fbpx

เงินน้อยก็รวยได้ ตอนที่ 10 : บทสรุปของชีวิต

โพสต์เมื่อ: 04 เม.ย. 2013

ป้ายกำกับ: , , , , ,


วันนี้พอจะมีเวลาว่าง เลยถือโอกาสนั่งอ่าน “เงินน้อยก็รวยได้” ตอนเก่าๆที่เขียนลงใน “บล็อกภาษีข้างถนน” ำให้รู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปไวจริงๆ เผลอแป๊บเดียวเขียนมาได้ 3 เดือนแล้ว แถมยังเขียนมาเรื่อยๆได้ถึง 9 ตอนซะด้วย

มาถึงตอนที่ 10 นี้ ผมเลยคิดว่า “บทความประสบการณ์ชีวิต (แบบบ้าๆบอๆ)” ควรจะเดินทางมาถึงตอนสุดท้ายเสียที ซึ่งตรงกับความตั้งใจของผมที่แอบคิดไว้ว่าไม่อยากให้เรื่องราวยาวเกินกว่า 10 ตอน เพราะเขียนไปเขียนมาเจ้าคนเขียนมันชักจะติดลมเข้าทุกทีๆ เดี๋ยวเรื่องมันจะจบไม่ลง (แฮร่)

และแล้วงานเลี้ยงก็มีวันเลิกรา นิยายของผมก็ต้องมีตอนจบกับเค้าเหมือนกัลลลลล และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาและค้างคาใจ ในตอนสุดท้ายนี้ผมขอเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาและเล่าชีวิตในทุกๆวันนี้ของผมให้เพื่อนๆ ฟังไปพร้อมๆกันเลยละกันคร้าบบบ

– เรียนจบแล้วไปไหน –

หลังจากที่เรียนปริญญาโทจบ ผมก็ค้นพบสัจธรรมตามเพลงของพี่ตูน Bodyslam คือ “ยิ่งรู้ (แม่ม) ยิ่งไม่เข้าใจ!!” เพราะไม่ว่าจะเรียนมากขึ้นเท่าไร เรียนสูงไปสักแค่ไหน จะมีปริญญามากมายกี่ใบ แต่สุดท้ายแล้ว ยังมีเรื่องราวต่างๆอีกมากมายที่เรา “ไม่รู้” อยู่ดี  (โปรดฟังเพลงประกอบ)

ดังนั้นใบปริญญาโทที่แปะติดอยู่ที่ฝาบ้าน สำหรับผมแล้วมันก็เป็นเพียงแค่ “กระดาษ” ใบหนึ่งที่มองเห็นทีไร ก็ต้องแอบยิ้มด้วยความภาคภูมิใจว่า วะฮะฮะฮ่าาาา เราอดทนผ่านช่วงเวลานั้นมาได้เหมือนกันเว้ยเฮ้ย!!!

แต่พอยิ้มเสร็จไม่ทันไร ต้องหลบมุมมาแอบเศร้าด้วยความสลดว่า เรียนมาตั้งเยอะแล้วก็ยังไม่ได้เรื่องอยู่ดี ( นี่มันอารมณ์แปรปรวนชัดๆๆ TwT)

– สำรวจตัวเอง –

เมื่อหมดภาระไปหนึ่งอย่าง ผมก็กลับเข้าสู่ชีวิตประจำวันตามปกติเหมือนเคย คือ ตอนเช้าถึงเย็นทำงานประจำ และใช้เวลาว่างในตอนค่ำๆทำงานส่วนตัวและงานที่บ้าน พร้อมกับเริ่มที่จะสำรวจความคิดตัวเองว่า จริงๆ แล้วชีวิตเราต้องการอะไรกันแน่ อยากจะเป็นคนรวย อยากประสบความสำเร็จ หรืออยากทำนู่นนั่นนี่เต็มไปหมด ฯลฯ และช่วงนั้นเองก็มีความรู้สึกอยากจะเริ่มต้นทำบล็อกเกี่ยวกับภาษี เพราะต้องการที่จะถ่ายทอดความรู้แบบงูๆปลาๆที่ได้ร่ำเรียนมาให้กับคนอื่นฟังกับเค้าบ้าง ประจวบเหมาะกับตอนนั้นเริ่มมีความรู้สึกรัก “ภาษี” มากกว่า “บัญชี” ซะแล้ว (แอบปันใจ)

เนื่องจาก ชีวิตประจำวันของผมก็มีเพื่อนๆพี่น้อง คนรู้จัก คนไม่รู้จัก มาพูดคุยสอบถามเรื่องภาษีอย่างสม่ำเสมอ เพราะมันมีสาเหตุมาจากการที่ผมทำงานเกี่ยวกับด้านภาษี และพอมีความรู้ทางด้านนี้อยู่บ้างเล็กๆน้อยๆ ทำให้ได้รับคำถามเกี่ยวกับภาษีอยู่บ่อยๆ ผมเลยคิดว่ารวบรวมคำถามเหล่านี้มาเขียน “บล็อก” เก็บไว้ เพื่อที่ตัวผมจะค้นหาได้ง่ายๆ และเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆที่เกิดผ่านเข้ามาดูบ้างไม่มากก็น้อย

นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “บล็อกภาษีข้างถนน” ที่มีที่มาจากความรู้แบบบ้านๆ คิดเอง หาเอง ค้นคว้าด้วยตัวเอง โดยพยายามอ้างอิงการตีความของกฎหมายที่ใกล้เคียงให้มากที่สุด (แต่ม แต่ม แต่ม แต่มมมม)

แต่ชีวิตคนมันเอาแน่เอานอนไม่เคยได้
หลังจากที่ “บล็อกภาษีข้างถนน” เกิดขึ้นได้ไม่นาน
ผมก็เข้าสู่จุดวิกฤตชีวิตอีกครั้งโดยที่ไม่ทันตั้งตัว

– ธุรกิจล่มสลาย –

เพราะว่า เรื่องราวชีวิตคนเรามันขึ้นๆลงๆ คล้ายๆอารมณ์ของหญิงสาวในวันมามากกก (ฮาาา) งานรับทำ SEO ที่ช่วยส่งเสียให้ผมเรียนจบได้และมีเงินใช้ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดปัญหาขึ้้นอย่างที่ไม่ได้คาดคิด ในเรื่องของการจัดอันดับและระบบวัดผลของ Google (penguin algorithm – การวัดผลการจัดอันดับแบบใหม่) ทำให้เวปไซด์ของลูกค้าผมหลายๆราย ที่ทำอันดับอยู่หน้าแรกดีๆ เกิดหายไปจากสารบบของ Google เกือบหมด!!! หรือบางรายถ้าไม่หายไปอันดับก็ตกลงเรื่อยๆ อย่างไม่รู้สาเหตุ เล่นเอาถึงขั้น “เงิบ” กันเลยทีเดียว

ตอนที่เกิดเรื่องนั้น ในใจผมคิดอยู่สิ่งเดียวคือต้องหาทางแก้ไขปัญหาให้ได้ เพราะมันคือคำมั่นสัญญาของผมที่มีต่อลูกค้า ในตอนนั้นท่องไว้คำเดียวว่า “เครดิต” สำคัญยิ่งกว่า “เงิน” เสียเท่าไรเป็นเท่ากันเพื่อให้ได้งานกลับมาไวที่สุด และโชคดีมากๆที่ลูกค้าทั้งหลายของผมเข้าใจในสิ่งที่ผมทำ จึงทำให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้แบบหอบแฮ่กๆๆ อันดับเว็ปเริ่มกลับมา แต่ก็ใช่ว่าจะกลับไปสำเร็จเหมือนเก่า…

เมื่อผ่านพ้นวิกฤตมาได้สักพัก ผมเลยเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ธุรกิจที่เราทำอยู่ คืออะไรกันแน่?” และถ้าหากตัวเรา “จะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ได้ต้องทำอย่างไร” ซึ่งในระหว่างที่ผมทบทวนอยู่นั่นเอง ลูกค้ารายใหญ่ของผมได้แจ้งให้ทราบว่า เค้าตัดสินใจ “เลิก” ธุรกิจของตัวเอง ซึ่งกำลังมีปัญหาอยู่เช่นเดียวกัน (แต่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องคนทำ SEO นะครับ แฮร่)

พอลูกค้ารายใหญ่ตัดสินใจเลิก ยิ่งทำให้ผมต้องกลับมาถามตัวเองว่า “นี่่คือชีวิตที่ผมต้องการจริงๆหรือ?” และ “ผมสามารถทำได้จริงๆเหรอ” เมื่อ “ปัจจัยหลายๆอย่างเริ่มเปลี่ยนไป” ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วสำหรับคนทำธุรกิจตัวเล็กๆ บางครั้งมันก็ยากเกินจะรับไหว

ว่าแต่จะสู้หรือจะถอยดีล่ะ!!!!!!

– ถอนตัวแต่ไม่ถอดใจ –

ความเจ็บปวดของการทำธุรกิจทุกประเภทนั้น ไม่ใช่แค่เพียงแต่เรื่อง “ขาดทุน” เพราะตราบใดที่เรายังมองเห็นโอกาสอยู่ เราก็ยินดีที่จะลงมือลงทุนลงแรงกับมันต่อไปได้ แม้จะขาดทุนในตอนแรก แต่ตอนหลังก็น่าจะ “กำไร” ได้ไม่ยาก แต่การที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าเราไม่ “สามารถ” รักษาธุรกิจนั้นไว้ได้นั่นแหละ คือสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด เพราะมันคือการ “เลิกกิจการ” นั่นเอง

มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยเปรยๆสอนผมไว้ว่า “ตอนที่ธุรกิจเจ็ง ช่วงเวลาที่ต้องยอมรับว่ามันไปต่อไม่ได้แล้วจริง เรียกว่าเป็นช่วงที่เจ็บปวดที่สุด แต่ก็ยังดีกว่าเจ็บปวดมากกว่าเดิม ถ้าฝืนทำต่อไปเรื่อยๆ”

เมื่อได้ย้อนมองดูตัวเองอย่างจริงจัง ผมก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่า ถ้าเราจะ “เอาดี” ทางด้านนี้ต่อไป เราต้องใช้ความทุ่มเทเป็นอย่างมาก เรียกว่าต้องทุ่มเทกันสุดชีวิตถึงขนาดจะต้องยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อธุรกิจนี้ …

แต่เมื่อลูกค้ารายใหญ่เลิกไป ผมจึง “ตัดสินใจ” ลดขนาดของงานลง โดยรับงานอยู่บ้างเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้ตัวเองมีความรู้ในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะใช้ประโยชน์ในอนาคตข้างหน้า แต่ไม่ได้ทำเป็น “ธุรกิจหลัก” อีกต่อไป เนื่องจากภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ถ้าบางงานสามารถส่งต่อให้ทีมที่พอไว้เนื้อเชื่อใจกันดูแลได้ ผมก็ส่งต่อให้เค้าดูแลลูกค้าต่อไป พร้อมกับตัดใจ “ลงทุน” เงินไปจำนวนหนึ่งเพื่อจัดการค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้เรียบร้อย แม้ในใจลึกๆจะรู้สึกเสียดายก็ตาม…

แต่ที่แปลกที่สุด คือ ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคราวนี้ ผมกลับยอมรับกับ “ความเปลี่ยนแปลง” ที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ คล้ายๆว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย พอลองมาย้อนนึกสงสัยว่าเป็นเพราะอะไรกันนะ ถึงได้เป็นแบบนี้ได้

ในที่สุดผมก็ได้รับคำตอบว่า เพราะทั้งหมดนี้มาจากการ “วางแผนการเงิน” ของผมนั่นเองครับ :)

– การวางแผนการเงิน –

การวางแผนเรื่องการใช้จ่ายทางการเงินนั้น ถือเป็น “เรื่องสำคัญ” อย่างมากสำหรับคนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เริ่มต้นทำธุรกิจ คุณต้องเผื่อทางที่จะถอยให้กับธุรกิจของตัวเอง (หากว่าไปต่อไปไม่ได้) แต่ถ้าธุรกิจของคุณกำไรอย่างมาก คุณต้องอย่าลืมสำรองเงินไว้สำหรับขยายธุรกิจด้วยเช่นกัน (ไม่ใช่เอาไปใช้จ่ายจนหมด) แต่สำหรับคนธรรมดา การวางแผนทางการเงินยิ่งมีความจำเป็นมากกว่านั้น เพราะถ้าหากคุณเริ่มต้นจากตอนที่อายุยัง “น้อย” เงินของคุณก็จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วมากกว่าคนอื่นๆ

ในสมัยช่วงที่ธุรกิจยังรุ่งเรือง ผมยังคงวางแผนการเงิน โดยเลือกที่จะใช้จ่าย “เท่าเดิม” และ “ออมเงิน” ให้มากขึ้น ไม่ให้ใช้จ่ายตามสัดส่วนของรายได้ ถึงแม้ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากแค่ไหนก็ตาม แต่เอาจริงๆ ก็อาจจะมีฟุ่มเฟือยบ้างเล็กๆน้อยๆตามประสามนุษย์ที่ยังมีกิเลสอยู่ (แหม่ คนนะครับไม่ใช่พระอิฐพระปูน) แต่ผมให้คำมั่นสัญญากับตัวเองว่าเงินทั้งหมดที่นำไปใช้ต้องไม่กระทบกับสัดส่วนของ “เงินออม” อย่างเด็ดขาด

วิธีการง่ายๆในการจัดการกับกิเลสของตัวเองก็คือ เปิดบัญชีเงินเก็บ(ออม) ต่างหากแยกออกมาจากบัญชีประจำ และไม่แตะต้องบัญชีนี้อีกเลย

– ชีวิตในปัจจุบัน –

ปัจจุบันนี้ผมยังคงมีรายได้บางส่วนจากการทำเวปไซด์ Affiliate ต่างๆ, จากการรับดูแลเวปไซด์และการทำ SEO ให้กับเพื่อนๆบางคน ตามประสาคนที่ชอบสอดรู้สอดเห็นอยู่และยังสนใจเรื่องนี้อยู่ แต่รายได้ตอนนี้ก็ไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อนแล้ว เรียกว่าเป็นค่าขนมในแต่ละเดือนดีกว่า

เมื่องานน้อยลง ผมจึงแบ่งเวลาบางส่วนมาเริ่มต้นศึกษาเรื่องการเงินและการลงทุนอย่างจริงจัง และหัดลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ (ไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังนะครับ ^^) พร้อมกับค่อยๆเขียน “บล็อกภาษีข้างถนน” ไปเรื่อย

โดยส่วนตัวตัวผมเองเป็นคนชอบเขียนบล็อก หรือไดอารี่อยู่บ่อยๆ นับอายุได้มาก็ประมาณ 3-4 ปีแล้วที่เริ่มต้นเขียน “บล็อกควายๆของนายหนอม” (ซึ้งปัจจุบันเริ่มร้าง) หลังจากนั้นก็เริ่มทำ Facebook Page “TaxBugnoms” ขึ้นมาเล่นๆ แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ไปๆมาๆ มันก็เติบโตเหมือนอย่างที่ทุกคนเห็นนี่แหละครับ ต้องขอขอบคุณหลายๆเพจยักษ์ใหญ่ที่ช่วยแนะนำเพจเล็กๆแห่งนี้ รวมถึงการตอบรับของเพือนๆทุกคนมากๆเลยครับ

– สิ่งที่มีค่ามากกว่าเงิน –

สำหรับเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดในช่วง 5-10 ปีที่เล่ามานี้ “ประสบการณ์” ได้สอนอะไรหลายๆอย่างให้กับตัวผมเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “การวางแผนการเงิน” หรือ “การทำธุรกิจ” แต่สิ่งที่ผมพอจะแบ่งปันให้คนอื่นได้ก็คือ “ความรู้” และ “ประสบการณ์ส่วนตัว” ที่อยากจะถ่ายทอดให้ฟัง เพื่อที่คนหลายๆคนจะได้ไม่ก้าวพลาดเหมือนกับตัวผม

สำหรับ “เงินน้อยก็รวยได้” ที่เขียนลงในหนังสือ “PocketBook” กับเรื่องราวที่เขียนลงบล็อกนี้ ผมตั้งใจพูดถึงคำว่า “น้อย” อยู่ 2 ความหมาย คือ

คำว่า “น้อย” คำแรก หมายถึง เงินน้อยๆ ที่เราไม่เคยเห็นค่าของมัน แต่เมื่อเราค่อยๆเก็บรวบรวมมัน วันนึงมันก็จะกลายเป็นเงินที่มีจำนวนมากได้เช่นกัน

ส่วนคำว่า “น้อย” คำที่สอง หมายถึง ทุกๆคนควรจะเริ่มต้นตั้งแต่อายุยัง “น้อย” ในเรื่อง “การวางแผนทางการเงิน” ก่อนที่จะสายเกินไป

ส่วนคำว่า “รวย” นั้น คือสิ่งที่เป็น “นามธรรม”
ที่วัดจาก “ความรู้สึก” ของคนแต่ละคน ซึ่งไม่มีวันที่จะ “เท่ากัน” ได้

– บางคนมีเงิน 1 แสนบาทก็รู้สึกว่าตัวเองรวยมากแล้ว
– บางคนมีเงินเป็นสิบๆล้านร้อยล้านก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองรวย
– บางคนขอแค่ไม่ต้องเป็นหนี้ ก็ถือว่าตัวเองรวยมากมายยยยยย >_<

สุดท้ายนี้
เชื่อได้เลยครับว่า ถึงแม้ว่าคุณจะมีเงินมากแค่ไหน
ก็ไม่อาจทำให้คุณรู้สึกรวยได้ จนกว่าคุณจะรู้จักกับคำว่า “พอ”

ถ้าวันนี้มีใครถามผมว่า ทำอย่างไรถึงจะรวยซักที ผมอยากบอกเค้าเหล่านั้นว่า…
จงให้ความสำคัญกับ “จิตใจ” มากกว่า “สิ่งของ” แล้วคุณจะรู้ว่ามีอีกหลายสิ่งที่มีค่ามากกว่า “เงิน”

ขอบคุณทุกๆคนที่ติดตามมาโดยตลอดครับ
:)

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy