพลาดแน่ๆ มันต้องมีคนรับผิดชอบเรื่องนี้ !!!!! (อ้ากกกกกกกก)

.
.

– มันเป็นความผิดของใครกันนนนน!!! –

จริงๆ แล้วเรื่องของไอ้โจอี้นี่ยังไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกตัวเท่าไรหรอกครับ ฉุกคิดขึ้นมาได้สักพักก็ลืมมันไป คล้ายๆกับเป็นผู้ชายหัวใจด้านชากับชีวิตแบบนี้ซะแล้ว อยากจะให้ตรูกลับตัวเรอะ รอไปก่อนเหอะ!!!

บอกตรงๆว่าความรู้สึกของผมหลังจากที่เห็นยอดเงินในบัญชีของ “โจอี้” มันก็เหมือนกับมีอะไรติดค้างในใจอยู่เรื่อยๆ อารมณ์มันเหมือนกับคนที่เป็นแผลแล้วไม่หาย ถ่ายไปแล้วก็ไม่สุด คอยมีคำถามตอกย้ำซ้ำๆอยู่แบบนั้นว่า “ทำไมวะ” ทำไมต้องเป็นแบบนี้” “ทำไมตรูมีแต่หาเรื่องใช้เงินฟระ” “เฮ้ออออ”

แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 2 เดือน ผมก็พบกับคำตอบ …

– โครงการรถคันแรกกับครอบครัวเอื้ออาทร –

เรื่องของเรื่องก็คืออยู่มาวันหนึ่ง รถคันเก่าของที่บ้านที่ผมใช้ขับไปทำงานประจำนั้น เกิดมีปัญหาขึ้นมา ทำนองว่า เครื่องไม่ฟิต สตาร์ทก็ไม่ติดง่ายเหมือนแต่เก่า อยู่ๆขับดีๆก็ไปดับกลางสี่แยกซะงั้น หรือติดๆดับๆช่วงรถติดก็บ่อย คุณพ่อและคุณแม่ก็เลยลงความเห็นให้ขายรถคันนี้ซะ แล้วไปซื้อคันใหม่!!!

เมื่อตัดสินใจจะขายรถทิ้ง คุณพ่อผมก็เลยจัดการเอารถคันเก่าที่สภาพใกล้พังไปขายที่เต้นท์รถ จนได้เงินกลับมาประมาณ 130,000 บาท แล้วก็เอาเงินมาให้ผมแล้วพูดสั้นๆว่า “ไปดาวน์รถคันใหม่ซะ!! แล้วก็เอาเงินเก็บของแกนั่นแหละมาโปะดาวน์จะได้ผ่อนน้อยๆหน่อย” (นี่พ่อพูดสั้นแล้วเหรอ??)

“ชิบหายแล้วกรู เกิดมาเคยมีเงินเก็บกับเค้าซักเมื่อไร” ผมคิดในใจแต่ก็ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกไป คุณแม่ก็ชิงพูดขัดขึ้นมาก่อน “โอ้ย จะไปผ่อนอะไรให้เสียเวลาเล่า ซื้อเงินสดไปเลยสิ!!!”

อั้ยย่ะ!!! ชิบหาย (รอบที่ 2) แล้วตรู เงินในบัญชีมีอยู่ไม่ถึงสามพัน ยังจะให้ซื้อเงินสด คันละตั้งหลายแสน สามพันแม่มมมซื้อยางได้เส้นเดียวละมั้งเนี่ยยย
“เอ่อ… คือว่าตอนนี้หนู เอ้ย ผมไม่มีเงินเก็บสักบาทเลยฮับ” ผมอ้อมแอ้มตอบพ่อกับแม่ไปเบาๆ (แอบหลบสายตา)
“ใครบอกว่าแกไม่มี!!!!” พ่อกับแม่พร้อมใจประสานเสียงถามกลับมา (ผมตกใจเงยหน้ามองพ่อกับแม่ เฮ้ย!! หรือว่าจะเป็นสมบัติเจ้าคุณปู่ที่แอบซ่อนไว้)

“ก็เงินที่แกให้พวกชั้นทุกๆเดือนนี่แหละ!! ไม่ได้ใช้ก็ต้องเป็นเงินเก็บแกอยู่ดี ไอ้ง่าววววว ตอนนี้ก็น่าจะเกือบๆสามแสนแล้ว รวมกับเงินที่ขายรถได้ส่วนที่เหลือเดี๋ยวพ่อกับแม่ช่วยกันออกให้  จะได้มีรถขับ แต่ให้ผ่อนคืนนะ จะได้สันดานไม่เสีย” พ่อกับแม่สลับกันพูดเสียงดัง (สรุปใจความได้ประมาณนี้ครับ ไม่รู้ใครพูดอะไรบ้าง ตอนนั้นผมกำลังเบลอ)

อาห์…. จริงๆแล้วเราก็มีเงินเก็บนี่หว่า เพียงแต่เงินเก็บอันนี้เป็นเงินของเราที่ให้พ่อแม่ไว้ใช้ แล้วพ่อแม่ก็เก็บไว้ให้เราอีกทีหนึ่ง แปลว่าเรากำลังเอาเงินพ่อแม่มาใช้อีกต่อ พ่อแม่ก็ไม่ได้เก็บสิฟระ!!! (กรุณาอ่านหลายๆรอบเพื่อความเข้าใจ)

หมายเหตุ : ขออนุญาตเท้าความไปสักนิดนะครับ เมื่อ “ตอนที่ 1” ผมเล่าไว้ว่าหลังจากที่ได้เงินเดือนมาในทุกๆเดือนผมจะหักเงินบางส่วนไว้ให้พ่อและแม่ แล้วจึงค่อยนำเงินที่เหลือไปใช้จ่าย โดยเงินที่หักไว้ในแต่ละเดือนเป็นแบบนี้ครับ

– ทำงานปีแรกผมหักเงินให้ที่บ้านเดือนละ 5,000 บาท คิดเป็นปีละ 60,000 บาท
– ทำงานปีที่สองผมหักเงินให้ที่บ้านเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 7,000 บาท คิดเป็นปีละ 84,000 บาท
– ทำงานปีที่สามผมหักเงินให้ที่บ้านเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 10,000 บาท คิดเป็นปีละ 120,000 บาท
รวมๆเงินเก็บสามปีแล้วก็ 246,000 บาท !!!!  >> ประมาณ 250,000 บาท (เยอะเหมือนกันนะเนี่ย)

พอลองมานั่งนึกๆดู ทำงานมาสามปีผมส่งให้เงินที่บ้านไปได้ตั้งสองแสนกว่าๆ ถ้าหากผมสามารถเก็บเงินของตัวเองได้แบบนี้บ้าง บางทีแล้วผมอาจจะซื้อรถได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องไปรบกวนพ่อกับแม่ พอนึกย้อนกลับไปมันก็เป็นเรื่องที่น่าตลกนะครับ เงินที่เราเก็บออมไว้โดยที่ไม่รู้ตัว แค่เดือนละไม่กี่พันบาท แต่สุดท้ายแล้ว เงินจำนวนนั้นกลับมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นมากได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

แต่สำหรับผมแล้วยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจมากกว่า “เงินที่เพิ่มขึ้น” นั่นก็คือ “ความรักของพ่อแม่ที่มีให้กับลูก” อยากให้เพื่อนๆทุกคนลองคิดดูเล่นๆบว่า ในชีวิตที่ผ่านมานี้ เคยมีใครบ้างไหมเอาเงินมาให้คุณสองแสนสามแสนบาท (หรือมากกว่านั้น) โดยที่ไม่หวังอะไรตอบแทน หรือเรียกร้องอะไรแม้แต่น้อยบ้างหรือเปล่า

นอกจากเรื่องเงินแล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ที่ไม่ว่าคุณอยากได้อะไรก็จัดหามาให้ แม้ว่าตอนนี้จะโตจนหมาเลียก้นไม่ถึง ทำงานมีเงินเดือนใช้แล้ว แต่พ่อกับแม่ของเราทุกคนก็ไม่วายที่จะต้อง “รัก” และ “ห่วง” โดยไม่ได้คำนึงถึงความสุขของตัวเองแม้แต่น้อย หรือแม้กระทั่งคาดหวังความรักตอบ (จากลูกๆบางคน)

หลังจากวันนั้นอีกประมาณเดือนกว่าๆ ผมได้ “รถคันแรก” มาพร้อมๆกับ “ความรู้สึกเริ่มแรก” ที่ทำให้ผมสำนึกตัวเองว่า นี่เรากำลังใช้ชีวิตแบบที่ทำให้ “พ่อแม่” ยังต้องเป็นห่วงอยู่หรือเปล่า แม้แต่เรื่องการเงินที่สามารถทำได้ง่ายๆ อย่างเช่น การออมเงินเพื่อ “ตัวเอง” แท้ๆ ยังทำไม่ได้เลย…

สิ่งที่ผ่านมาในชีวิตการทำงานตลอด 3 ปีนั้น ทำให้ผมรู้สึกตัวว่า ผมกำลังทำสิ่งที่ผิดพลาด และใช้ชีวิตแบบ พลาดผิด มาโดยตลอด และมันคงถึงเวลาแล้วล่ะที่ผมจะต้องปรับปรุงตัวเองใหม่ซักที

แต่จะทำได้หรือเปล่านั้น โปรดติดตามตอนต่อไปครับ :)

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy