fbpx

เงินน้อยก็รวยได้ ตอนที่ 9 : เวลามันคือคำตอบ (ของนักบริหาร)

โพสต์เมื่อ: 22 มี.ค. 2013

ป้ายกำกับ: , , , , , ,


หลังจากจบ “ตอนที่ 8” ไปก็ไม่มีเวลาเขียนเรื่องใหม่สักที (แฮร่) เนื่องจากช่วงนี้ตัวผมเองติดภารกิจสำคัญหลายๆอย่างครับ เลยไม่ได้มาเขียนตอนต่อไปสักที วันนี้ได้ฤกษ์ดีขอ (แอบ) อู้งานสักวันมาเขียนต่อในตอนที่ 9 ไม่งั้นเดี่ยวจะเขียนซีรีย์ชุดนี้ไม่จบ (อิอิ)

ก่อนที่เราจะเริ่มต้นตอนต่อไปกับ “เงินน้อยก็รวยได้” (Version บล็อก) ผมขออนุญาตนำบทความที่เกี่ยวกับเวลาเรื่องหนึ่งมาแชร์ให้เพื่อนๆอ่านกันก่อน เพราะคิดว่าเรื่องนี้น่ามีประโยชน์สำหรับเพื่อนๆหลายคน แต่ถ้ามีเพื่อนๆคนไหนรู้สึกคุ้นๆว่าเคยอ่านไปแล้ว ผมคงต้องขอรบกวนให้อ่านซ้ำอีกสักทีละกันนะครับ (ฮา)

– คุณค่าของเวลา –

สมมติว่าในตอนเช้า
คุณมีเงินอยู่ในบัญชี 86,400 บาท
แต่มันจะไม่เพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป
และทุกๆเย็นเงินจำนวนนี้จะกลายเป็นศูนย์ ถ้าหากว่าคุณไม่ใช้มันเลย

ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำอย่างไร??
แน่นอนว่า…คุณคงถอนมันออกมาทุกบาททุกสตางค์ แล้วใช้จนหมดเกลี้ยงใช่ไหมครับ

เชื่อหรือไม่ว่า คนเราทุกคนล้วนมีตัวเลขจำนวนนี้อยู่ในธนาคารของตัวเอง
ตัวเลขนี้คือ “เวลา” นั่นเอง

ทุกๆ เช้าเราจะมีเวลา 86,400 วินาทีเป็นของเรา แต่เมื่อถึงเวลาเข้านอนมันก็หมดไป
และยิ่งถ้าหากว่าคุณไม่ได้นำเวลาที่มีไปใช้ให้เป็นประโยชน์
นั่นหมายความว่าคุณกลายเป็นผู้ที่ขาดทุน

คุณไม่สามารถเรียกเวลาที่ผ่านไปให้กลับคืนมาได้
เวลาที่คุณมี จะอยู่ในตอน “ปัจจุบัน” เท่านั้น ไม่ใช่เมื่อวานหรือพรุ่งนี้
เพราะคุณไม่อาจนำเวลาเหล่านั้นมารวมกันได้

ฉะนั้น ควรนำเวลานี้ไปลงทุนในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคุณที่สุด
แล้วจะพบว่าคุณได้รับมันกลับคืนมา ในรูปของความสุขความสำเร็จและความเป็นอยู่ที่ดี

และนี่คือคุณค่าของ สิ่งเล็กๆที่เรียกว่าเวลา นั่นเองครับ
(แปะๆๆๆๆ ขอเสียงปรบมือด้วยนะฮ้าฟฟฟ)

แหม่ … ขอ (แอบ) สารภาพเลยว่า ในทุกๆครั้งที่ผมอ่านจบทีไร รู้สึกเหมือนมีไฟร้อนแรงมาจี้ตรงกลางหัวใจ แบบว่า อารมณ์มันขึ้นจริงๆๆๆๆๆ จนอยากร้องตะโกนดังๆออกมาว่า “นับตั้งแต่นี้ชั้นจะไม่ให้เวลาสูญเปล่าอีกต่อไป ไอ ไอ ไอ ไอ …. (แต่แล้วก็มอดลงในอีก 2 ชั่วโมงถัดมา ตรึ๊งงง โป๊ะ…!!!)

เอาล่ะ… หลังจากที่ฟังเรื่อง “เวลา” จบลงไปแล้ว
คราวนี้ลองมาฟังเรื่องของผมดูบ้างนะครับ…

– เวลาไม่เคยพอ –

ก่อนที่จะเริ่มต้นเรียนปริญญาโท มีเพื่อนพี่ๆน้องๆหลายคนเอ่ยปากเตือนผมด้วยความหวังดีว่า “เฮ้ย (บัก)หนอม รู้ไหมว่าเรียนโทมันเหนื่อยมากนะ” และมันจะ “เหนื่อยมากที่สุด” สำหรับคนที่มีภาระในชีวิตอย่างเช่น ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย หรือมีธุรกิจส่วนตัวต้องดูแล รับรองได้เลยว่าเหนื่อยจนต้องร้องซี้ดดดดดด!!!! (นี่มันเหนื่อยหรือว่าอะไรกันแน่ – -“)

ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อหรอกครับ แอบหัวเราะเยาะ (ในใจ) เสียด้วยซ้ำว่า “เว่อร์ไปๆๆๆ” ใครมันจะไปเหนื่อยขนาดนั้นฟระ!!! แต่พอลองได้เรียนไปสักเทอมแล้วล่ะก็ แหม่ … มันช่าง “เหนื่อยโคตรๆ” เลยล่ะคร้าบบบบบ

จริงๆแล้ว หลักสูตรทางด้าน “บัญชี” ที่ผมเลือกเรียนนั้น ถือว่าไม่เหนื่อยมากเท่าไรเมื่อเทียบกับหลักสูตรอื่นๆ (เช่น MBA – อันนี้่คิดเองนะครับ แหะๆ) ยิ่งถ้าหากสามารถตัดพวกรายงานต่างๆที่ต้องทำกันแบบข้ามวันข้ามคืนออกไป (TwT) รวมถึงกิจกรรมต่างๆของมหาวิทยาลัยที่ต้องเข้าร่วม ถือว่าชิลๆ สบายๆเลยล่ะครับ (แต่ว่าความเป็นจริง เราไม่สามารถตัดเรื่องนี้ไปไม่ได้หรอกนะคร้าบบบ ดังนั้นก็ยังคงเหนื่อยเหมือนเดิม แหะๆๆๆ)

– เหนื่อย –

โดยส่วนตัว สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึก “เหนื่อยที่สุด” คือ “การบริหารจัดการเวลา” เพราะว่าเวลาที่ผมเรียนปริญญาโทนั้น มันเป็นเวลาเดียวกันกับที่ผมต้องทำงาน (พิเศษ)  !!!

บ่องตงๆ (บอกตรงๆ) ว่าการที่ต้องทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานประจำ (ข้าราชการ) ธุรกิจของที่บ้าน งานส่วนตัว (รับทำ SEO และ Affiliate) แถมยังต้องมีเรื่องเรียนโทเพิ่มเข้ามา มิหนำซ้ำยังมีเรื่องจิปาถะอีกมากมาย ฯลฯ พอเรื่องพวกนี้มันเข้ามาในเวลาเดียวกันหมดทีไร ผมจะเกิดอาการปวดหัวตึ๋บๆๆๆๆ บวกกับความรู้สึกว่า “เวลามันไม่เคยพอ”

แต่อย่างที่ว่า เมื่อ “เวลา” มีอยู่มันจำกัด (จนไม่พอ) แต่ภาระที่มีอยู่มันไม่จำกัด (จนไม่ทัน) ก็ต้องจัดการมันสักหน่อยแล้ววววววววววว …

– จัดการเวลาให้อยู่หมัด –

อย่างที่บอกไปแล้วตั้งแต่แรกแล้วว่า เวลาที่เสียไปกับการเรียนปริญญาโท คือเวลาเดียวกันกับ งานพิเศษ ซึ่งเราต้องเลือกอะไรอย่างนึง ได้อย่างก็ต้องเสียอย่างแน่นอนอยู่แล้วครับว่า ผมต้องเลือกงานพิเศษ .. เย้ยยยย เลือกเรียนปริญญาโทสิคร้าบบ !!!

เมื่อตัดสินใจเลือก “กระดาษใบเดียว” แทน “แบงค์พันหลายใบ” (แถมยังต้องเอาไปจ่ายแลกกระดาษมาด้วยนะ เอ้า!! ) สิ่งแรกที่ผมต้องรีบตัด(สิน)ใจอย่างเร่งด่วนที่สุด คือ “โอนงานให้คนอื่นทำ” ซึ่งก็เป็นโชคดีที่ยังพอมีเพื่อนฝูงในวงการอินเตอร์เน็ตอยู่บ้าง แต่สามารถไหว้วานจนผมสามารถหาผู้รับช่วงงานต่อได้ทันที (แม้ว่าจะไม่เคยเจอหน้าก็ตาม)

ใช่แล้วครับ!!! เมื่อเราไม่มีเวลาทำงาน แต่ดันเจือกไปรับเค้ามาแล้ว เราก็ต้องหาคนมาทำงานแทนเราให้ได้ เพราะว่าเราต้อง “รับผิดชอบ” ในทุกๆงานที่ลูกค้าจ้างให้ดีที่สุด เพราะสำหรับผมแล้ว “เสียเงินเท่าไรไม่ว่า ขอให้ (ข้า) ไม่เสียชื่อเสียงก็พอ”

ผมเชื่อว่าทุกๆคน และทุกๆอาชีพ อยากทำงานสบายที่มีรายได้ดี ไม่ต้องเหนื่อย (ผมก็อยากได้เหมือนกัน) แถมยังมีอีกหลายๆคน เลือกจะทำงาน “เพื่อเงิน” มากกว่าทำงานเพราะ “ความรัก” แต่อย่างไรก็ตามเราต้องไม่หลงลืมคำว่า “รับผิดชอบ” ด้วยนะครับ

สมมุติว่ามีแค่ 1 งานที่เราทำผิดพลาดจาก 100 งาน เราอาจจะมองว่ามันเป็นแค่เพียง 1% ที่ไม่ได้มีผลอะไร แต่สำหรับลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างแล้วงานนั้นคือ 100% ของเค้านะครับ เพราะเป็นงานชิ้นเดียวที่เค้าจ้างเรา ซึ่งทำให้เค้าตัดสินใจได้เลยว่า จะลาขาดกับเรา หรือ ใช้งานเราต่อ ใช่ไหมครับ

อย่าหาว่าสอนกันเลยนะครับ แต่อยากให้คิดแบบนี้กันจริงๆ แล้วสังคมนี้จะน่าอยู่มากขึ้นเลยล่ะครับ :)

– จัดการค่าใช้จ่ายให้อยู่ตัว –

(กลับมาเรื่องของผมต่อ) เมื่อ “รายได้” จากการทำงานพิเศษน้อยลง สิ่งต่อมาที่เราต้องรีบจำกัดก็คือ “การใช้จ่าย” ดังนั้นผมยังคงใช้การจัดการเงินเหมือนเดิมคือ “ออมเงินก่อนใช้” อยู่เสมอๆ และแบ่งส่วนที่เหลือไปเพื่อใช้จ่าย

ตารางรายได้รายจ่าย(รูปตัวอย่างประกอบเฉยๆนะคร้าบบบ)

แต่ว่าไปแล้ว ในช่วงที่ผมต้องเจอกับ “ความโชคร้าย” และความเหนื่อยยาก ก็ยังมี “เรื่องราวดีๆ” รออยู่บ้าง นั่นก็คือ อยู่ดีๆ รายได้จากเวปไซด์พวก Affiliate ที่ผมทำไว้ก็เพิ่มสูงขึ้นมากกๆๆๆๆๆ โดยที่ไม่มีสาเหตุ!!! หรือเรียกว่าอาจจะเป็นความโชคดีที่เกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัว (ฮาาา)

เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นมาก ผมจึงรีบสังเกตว่ามาจากอะไร และจับจังหวะหาหนทางที่จะเพิ่มรายได้ในส่วนนี้ให้มากที่สุด เพื่อรองรับในส่วนที่ขาดหายไปจาก “เวลา” (ที่ต้องแบ่งค่าใช้จ่ายไปจ้างคนอื่น) โดยวิธีการนำเงินออมบางส่วนมาลงทุนบ้าง (คราวนี้ไม่พลาดแล้วครับ แบ่งสัดส่วนอย่างดีเลย อิอิ)

ส่วนรายได้ในการรับจ้างโปรโมทเวปไซด์ หรือ SEO ก็เพิ่มขึ้นจากลูกค้าที่เข้ามาในช่วงนั้นหลายๆท่าน มีงานหมุนเวียนมาให้ตลอด ทำให้มีรายได้เข้ามาเยอะขึ้น แม้ว่าจะมีรายจ่ายเยอะขึ้น(จากค่าจ้าง) แต่ผมก็ยังโอเคอยู่เพราะรายได้โดยรวมจาก สมการต่อไปนี้ (ฮาา)

ลูกค้าใหม่ + รายได้(โชคดี) – ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น >> ทำให้รายได้โดยรวมเพิ่มขึ้น

และจากงานพวกนี้เองแหละครับที่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยส่งเสียให้ผมเรียนจนจบปริญญาโทได้ แถมยังมีเงินเก็บมาอีกก้อนหนึ่งเสียด้วยสิ

– เวลาผ่านไปรวดเร็ว –

ในช่วง 2 ปีที่เรียนปริญญาโทนั้น ผมรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วมากครับ (เพราะทำงานทั้งวันทั้งคืน 555) ได้รับทั้งสิ่งดีๆเกิดขึ้นหลายอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพจากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายท่าน รวมถึงความรับผิดชอบของตัวเองที่มีมากขึ้นและที่สำคัญที่สุดคือ “การบริหารจัดการเวลาที่ดีขึ้น”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็มีสิ่งที่แย่เหมือนกันครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “ความเหนื่อย” และ “สุขภาพ” ที่เสียไปบ้าง (ป่วยหนักเป็นช่วงๆ) แต่ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับผมครับ ที่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น และรู้ (สำนึก) ไว้เลยว่า ไม่ว่าจะมีเงินแค่ไหนก็ซื้อสุขภาพกลับมาไม่ได้ :)

– รสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไป –

หลังจากเรียนจบปริญญาโทมาได้สักพัก กลับมาใช้ชีวิตของมนุษย์เงินเดือนตามปกติ และผมก็เริ่มรู้สึกตัวว่า ผมชักจะเบี่ยงเบน อ๊ะ!!! ไม่ใช่เบี่ยงเบนทางเพศนะครับ แต่เป็นการเบี่ยงจากความชอบในเรื่องของ “บัญชี” กลายมาเป็น “ภาษี” มากขึ้นและความชอบนั้นเองทำให้กลายมาเป็นจุดกำเนิดของ “บล็อกภาษีข้างถนน” ในที่สุด !!!

(โปรดติดตามจุดกำเนิดของบล็อกภาษีข้างถนนในตอนต่อไป …)

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy