fbpx

[บทความวารสาร] ปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่


ตีพิมพ์ครั้งแรก : วารสาร CPD Account : February 2013 :Vol.10 No.110
สำนักพิมพ์ : ธรรมนิติ

ช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันที่ 18 ธันวาคม 2555 ในระหว่างที่นักบัญชีและผู้สอบบัญชีกำลังเตรียมตัวพักผ่อนในปีใหม่ที่ใกล้จะถึงแบบสบายๆ กลับมี “ข่าวใหญ่” เกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  โดยทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติมาตรการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากเดิมใช้อัตราภาษีเงินได้ประเภท “5 ขั้นอัตรา” เป็น “7 ขั้นอัตรา” และจะบังคับใช้ใน “ปีภาษี 2556” ที่จะต้องยื่นรายการในปี 2557 เป็นต้นไป

ผู้เขียนคิดว่า ทางนักบัญชีและผู้สอบบัญชีหลายๆท่านที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่คงจะพอทราบข่าวการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นประเด็นที่พูดคุยกันในวงกว้างขวาง และเป็นที่ถกเถียงกันว่าจะมีผลกระทบหลายอย่างเกิดขึ้นทั้งในเรื่องของผลของการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จะต้องลดลงอย่างแน่นอน เอ๊ะ!! แต่ภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ลดลงเหมือนกัน หรือทางสรรพากรจะออกมาเก็บภาษีบริษัทฯห้างร้านมากขึ้นกันแน่ ฯลฯ

แต่ “ประเด็นสำคัญ” สำหรับกรณีการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ได้ทำให้เกิดข้อสงสัยจากหลายๆท่านว่า แท้ที่จริงแล้ว “ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์” กันแน่ ระหว่าง “คนรวย คนชั้นกลาง หรือคนจน” ดังนั้น จึงเป็นที่มาของบทความ “ปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่”ที่จะมาพิสูจน์ให้เห็นกันไปเลยว่า ใครกันแน่ที่จะได้ประโยชน์

ก่อนอื่น ขออนุญาตเปรียบเทียบระหว่าง “อัตราภาษีเงินได้แบบเก่า” กับ “อัตราภาษีเงินได้แบบใหม่” ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง โดยจะเห็นได้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงตามตารางด้านล่างนี้

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2556

จากข้อมูลในตารางเราจะเห็นว่า ยิ่งมีเงินได้สุทธิเพิ่มขึ้น จำนวนภาษีที่ประหยัดได้ก็น่าจะมากขึ้น จาก 7,500 บาทเป็น 12,500 บาทและ 50,000 บาท แสดงว่าคนที่มีรายได้มากก็น่าจะได้รับสิทธิประโยชน์จากการปรับลดภาษีครั้งนี้มากกว่าคนที่มีรายได้น้อย ใช่ไหมครับ?

เอาล่ะครับ เพื่อให้ทุกท่านๆเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น มาลองดูกันต่อว่า ถ้าหากเรานำคนหลายๆคน ที่มีเงินได้สุทธิที่แตกต่างกันไปตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก (300,000 บาท – 8,000,000 บาท) มาคำนวณภาษีเพื่อเปรียบเทียบจำนวนภาษีที่ลดลงกับภาษีที่ต้องจ่าย และเงินได้สุทธิ จะมีผลอย่างไรบ้าง

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่)

จากผลการคำนวณที่เราต้องการทราบ ออกมาดังตารางข้างต้น จะสังเกตเห็นได้ว่าแต่ละคนสามารถประหยัดภาษีได้ในจำนวนที่แตกต่างกันไป โดยคนที่มีรายได้สูง ถึงแม้จะประหยัดภาษีได้จำนวนที่มากกว่า แต่ยังคงต้องเสียภาษีมากกว่าคนอื่นๆ ทั้งในด้าน “อัตราภาษีเฉลี่ย” และ “จำนวนเงิน” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีรายได้มากยังคงต้องเสียภาษีมากกว่าผู้ที่มีรายได้น้อย (ตามรูปแบบของอัตราภาษีแบบขั้นบันได) โดยที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเท่าไรนัก

แต่ถ้าหากเรานำ “ภาษีที่ลดลง” มาคำนวณออกมาเป็นอัตราส่วนเปรียบเทียบกับ “จำนวนภาษีเดิม” และ “เงินได้สุทธิ” แล้ว ผลที่ออกมาจะกลับตาลปัตรเป็นดังนี้

  1. เมื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนภาษีที่ลดลงกับภาษีที่ต้องจ่าย จากตารางจะเห็นว่าคนที่สามารถประหยัดภาษีในสัดส่วนที่มากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ ผู้ที่มีรายได้ 300,000 บาท, 750,000 บาท และ 2,000,000 บาทตามลำดับ (50.00% / 23.53% / 16.09%)
  2. เมื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนภาษีที่ลดลงกับเงินได้สุทธิ เราจะเห็นว่าฝ่ายที่ได้ประโยชน์มากที่สุด คือ ผู้ที่มีเงินได้สุทธิ 2,000,000 บาท จะได้รับผลประโยชน์สูงสุดกว่าคนอื่นๆ (3.50%) ตามมาด้วยกลุ่มคนที่มีรายได้ 750,000 บาท (2.67%) และ 300,000 บาท (2.50%) ตามลำดับ

จากตารางข้างต้นทำให้เราสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีดังกล่าวมีผลกระทบที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มคนชั้นกลางมากที่สุดในเรื่องของการประหยัดภาษีเมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่าง “ภาษีที่ลดลง”กับ “เงินได้สุทธิ” ส่วนคนที่มีรายได้น้อยจะได้ผลประโยชน์ของการประหยัดภาษีมากที่สุด หากเรามองในมุมของสัดส่วน “ภาษีที่ลดลง” เปรียบเทียบกับ “ภาษีที่ต้องจ่าย” และสุดท้ายคนที่มีรายได้สูง จะประหยัดภาษีในรูปแบบที่เป็น “ตัวเงิน” มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม “การลดอัตราภาษี” เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ทำให้ “คนทุกคน (ที่เสียภาษี)” ได้ประโยชน์ แม้ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่า จะเลือกมองในมุมไหน แต่มี “ผู้เสียผลประโยชน์” อยู่แน่ๆ ก็คือ “รัฐ” เพราะสามารถจัดเก็บภาษีได้น้อยลง ดังนั้นสิ่งที่นักบัญชีและผู้สอบบัญชีทุกท่าน ควรจะติดตามต่อไปก็คือ หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราการจัดเก็บภาษีที่ลดลงแล้วทางรัฐบาลเองจะมีมาตรการในการดำเนินการเพื่อรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนอยากขอจะฝากให้ท่านนักบัญชีและผู้สอบบัญชีทุกท่านนำไปพิจารณา คือ เมื่อเราได้รับประโยชน์จากการประหยัดภาษีแล้ว เราจะนำเงินในส่วนที่ประหยัดได้นั้นไปทำอะไรต่อ ถึงจะเรียกได้ว่า สามารถบริหารและจัดการเงินได้ดี ให้สมกับเป็นนักบัญชีที่มีคุณภาพ มากกว่าใครจะได้ประโยชน์มากกว่าหรือน้อยกว่าเราบ้าง คิดมากไปพาลจะปวดหัวเสียเปล่าๆ

:D

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy