fbpx

ภาษีเงินได้และมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร

โพสต์เมื่อ: 29 ต.ค. 2010

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,


เรื่องของมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ถือเป็นเรื่องของบทนิยาม คำจำกัดความต่างๆ ซึ่งหากมีคำนิยามเป็นการเฉพาะในประมวลรัษฎากรแล้วให้ถือตามข้อกฎหมายนั้นๆ แต่ถ้าไม่มีให้กลับไปที่กฎหมายทั่วไปหรือระเบียบทั่วไป ซึ่งในส่วนของภาษีเงินได้ ก็คือ มาตรา 39 นั่นเอง
ก่อนที่จะพิจารณาเนื้อหาลองมาดูคำจำกัดความเบื้องต้นของมาตรา 39 กันก่อน
มาตรา 39  “เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย
เมื่อถอดความจากข้อความข้างบน เราจะทราบว่า เงินได้พึงประเมิน” หมายความถึง เงินที่เป็นตัวเงิน คือ ถ้าหากได้รับเงินเมื่อไร ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินทันที โดยเงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งคำว่า “ที่ไดัรับ” นี่คือที่มาของคำว่า “เกณฑ์เงินสด” เพราะถ้าหากไม่ได้รับ ก็จะไม่เข้าคำว่าเงินได้พึงประเมิน ส่วนคำวา ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินต้องนำมาพิจารณาในเรื่องการประเมินมูลค่า ว่าจะประเมินเมื่อไรเมื่อไหร่ เช่น การได้รับหุ้น ก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน เพราะว่า มันเป็นทรัพย์สินที่ได้รับมาแล้วก็คิดคำนวณได้เป็นเงินได้
แต่ปัญหาของการตีความก็ คือ เงินได้พึงประเมินดังกล่าวจะถือเอาวันที่ได้รับ หรือ วันที่ขาย (ทรัพย์สิน) ในการพิจารณา “มูลค่า” ซึ่งกฎหมายก็ได้กำหนดไว้ในมาตรา 9 ทวิ ว่า ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์นั้น ซึ่งชี้ชัดไปเลยว่า เมื่อได้รับมาก็ตีมูลค่า ณ วันที่ได้รับทันที ดังนั้นเวลาพิจารณาคำจำกัดความเบื้องต้นของมาตรา 39 จะต้องนำมาโยงกับมาตรา 9 ทวิเสมอ
นอกจากเงิน หรือทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้รับแล้ว ยังรวมถึง เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 ต้องถือเป็นเงินได้พึงประเมินด้วย เช่น นายจ้างออกค่าภาษีให้กับลูกจ้าง เงินค่าภาษีดังกล่าวต้องถือเป็นเงินได้ด้วย และมักจะมีคำถามตามมาว่าเงินค่าภาษีที่ออกให้นั้น เป็นเงินได้ประเภทไหนใน 8 ประเภท ซึ่งคำตอบจะอยู่ในวรรคท้ายของมาตรา 40 คือ “เงินค่าภาษีตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทใด ไม่ว่าทอดใดหรือในปีภาษีใดก็ตาม ให้ถือเป็นเงินได้ประเภทและของปีภาษีเดียวกันกับเงินได้ที่ออกแทนให้นั้น” ดังนั้น ถ้าจะออกแทนให้สำหรับประเภท (1) สำหรับเงินที่ได้จากการจ้างแรงงาน  เงินค่าภาษีที่ออกให้ก็เป็น (1) แล้วก็เป็นเงินได้ประเภทเดียวกัน และเป็นในปีภาษีเดียวกันกับเงินได้ที่ออกแทนให้ด้วย
“ปีภาษี” หมายถึง “ปีปะดิทิน” แล้วก็มีอีกคำหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” ในทางภาษีเราจะเห็นอยู่ 2 คำ “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” แปลว่า ผู้ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล  และอีกคำคือ ”นิติบุคคลอื่น”  นิติบุคคลทั่วไปไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสมอไป แปลว่า “นิติบุคคลอื่น” ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การทางพิเศษ รัฐวิสาหกิจที่ยังไม่แปรรูป เป็นนิติบุคคล แต่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื่องจากไม่ได้อยู่ในนิยามของคำว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”
การวิเคราะห์เรื่องภาระภาษีเงินได้ คำถามแรกที่ต้องพิจารณาก็คือ เจ้าของเงินได้คือใคร ถ้าเป็น “บุคคลธรรมดา” เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้าเป็น “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ถ้าไม่ใช่เลย ไม่มีประเด็นภาษีเงินได้ เช่น “นิติบุคคลอื่น” ตัวอย่างเช่น การทางพิเศษ ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ หรือรัฐวิสาหกิจที่ยังไม่แปลงรูป พวกนี้ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แต่เป็นนิติบุคคล…
error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy