fbpx

[บทความพิเศษ] เป็นพระต้องเสียภาษีหรือไม่

โพสต์เมื่อ: 02 ก.ค. 2013

ป้ายกำกับ: , , ,


เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ผมได้รับคำถามจากคุณ Paul Vorrasit S. Encodeo จากหน้าเพจ @TaxBugnoms เกี่ยวกับเรื่องพระเรื่องเจ้าที่เป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ เห็นว่าน่าสนใจดี เลยขออนุญาตนำมาเขียนเป็นบทความพิเศษให้อ่านกันครับ

คำถามถามมาว่า …

มีข้อสงสัยครับ ปกติพระหรือนักบวชในศาสนาอื่นที่เข้านิยามบุคคลธรรมดาตามกฏหมายภาษีไทย นี่ต้องยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามั้ยครับ? และรายได้รับจากการบริจาคนี่ต้องแยกมั้ยว่าอันไหนบริจาคเข้าวัด อันไหนบริจาคเข้าบัญชีส่วนบุคคล และทางตัววัดเอง(ที่เข้าใจว่าเป็นนิติบุคคล) ต้องมีผู้สอบบัญชีตรวจมั้ยครับว่าเงินมี Internal Control ดีแค่ไหน เอาไปใช้ถูกตามวัตถุประสงค์มั้ย (เทียบกับพวกองค์กรนานาชาติเช่น Red Cross ที่ต้องถูกตรวจสอบ)

Question

สำหรับคำถามข้างต้นนี้ ผมขออนุญาตตอบแยกเป็นแต่ละประเด็นดังนี้ครับ …

ประเด็นที่ 1 พระสงฆ์ถือเป็นบุคคลธรรมดาหรือไม่

จากการสังเกตการณ์เบื้องต้น เราจะได้เห็นว่าพระสงฆ์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ “บุคคลธรรมดา” เพราะว่าคนให้ความเคารพนับถือและมีการกราบไหว้บูชา แถมยังมีการถวายสิ่งของต่างๆ (ปัจจัย) ให้แก่พระเป็นจำนวนมาก บางครั้งท่านก็ให้เลขเด็ดแล้วเราก็ถูก บลาๆๆๆ …

เณรคำ

(Credit ภาพประกอบจาก Newslike.in.th)
ป.ล. รูปภาพประกอบเป็นรูปเณรนะครับ ไม่ใช่พระ ^^

เย้ยยยยยยยยย!!!!! ไม่ใช่แล้วคร้าบบผม จริงๆแล้วการที่เราจะดูว่าใครเป็นบุคคลธรรมดาเราต้องพิจารณาตามหลักของกฎหมายว่า “บุคคลธรรมดา” นั้น หมายถึงอะไรต่างหาก

บุคคลธรรมดา หมายถึง คนซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมาย ซึ่งการมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้นั้น ก็ต้องมี “สภาพบุคคล” แล้วเท่านั้น ซึ้งเจ้า “สภาพบุคคล” ที่ว่านี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 ได้ให้ความหมายไว้ว่า “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตายทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่างๆได้ หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก”

ดังนั้น ถ้าหากว่าพระสงฆ์ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ถือว่ายังมี “สภาพบุคคล” ที่ครบถ้วน ต่อจากนี้เราก็ต้องกลับมาดูเรื่องสิทธิและหน้าที่กันต่อว่า พระสงฆ์มีสิทธิตามกฎหมายหรือถูกจำกัดสิทธิอะไรบ้างหรือไม่ จากการค้นหาก็พบว่า มาตรา 106 ในรัฐธรรมนูญ ข้อ (2) ได้กำหนดให้พระภิกษุ สามเณร นักพรตและนักบวช เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้จำกัดถึงเรื่องการเสียภาษีไว้

ประเด็นที่ 2 ใครมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ประมวลรัษฎากรได้กำหนดว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมาโดยมีสถานะ อย่างหนึ่งอย่างใด ต่อไปนี้

1) บุคคลธรรมดา
2) ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
3) ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี
4) กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
5) วิสาหกิจชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

จากประเด็นที่ 1 และ 2 เราจะสรุปได้ว่า พระสงฆ์มีสถานะเป็น “บุคคลธรรมดา” ที่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย แม้จะถูกจำกัดโดยห้ามใช้สิทธิเลือกตั้งก็ตาม แต่สิทธิในเรื่อง “สถานะ” การเสียภาษีนั้น พระสงฆ์ไม่ได้รับยกเว้นแต่อย่างใด

ประเด็นที่ 3 พระมีรายได้จากไหนบ้าง

อย่างที่เราๆทราบกันดีว่า รายได้หลักของพระสงฆ์ คือ รายได้จากการทำบุญตามศรัทธาของญาติโยมทั้งหลาย ทั้งในรูปแบบของสิ่งของและปัจจัย (เงิน) ผ่านทางการบิณฑบาตร กิจนิมนต์ และอื่นๆตามโอกาสและพิธีทางศาสนา ซึ่งญาติโยมที่มากันในวันนี้ ร่วมกันมาทำบุญอันแสนประเสริฐที่ … เย้ยยยย!!!! ขอโทษครับ ลืมตัวไปหน่อย แหะๆ (สัญชาตญานมรรคทายกเก่า)

เอาล่ะครับ ถ้าว่ากันด้วย “รายได้ของพระสงฆ์” แล้ว เราจะพบว่า รายได้ที่ “ได้เปล่า” จากการที่ญาติโยมทั้งหลาย “ถวาย” ปัจจัยต่างๆมาให้กับพระ ซึ่งผมตีความเอาว่า ในกรณีนี้ รายได้ในส่วนนี้ “น่าจะ” เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 42(10) หรือ “เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี” ซึ่งได้รับสิทธิ “ยกเว้นภาษีเงินได้”

โดยกรณีของการถวายสิ่งของและปัจจัยต่างๆ ถือเป็นการให้ “โดยเสน่หา” หรือตามโอกาสขนบธรรมเนียมประเพณี จากทางญาติโยมเอง โดยที่พระไม่ต้องมีการร้องขอแต่อย่างใด (พระสงฆ๋ไม่สามารถร้องขอได้เนื่องจากผิดพระวินัย) ดังนั้นจึงเข้าตามมาตรา 42(10) ซึ่งได้รับสิทธิยกเว้นตามกฎหมายไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

แต่ถ้าหากรายได้มีลักษณะเป็น “เงินเดือน” จากหน้าที่การงานที่ทำ เช่น เงินเดือนที่ได้รับจากทางมหาวิทยาลัย หรือเงินที่ได้รับอุดหนุนจากทางงบประมาณแผ่นดิน ในส่วนนี้นั้นจะถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร (เงินได้ประเภทเงินเดือน) ซึ่งมีผลให้เงินได้ส่วนนี้ต้องนำมารวมเพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพราะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นนั่นเอง

อ้างอิงหนังสือที่ กค 0811/9414 วันที่ 26 กันยายน 2544 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีพระสงฆ์ได้รับเงินเดือน
http://www.rd.go.th/publish/25288.0.html

ประเด็นที่ 4 รายได้รับจากการบริจาคนี่ต้องแยกมั้ยว่าอันไหนบริจาคเข้าวัด และอันไหนบริจาคเข้าบัญชีส่วนบุคคล

ในส่วนนี้อยู่ที่ญาติโยมล่ะครับ ว่าจะแยกให้หรือไม่ นอกจากนั้นก็อยู่ที่ตัวของท่านพระสงฆ์เองว่าจะเจียดเงินส่วนไหนไว้ใช้ และส่วนไหนเข้าให้กับวัด โดยเงินได้ที่ได้รับเข้าวัดที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 นั้น จะถือเป็นเงินได้จากการบริจาคซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี และทางผู้บริจาคสามารถขอหลักฐานเพื่อลดหย่อนภาษีได้ด้วย แต่หากบริจาคเข้าบัญชีส่วนบุคคล จะถือเป็นการให้โดยเสน่หาตามประเด็นที่ 3 ที่ว่ามาข้างต้น

ประเด็นที่ 5 ตัววัดเอง (เข้าใจว่าเป็นนิติบุคคล) ต้องมีผู้สอบบัญชีตรวจมั้ยครับว่าเงินมี Internal Control ดีแค่ไหน
เอาไปใช้ถูกตามวัตถุประสงค์มั้ย (เทียบกับพวกองค์กรนานาชาติเช่น Red Cross ที่ต้องถูกตรวจสอบ)

สำหรับวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (เขตที่พระราชทานแก่สงฆ์ เพื่อใช้เป็นที่สร้างพระอุโบสถ หรือเขตที่พระสงฆ์ใช้ประกอบสังฆกรรม) ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ถือว่ามีฐานะเป็น “นิติบุคคล” แต่ผมเข้าใจว่าไม่มีการตรวจสอบบัญชีนะครับ เนื่องจากวัดไม่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามบทนิยามในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้วัดจึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครับ และไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งงบการเงินแต่อย่างใด

ดังนั้นวัดจึงไม่จำเป็นต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชี แต่อยู่ในการกำกับดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม และกรมการศาสนา ซึ่งจะมีหน้าที่ตรวจสอบและดูแลเมื่อเกิดปัญหาเท่านั้น

และเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็คือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของพระสงฆ์กับการเสียภาษีที่หลายคนกำลังสงสัย สุดท้ายนี้ ผมขอฝากไว้อย่างนึงว่าการทำบุญนั้นอยู่ที่ใจของผู้ให้เป็นหลัก เมื่อเราตั้งใจทำบุญทานด้วยจิตที่ว่าง แม้เพียงชั่วขณะหนึ่งก็เกิดบุญมหาศาลแล้วล่ะครับ เพราะบุญนั้นเกิดขึ้นด้วยจิตที่บริสุทธิ์ อย่าไปยึดติดกับจำนวนเงินทองว่ามากหรือน้อย และที่สำคัญที่สุด อย่ายึดติดกับตัวบุคคล (พระสงฆ์) ในการทำบุญ เพราะศาสนาพุทธนั้นไม่ได้สอนให้เราทุกคนยึดติด แต่ให้ปล่อยวาง จริงไหมครับ :)

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy