fbpx

[บทความวารสาร] รายได้จากการลงทุนในหุ้น ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่

โพสต์เมื่อ: 06 มิ.ย. 2013

ป้ายกำกับ: , , , ,


ตีพิมพ์ครั้งแรก วารสาร CPD Account : June 2013 : Vol.10 No.114
สำนักพิมพ์ : ธรรมนิติ

ในช่วงที่ตลาดหุ้นร้อนแรงแบบนี้ คงมีนักลงทุนหน้าใหม่หลายๆคนกำลังตัดสินใจว่าจะลงทุนในตลาดหุ้นดีไหมแต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่นักลงทุนหลายๆคนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ยังไม่ทราบก็คือ “รายได้” หรือ “ผลตอบแทน” ที่ได้รับจากการลงทุนในหุ้นนั้นต้องนำมาถือเป็นรายได้ในการคำนวณภาษีหรือไม่

ก่อนที่จะพูดเรื่องนี้ ผมคงต้องขอตีกรอบคำจำกัดความของคำว่า “ภาษี” และ “หุ้น” ให้ชัดเจนก่อน โดยกำหนดความหมายดังนี้ครับ
1. ในส่วนของการเสียภาษีนั้น ให้หมายความถึงภาษีในส่วนของ “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” เท่านั้น
2. คำว่า “หุ้น” หมายความถึง “หุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”

ดังนั้น “รายได้” หรือ “ผลตอบแทน” จากการลงทุนในหุ้นนั้นประกอบด้วยสองส่วน คือ
1. กำไรจากการขายหรือโอนหุ้น
2. รายได้จากเงินปันผล

กำไรจากการขายหรือโอนหุ้น

กำไรจากการขายหรือโอนหุ้น สามารถเรียกอีกอย่างได้ว่าส่วนต่างของราคา แต่เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ ผมขออธิบายโดยตัวอย่างประกอบดังนี้ครับ

1) นาย TaxBugnoms ได้ซื้อหุ้นบริษัท A ไว้เมื่อวันที่ 1 เมษายน จำนวน 10,000 หุ้น ในราคาตลาดหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 1,000,000.- บาท
2) ณ วันที่ 2 เมษายน นาย TaxBugnoms เห็นราคาหุ้นขึ้นไปที่ 120 บาท เลยตัดสินใจขายหุ้น A หมดเลย ทำให้ได้รับเงินกลับมา 1,200,000.- บาท

จากตัวอย่างข้างต้น นาย TaxBugnoms จะได้รับกำไรจากการขายหุ้นหรือ Capital Gain ทันที 200,000 บาท ซึ่งเงินได้ในส่วนนี้จะต้องนำมาคำนวณภาษีหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณากันต่อไปอีกว่า

1. เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่

จากประมวลรัษฎากร เราจะพบว่า เงินได้/กำไรจากการลงทุน ต้องเป็น “เงินได้พึงประเมิน” ตามมาตรา 40(4)(ช) ซึ่งระบุไว้ว่า

“(ช) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วนหรือ โอนหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน”

2. เงินได้ดังกล่าวต้องนำมารวมคำนวณภาษีหรือไม่ หรือ/และ มีข้อยกเว้นทางกฎหมายอะไรบ้าง

ถึงแม้เงินได้ดังกล่าวจะถูกประเมินว่าเป็นเงินได้ก็ตาม แต่ กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการ”ยกเว้น”รัษฎากร ได้ระบุไว้ในข้อ (23) ว่า

“(23) เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ไม่รวมถึงเงินได้จากการขายหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้นกู้หรือพันธบัตร”

ดังนั้น กำไรจากการขายหุ้นตามตัวอย่างข้างต้นนั้น จะถือเป็นเงินได้ในการคำนวณภาษี แต่ได้รับสิทธิยกเว้นเงินได้โดยผลของกฎหมาย หรือหมายความว่า ไม่ต้องนำรายได้ในส่วนนี้มารวมคำนวณเป็นเงินได้ในการเสียภาษีนั่นเองครับ

รายได้เงินปันผล (Dividend)

นอกจาก “กำไรจากการขาย” แล้ว การลงทุนในหุ้นนั้น นักลงทุนยังได้รับผลตอบแทนอีกประเภทหนึ่ง คือ “เงินปันผล” ซึ่งหมายถึง ส่วนกำไรที่บริษัทแบ่งจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆตามสิทธิของแต่ละหุ้น อาจอยู่ในรูปเงินสด หุ้นปันผล หรือทรัพย์สินอื่นที่มิใช่เงินสด โดยการจ่ายเงินปันผลจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของแต่ละบริษัทและผลการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละปี

รายได้จากเงินปันผล ต้องนำมาคำนวณภาษีหรือไม่และอย่างไร?
สำหรับรายได้เงินปันผลที่เราได้รับนั้น ตามมาตรา 48 (3) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากรได้กล่าวไว้ชัดเจนเลยว่า “ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10.0 ของเงินได้ โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) ที่ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม”

ซึ่งจากข้อกฎหมายข้างต้นนี้ สรุปได้ว่า เมื่อเราได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ลงทุนแล้ว นักลงทุนจะมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ

1. เลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% และไม่นำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
2. นำมารวมคำนวณภาษี และได้รับสิทธิในการใช้ “เครดิตภาษีเงินปันผล”

เครดิตภาษีเงินปันผล

เครดิตภาษีเงินปันผล หรือ เครดิตเงินปันผล คือ ภาษีส่วนที่ทางบริษัทได้หักและนำส่งกรมสรรพากรไปก่อนที่จะจ่ายเงินปันผลให้กับเรา แต่ เรามีสิทธิที่จะนำเงินภาษีส่วนที่บริษัทได้หักและนำส่งไว้แล้วนั้นกลับคืนมาได้ จึงเป็นที่มาของคำว่า “ขอภาษีคืน” หรือ “เครดิตภาษี” นั่นเอง ซึ่งตามมาตรา 47 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า

“ให้ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (4)(ข) ซึ่งได้รับจากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับเครดิตในการคำนวณภาษี โดยให้นำอัตราภาษีเงินได้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ต้องเสียหารด้วยผลต่างของหนึ่งร้อยลบด้วยอัตราภาษีเงินได้ดังกล่าวนั้น ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้หลายอัตรา ผู้จ่ายเงินได้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ชัดเจนว่าเงินได้ที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด”

เครดิตภาษีที่คำนวณได้ตามความในวรรคหนึ่ง ให้นำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้นำเครดิตภาษีที่คำนวณได้ดังกล่าวหักออกจากภาษีที่ต้องเสีย ถ้ายังขาดหรือเหลือเท่าใดให้ผู้มีเงินได้เสียภาษีสำหรับจำนวนที่ขาด หรือมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เหลือนั้นคืน
ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีเงินได้ซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย

จากมาตรา 47 ทวิข้างต้น สรุปใจความสำคัญได้ดังนี้ครับ
1. ผู้ที่ได้รับเงินปันผลต้องนำมาคำนวณเครดิตภาษีตามสูตรการคำนวณดังนี้

เครดิตภาษี = เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร x อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล
100 – อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

2. นำเครดิตภาษีที่ได้รับ มารวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี และนำเครดิตภาษีจำนวนดังกล่าว มาหักกับภาษีที่ต้องเสีย

เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เราลองมาดูตัวอย่างประกอบความเข้าใจกันดีกว่าครับ
กำหนดให้ บริษัท A จำกัดมีนโยบายจ่ายปันผลเป็นกำไรสุทธิทั้งหมดของบริษัท และมี นาย ก เป็นผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียวในบริษัทฯนี้ โดยสมมุติว่า ในปีนี้ทั้งปีบริษัททำกำไรได้ 100 บาท และเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 คือ 30 บาท ทำให้บริษัท A เหลือกำไรสุทธิเท่ากับ 70 บาท

วิธีการคำนวณเครดิตเงินปันผล คือ 100 – (30% x 100) = 70 บาท

เมื่อบริษัทฯ มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีเท่ากับ 70 บาท ทำให้บริษัทฯต้องจ่ายปันผลจำนวน 70 บาท (ตามนโยบายบริษัทฯ) ซึ่งบริษัทฯต้องหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินปันผลอีกร้อยละ 10 เท่ากับว่า นาย ก จะได้เงินปันผลสุทธิจริงๆแค่ 63 บาท

ถ้าหาก นาย ก ตัดสินใจนำเงินปันผลมาคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี โดยต้องนำเครดิตภาษีส่วนเพิ่มมาคำนวณดังนี้

วิธีการคำนวณตามสูตร คือ 70 x 30/70 = 30 บาท

ดังนั้นรายได้ของ นาย ก จะเพิ่มขึ้นจาก 70 บาท เป็น 70+30 = 100 บาทและภาษีของ นาย ก ก็จะเพิ่มจากภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว 7 บาท เป็น 30+7 = 37 บาท

ดังนั้นในกรณีที่ นาย ก ไม่มีรายได้อื่นที่ต้องคำนวณภาษี นาย ก จะได้ภาษีคืนกลับมาทั้งสิ้นจำนวน 37 บาท ซึ่งจะเท่ากับภาษีที่ นาย ก ได้เสียไปทั้งสิ้นในตอนแรก และเมื่อรวมกับรายได้สุทธิที่ได้รับ คือ 63 บาทแล้ว ก็เท่ากับว่า กำไรสุทธิของบริษัทฯจำนวน 100 บาทนั้น นาย ก ได้รับส่วนแบ่งกลับมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั่นเองครับ

ข้อสังเกตเพิ่มเติม
1. เงินปันผลจากกองทุนรวมต่างๆ ไม่ถือเป็น เงินได้ตามมาตรา 40(4)(ข) ตามประมวลรัษฎากรแต่ถือเป็นเงินได้อื่นๆ ตาม 40(8) ซึ่งแปลว่า เงินปันผลจากกองทุนรวม ไม่สามารถใช้สิทธิเครดิตเงินปันผลได้
2. กรมสรรพากรได้มีแนวการตีความมาตรา 47 ทวิ ว่าถ้าเราจะนำเงินปันผลมารวมแล้ว ก็จะต้องนำมารวมทั้งหมด จะเลือกปฎิบัติเฉพาะเงินปันผลที่นำมารวมแล้วได้ประโยชน์ไม่ได้

และเนื้อทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็คือหลักการเบื้องต้นในการคำนวณภาษีเงินได้จากการลงทุน หวังว่านักลงทุนหลายๆท่าน (รวมถึงนักบัญชี) อ่านแล้วคงจะพอได้รับประโยชน์กันไปไม่มากก็น้อยนะครับ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็สามารถแวะมาทักทายพูดคุยกันได้ที่หน้า Fanpage “บล็อกภาษีข้างถนน” นะครับ

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy