fbpx

การเช่ารถยนต์ต้องหัก ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย หรือไม่


สำหรับกรณีปกตินั้น การเช่ารถยนต์ เข้าลักษณะเป็นการให้เช่าทรัพย์สินตามมาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เงินค่าเช่าเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายค่าเช่ามีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5.0 ทั้งนี้ ตามข้อ 6 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528

แต่หากสัญญาให้เช่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็น สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง โดยบริษัทฯ ผู้ให้เช่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินและนำออกให้เช่าโดยให้คำมั่นว่า เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า ผู้เช่ามีสิทธิเลือกที่จะซื้อทรัพย์สินที่เช่าหรือส่งคืนทรัพย์สินนั้นให้ผู้ให้เช่าก็ได้ และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1. ผู้ให้เช่าเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนที่ได้รับชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท และเป็น ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร
2. ผู้เช่าเป็นนิติบุคคล
3. กำหนดเวลาเช่า ต้องมีระยะเวลาตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เว้นแต่ทรัพย์สินที่ให้เช่าเป็นทรัพย์สินที่ผู้ให้เช่ายึดมาจาก ผู้เช่ารายอื่น ระยะเวลาในการให้เช่าอาจไม่ถึง 3 ปีก็ได้

กรณีการให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งข้างต้น บริษัทฯ ผู้ให้เช่าจะไม่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5.0 ตามข้อ 6 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 176/2552 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

กรณีบริษัทฯ ทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญาเช่ารถยนต์เพื่อต่ออายุสัญญาเช่ารถยนต์ออกไป หากได้กระทำภายในระยะเวลาก่อนที่สัญญาเดิมสิ้นสุดลงและตามสัญญาเช่ารถยนต์ให้ถือเอาข้อตกลงต่อท้ายสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่ารถยนต์ ถือว่าการเช่าทรัพย์สินดังกล่าวมีระยะเวลาตามสัญญาเช่ารถยนต์รวมเข้ากับระยะเวลาตามข้อตกลงต่อท้าย

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy